xs
xsm
sm
md
lg

เพื่อไทย เสื่อมทรุด ดิ้นรนอยากเป็นรัฐบาล คิดตื้นแค่อยากมีอำนาจ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เพื่อไทย เสื่อมทรุด
ดิ้นรนอยากเป็นรัฐบาล
คิดตื้นแค่อยากมีอำนาจ


สถานะทางการเมืองของพรรคเพื่อไทยกำลังเผชิญช่วงขาลงครั้งสำคัญ ภายหลังตัดสินใจเข้าร่วมรัฐบาลเพื่อสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 33 การตัดสินใจครั้งนี้อาจตอบโจทย์ในระยะสั้นเรื่องการมีอำนาจรัฐ แต่ในระยะยาวกลับจุดคำถามใหญ่ถึงทิศทาง อุดมการณ์ และอนาคตของพรรคที่เคยยิ่งใหญ่ที่สุดพรรคหนึ่งของการเมืองไทย

หากย้อนกลับไปในยุคพรรคไทยรักไทย เคยเป็นพรรคที่ครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรสูงถึง 377 เสียง เป็นปรากฏการณ์ทางการเมืองที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่วันนี้พรรคเพื่อไทยกลับมี ส.ส.ไม่ถึง 100 คนเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การก่อตั้งพรรค ตัวเลขดังกล่าวไม่ใช่เพียงความเปลี่ยนแปลงเชิงสถิติ หากแต่สะท้อนความถดถอยของอิทธิพลและความนิยมอย่างสำคัญ และอีกด้านหนึ่งก็สะท้อนให้เห็นว่ามนต์ขลังของทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางแรงดึงดูดทางการเมือง กำลังเลือนรางลงอย่างชัดเจน

จากพรรคที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นแกนหลักจัดตั้งรัฐบาล มีพรรคการเมืองจำนวนมากต่อสายขอเข้าร่วม วันนี้ภาพกลับตาลปัตร พรรคเพื่อไทยกลายเป็นฝ่ายที่ต้องวิ่งเข้าหาพรรคอื่น เพื่อดิ้นรนให้ได้เป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาล เพียงเพราะไม่ต้องการหลุดวงโคจรอำนาจรัฐ

บทเรียนจากการเลือกตั้งปี 2566 และ 2569 ยิ่งตอกย้ำภาวะถดถอยสู่ความเสื่อมทรุด ในปี 2566 พรรคเพื่อไทยต้องออกมาชี้แจงกับฐานเสียงของตัวเองอย่างหนัก ถึงเหตุผลที่ตัดสินใจจับมือกับขั้วอำนาจเดิม ทั้งที่เคยประกาศจุดยืนต่อต้านอย่างแข็งขัน เพื่อเปิดทางให้แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคได้ก้าวสู่ตำแหน่งสูงสุดทางการเมือง คำอธิบายเรื่องความจำเป็นและ ทางออกประเทศ อาจช่วยประคองสถานการณ์ในเวลานั้นได้บางส่วน แต่ก็ทิ้งรอยร้าวในความรู้สึกของผู้สนับสนุนจำนวนไม่น้อย

มาถึงปี 2569 พรรคเพื่อไทยเผชิญทางเลือกสำคัญอีกครั้ง หลังผลการเลือกตั้งไม่ได้เอื้อให้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล หลายฝ่ายมองว่า นี่คือโอกาสในการถอยไปเป็นฝ่ายค้าน เพื่อฟื้นฟูภาพลักษณ์ ทบทวนจุดยืน และรักษาความสง่างามทางการเมือง ทว่า พรรคกลับเลือกเส้นทางตรงกันข้าม ด้วยการเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย ทั้งที่พรรคเพื่อไทยเคยเขี่ยพรรคภูมิใจไทยออกจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลเมื่อปลายปีที่ผ่านมา

การตัดสินใจครั้งนี้จึงไม่เพียงสร้างความสับสนให้สังคม แต่ยังทำให้ฐานเสียงดั้งเดิมตั้งคำถามถึงความต่อเนื่องของจุดยืนทางการเมือง พรรคที่เคยวิพากษ์วิจารณ์แนวทางของภูมิใจไทยอย่างเปิดเผย กลับกลายมาเป็นพรรคร่วมรัฐบาลในเวลาอันสั้น ภาพของความขัดแย้งเดิมถูกแทนที่ด้วยคำว่า 'เสถียรภาพ' และ 'ความจำเป็นทางการเมือง'

แม้แกนนำพรรคพยายามอธิบายว่า การเป็นรัฐบาลย่อมสามารถผลักดันนโยบายและช่วยเหลือประชาชนได้มากกว่าการเป็นฝ่ายค้าน เป็นถ้อยคำที่ฟังดูสวยหรูและมีเหตุผลในเชิงทฤษฎี แต่ในทางการเมือง คำอธิบายดังกล่าวอาจถูกมองว่าเป็นเพียงวาทกรรมที่อ้อมไปอ้อมมา เพราะแก่นแท้ของเรื่องมีเพียงข้อเดียว นั่นคือ พรรคเพื่อไทยต้องการเป็นรัฐบาลแค่นั้นเอง

พรรคเพื่อไทยเคยเป็นพรรคที่สร้างความเปลี่ยนแปลงในภูมิทัศน์การเมืองไทย ทั้งในด้านนโยบายประชานิยม การสื่อสารทางการเมือง และการสร้างบรรทัดฐานใหม่ในการแข่งขันเชิงนโยบาย แต่ปัจจุบันภาพความยิ่งใหญ่นั้นแทบไม่หลงเหลือ ความเป็นผู้นำทางความคิดและนโยบายดูเลือนลาง เมื่อเทียบกับความพยายามรักษาพื้นที่ในอำนาจรัฐ

การเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทยอาจช่วยให้พรรคเพื่อไทยยังคงมีตำแหน่ง มีอำนาจต่อรอง และมีทรัพยากรทางการเมืองในมือ แต่ในอีกด้านหนึ่ง การตัดสินใจดังกล่าวก็อาจไม่ต่างจากการทำร้ายตัวเอง เพราะทุกครั้งที่พรรคยอมถอยจากจุดยืนเดิม ความเชื่อมั่นของผู้สนับสนุนก็ถูกบั่นทอนลงทีละน้อย

การเมืองระยะสั้นอาจวัดกันที่จำนวนเก้าอี้รัฐมนตรี แต่การเมืองระยะยาววัดกันที่ความน่าเชื่อถือและความสอดคล้องระหว่างคำพูดกับการกระทำ หากพรรคเพื่อไทยยังคงเลือกเส้นทางที่ให้ความสำคัญกับการเป็นรัฐบาลเหนือหลักการ ผลลัพธ์ในอนาคตอาจไม่ใช่เพียงการสูญเสียคะแนนเสียงเพิ่มเติม แต่อาจหมายถึงการสูญเสียสถานะความเป็นพรรคหลักในระบบการเมืองไทยอย่างถาวร

การตัดสินใจเข้าร่วมรัฐบาลครั้งนี้อาจเป็นการเดิมพันครั้งใหญ่ของพรรคเพื่อไทย เดิมพันที่หวังผลประโยชน์ทางอำนาจในปัจจุบัน แต่ต้องแลกกับต้นทุนทางความศรัทธาในระยะยาว และราคาที่ต้องจ่าย อาจสูงกว่าที่หลายคนในพรรคคาดคิดไว้