รายการ ฅนจริงใจไม่ท้อ วันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา พาคุณผู้ชมไปที่ จ.สมุทรสาคร เพื่อรู้จัก “ป้าต้อย” แม่ที่แม้ลูกเกิดมาพิการ ก็รัก พยายามสู้ทำงานหารายได้เพื่อให้เงินดูแลลูกและพาลูกหาหมอ แต่รายได้ชักหน้าไม่ค่อยถึงหลัง ทำให้หลายครั้ง แม่ต้องยอมอด เพื่อให้ลูกได้อิ่ม แต่แม่ก็ไม่ถอดใจ พร้อมสู้ต่อไปเพื่อลูก
“น้องพิการไม่มีรูก้น และเส้นเลือดหัวใจไม่ปิด ผ่าดามเหล็กไว้ ก้นก็ใส่ท่อ หูก็ใส่ท่อ รูหูตีบ คือน้องเป็นดาวน์ซินโดรมและมีโรคแทรกซ้อนคือ เส้นเลือดหัวใจไม่ปิด หายใจแล้วทำให้ตัวเขียว ก็ต้องผ่าใส่เหล็กไว้ ส่วนก้นก็ผ่ามา 3 รอบแล้ว แต่ก็ยังถ่ายเองไม่ได้”
พยอม สุดชัย หรือป้าต้อย คุณแม่วัย 52 เล่าถึงความพิการของน้องฟิตเนส ที่ไม่เพียงเกิดมาเป็นเด็กดาวน์ซินโดรม แต่ยังมีโรครุมเร้า และอวัยวะหลายส่วนมีปัญหาตั้งแต่เกิด ซึ่งปัจจุบัน แม้ลูกจะอายุ 12 ปีแล้ว แต่หมอบอกว่า พัฒนาการของลูกเหมือนเด็กวัย 6 เดือนเท่านั้น
ย้อนกลับไป เมื่อ 12 ปีที่แล้ว ป้าต้อยไม่เคยคิดมาก่อนว่าลูกที่อยู่ในท้องจะมีปัญหา จนจำเป็นต้องผ่าทั้งที่อายุครรภ์ได้แค่ 7 เดือน
“ตอนนั้นทำงานเป็นแม่บ้าน พอดีทำงานอยู่ เหมือนเราเจ็บท้องจุกๆ ก็เลยไปหาหมอ หมออัลตร้าซาวด์ บอกว่าน้องเสียแล้ว เสียในท้องแล้ว น้องไม่ดิ้น หมอก็เลยผ่า ตอนนั้นน้องได้ 7 เดือน ผ่าออกมา น้องไม่ตาย คือยังมีชีพจรอยู่ 5% เขาเลยส่งไป รพ.เด็ก รพ.เด็ก ก็เอาไว้ในตู้อบ หมอก็โทรมาบอกว่า ให้แม่ทำใจนะ (ถาม-คนเป็นแม่พอรู้ว่าลูกจะเสียชีวิต รู้สึกยังไง?) เครียด เพราะเราอุ้มท้องมาตั้งนานแล้ว ไม่คิดว่าจะเป็นแบบนั้น ทำใจไม่ได้”
หัวอกแม่ต้องพยายามทำใจ เพราะโอกาสรอดของลูกแทบไม่มี แต่สุดท้าย ก็มีปาฏิหาริย์ให้ลูกอยู่รอดมาจนทุกวันนี้
“น้องต้องอยู่ รพ.นาน 3 ปี ตอนแรกหมอไม่ให้เยี่ยม น้องอยู่ห้องไอซียูพิเศษ เขาก็เลยวิดีโอคอลมาให้ดูว่าน้องอยู่ในตู้อบ แม่เลยถามว่าน้องครบ 32 ไหม เขาบอกว่าไม่ครบ แต่มือเท้าเขาครบ แต่สมองเขา ก็ดูๆ ไปก่อน แม่ได้ไปเยี่ยมแค่ตอนน้องอยู่ รพ.ได้ 6 เดือน หมอโทรมาให้ไปเยี่ยมได้ หลังจากนั้นหมอให้เยี่ยมได้อีกครั้งตอนน้องอายุปีกว่า (ถาม-ตอนที่รู้ว่าน้องมีความผิดปกติ รู้สึกยังไง?) คิดแค่ว่า ถ้าเขารอด ก็จะเลี้ยง ภาวนาให้ลูกรอด”
แม้น้องฟิตเนสจะรอดชีวิตมาได้ แต่สมองและอวัยวะหลายส่วนก็มีปัญหา จนต้องรักษาครั้งแล้วครั้งเล่า“เรื่องก้นน้องที่ไม่มีรูทวารหนัก ตอนแรกเขาต้องต่อไส้ออกมาไว้หน้าท้องเพื่อให้น้องถ่าย และแม่คอยไปเปลี่ยนเวลาน้องถ่าย ตอนนั้นหมอยังไม่เจาะก้น หมอมาเจาะตอนน้องจะ 4 ขวบ ที่ผ่านมา หมอผ่าตัด 3 ครั้งแล้ว น้องก็ยังถ่ายไม่ได้ แม่ต้องคอยสวนให้”
นอกจากขับถ่ายเองไม่ได้ ล่าสุด ป้าต้อยยังเพิ่งทราบข่าวร้ายจากคุณหมออีกด้วย“หมอบอกว่า น้องมีเชื้อมะเร็งในก้น เพิ่งรู้ผลเมื่อวันที่ 8 ธ.ค.ที่ผ่านมา (ถาม-แล้วหมอวางแผนรักษาไว้ยังไงบ้าง?) หมอบอกว่า ถ้ารอบที่นัดวันที่ 4 มี.ค. เขาจะผ่าให้ ผ่าที่ว่าก้อนที่เป็นเชื้อมะเร็ง แต่เขาบอกว่า น้องผ่าไม่ผ่าน้องก็อยู่ได้ไม่นาน”
ลำพังโรคภัยที่รุมเร้าลูก ก็มากพอแล้ว แต่ยังมีปัญหาที่ทำให้ผู้เป็นแม่รู้สึกหนักใจ คือลูกมีภาวะควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ ทำให้แม่ต้องหาวิธีป้องกันเท่าที่จะทำได้
“ตอนเช้า ตี 5 แม่ต้องนั่งรถไฟไปตลาด เพื่อซื้อของ (ลูกชิ้นและวัตถุดิบ) มาขาย ซึ่งน้องยังไม่ตื่น แม่ต้องเอาเชือกมัดขาน้องไว้ กลัวน้องตื่นแล้วเดินไปตรงโน้นตรงนี้ จะฝากป้าเพื่อนบ้านช่วยดูน้องให้หน่อย ต้องไปซื้อของประมาณครึ่งชั่วโมง (ถาม-ทำไมเราต้องมัดขาลูก? เขาควบคุมตัวเองไม่ได้ ถ้าไม่มัดขา น้องจะลงไปเล่นน้ำในอ่างน้ำ และจะพังข้าวของทุกอย่างในห้อง คือเขาคุมสติตัวเองไม่อยู่ ถ้าเขาไม่เห็นใครอยู่ในห้องด้วย (ถาม-นี่รวมถึงทำร้ายร่างกายแม่ด้วยไหม?) ทำ บางทีมีไม้มีอะไร เขานึกจะตี เขาก็ตี (ถาม-แล้วแม่ทำยังไง?) ก็พยายามบอกเขา ไม่ทำนะ บาป อย่าทำแม่นะ ไม่เอาๆ อย่าทำแบบนี้นะ เขาก็จะหัวเราะ และเดินหนี สักพักหนึ่ง อารมณ์เขาขึ้น เขาก็จะกลับมาตีเหมือนเดิม”
“(ถาม-เคยปรึกษาหมอไหม หมอบอกว่าเกิดจากอะไร?) เคย เขาบอกว่า เด็กแบบนี้ ไอคิวเขาจะขึ้นเป็นบางช่วง เขาคุมสติตัวเองไม่ได้ (ถาม-วันที่เหน็ดเหนื่อยจากการทำงาน แล้วโดนลูกทำร้าย คิดกับตัวเองยังไงบ้าง?) ก็ทำใจ บางทีเหนื่อยนะ แต่เรารักเขาเนอะ ถึงบางทีเขาจะตี ก็เจ็บเหมือนกัน บางทีเขาเอาไม้มาฟาด ก็โมโหอยู่ แต่เรารักลูก ลูกเป็นแบบนี้เราไม่กล้าตีเขา เราก็ได้แต่บอก ไม่ต้องทำแม่นะ เจ็บๆ ก็ปลอบใจเขา”
ป้าต้อยจำเป็นต้องขายลูกชิ้นที่ห้องเช่าอยู่ระยะหนึ่ง เนื่องจากจุดที่ไปขายประจำมีการปรับปรุงพื้นที่ จึงต้องใช้ห้องพักเป็นที่ขายแบบทำตามออเดอร์
ด้านป้าเตี้ย ซึ่งช่วยดูแลลูกให้ป้าต้อยบ้างยามว่าง ยอมรับว่า ป้าต้อยค่อนข้างลำบาก รายได้ไม่พอต่อรายจ่าย
“แกก็ลำบากนะ ยากจน หาเช้ากินค่ำ แต่ก่อนแกขายของอยู่หน้าบ้าน แกต้องวิ่งขึ้นวิ่งลง บางทีไอ้นี่(ลูก)มันก็ไม่ค่อยอยู่หรอก แต่ก่อนแกเอาไปที่ร้านด้วย มันก็ไม่อยู่ (ถาม-แล้วรายได้ของแกเพียงพอต่อการใช้ชีวิตไหม?) ดูแล้วก็ไม่ค่อยพอหรอก บางวันขายไม่ค่อยได้ บางทีก็ไปเอาของ ไม่มีใครดูแลลูกให้ แกก็ไม่ได้ขาย บางทีหนูก็มีธุระ ตื่นเช้ามาหนูก็ต้องเอาลูกสาวไปโรงเรียน กว่าจะเสร็จงาน เห็นแกไปซื้อของ บางทีสายแล้วแกก็ไม่ไป ไม่มีใครเอาลูกให้”
ปัจจุบัน ป้าต้อยได้ออกมาขายของที่จุดขายประจำอีกครั้ง เพราะเป็นพื้นที่ที่มีโอกาสเจอลูกค้ามากกว่าการขายที่ห้องพัก แต่ก็ต้องแลกด้วยการที่ป้าต้องเทียวกลับห้องเพื่อดูแลป้อนข้าวลูก
“(ถาม-เคยขัดสนถึงขั้นไม่มีอาหารให้ลูกทานไหม?) มี หลายครั้งแล้ว มีไข่อยู่ใบหนึ่ง ก็ทำไข่น้ำให้ลูกกิน ข้าวก็ไม่มีหุงนะ ไปซื้อข้าวมา 2 ถุง ให้ลูกกิน แต่ตัวเองก็อด บางทีก็กินมาม่า คือลูกก็ชอบกินมาม่า เพราะว่าเราไม่มีเงิน เราให้เขากินบ่อย เขาชิน”
“(ถาม-รายจ่ายหลักๆ ของเรา ส่วนใหญ่เป็นเรื่องอะไร?) เป็นเรื่องค่ายาลูก (บางตัวต้องจ่ายเพิ่ม) และค่ารถพาลูกไปหาหมอที่กรุงเทพฯ (รพ.เด็ก) ไปกลับแท็กซี่ก็ 800 ถ้ามีค่ายาก็พันกว่าบาท รอบละพัน (ถาม-แล้วมันกระทบต่อการทำมาหากินไหม?) บางทีไม่มีค่ารถ ก็ไปยืมเงินรายวันเขามาจ่ายค่ารถ (ถาม-ทุกวันนี้รายได้ของเรามันเพียงพอกับการดำรงชีวิตไหม?) ไม่พอ ก็มีได้เงินพิการน้อง (ถาม-แล้วค่าเช่าห้อง?) ค่าเช่าบางเดือนก็ติด นี่หนูก็ติดเขาอยู่ 3,000 เขาสงสารเรา สงสารเด็ก ก็เลยให้ติดได้”
ป้าต้อยไม่เคยรู้สึกอายที่มีลูกพิการ แต่อดรู้สึกน้อยใจไม่ได้ที่ถูกคนรอบข้างบางส่วนดูแคลนและรังเกียจ ซึ่งป้าพร้อมอดทนทำทุกอย่างเพื่อลูก
“บางคนเขาบอก ใครจะไปซื้อลูกชิ้นกิน ลูกพิการ สกปรก แต่หนูไม่ได้ทำสกปรกนะ บางคนเขาบอกว่า ลูกหน้าตาอย่างกับลิง ไม่อายคนเหรอ เอาลูกมาหากิน บางทีก็น้อยใจ หนูบอกไม่ได้เอาลูกมาหากิน หนูก็ต้องอดทนทำมาหากินของหนู เพราะลูกเกิดมาแล้ว หนูต้องยอมรับ”
“(ถาม-ฟังดูสถานการณ์ค่อนข้างบีบคั้น และลำบากมาก เอากำลังใจจากไหนมาสู้ในแต่ละวัน?) บางทีเห็นคนไม่มีแขนไม่มีขา เขาก็ทำงาน เห็นคนอื่นเขาหนักกว่าเรา เรามีแขนมีขา เราต้องสู้ สงสารลูกด้วย (ถาม-เคยมองว่าการที่ลูกเป็นแบบนี้ ทำให้เราทำอะไรได้ยากหรือเหนื่อยมากขึ้นไหม?) หนูไม่อยากคิดจุดนี้ เพราะไหนๆ เขาเกิดมาแล้ว เราก็ต้องเลี้ยงเขา ดูแลเขาให้ดีที่สุด เราต้องสู้เพื่อลูก เขาเป็นยังไง เราก็รัก เราก็สู้ไปเรื่อยๆ สู้เพื่อเขาอย่างเดียว”
“(ถาม-ตอนนี้ถ้ามองเรื่องความเป็นอยู่หรือความช่วยเหลือ อยากให้สังคมช่วยเหลือทางไหนมากที่สุด?) ตอนนี้คือ หลักๆ เลยหนูอยากได้รถพ่วง คือจะได้ทำมาหากิน เอาลูกไปด้วย ไปขายตามหน้าโรงงาน เพราะเราอยู่จุดนี้ คนบางคนเขาไม่รู้จัก เขาก็ไม่มา ถ้าหนูมีรถพ่วง หนูก็พาลูกพ่วงไปขายตอนเช้า เขาเข้างานเสร็จ ตอนใกล้เที่ยง และ 5 โมง ไปขาย 3 เวลา ดูลูกไปด้วย”
หากท่านใดต้องการช่วยเหลือป้าต้อยให้มีทุนในการประกอบอาชีพและดูแลลูก โอนไปได้ที่ธนาคารออมสิน ชื่อบัญชี นางพยอม สุดชัย เลขที่บัญชี 020-065-149-385
คลิกชมรายการ ฅนจริงใจไม่ท้อ ตอน “หัวใจแม่มีแต่สู้”
https://www.youtube.com/watch?v=AucRqA1z8Q0
ติดตามรับชมรายการ ฅนจริงใจไม่ท้อ ได้ ทุกวันเสาร์ เวลา 11.30-12.00 น. ทาง NEWS1 (กล่อง IPTV ของ NT ช่อง 64 / กล่อง AIS Play Box ช่อง 618 / กล่อง True ID ช่อง 19)
หรือรับชมรายการย้อนหลังได้ที่เพจ ฅนจริงใจไม่ท้อ https://web.facebook.com/KonJingJaimaitor/
หรือยูทูบฅนจริงใจไม่ท้อ https://www.youtube.com/channel/UCsb4sLqdHs35km4uQ_tOCjQ/videos


