xs
xsm
sm
md
lg

'ชูวิทย์' ของแสลง พรรคส้ม สะเทือน สลัดไม่ออก หนีไม่พ้น

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



'ชูวิทย์' ของแสลง
พรรคส้ม สะเทือน
สลัดไม่ออก หนีไม่พ้น


การเลือกตั้งครั้งนี้ สำหรับพรรคประชาชน ต้องยอมรับว่าสมรภูมิรอบนี้เต็มไปด้วยแรงเสียดทานรอบด้าน นอกเหนือจากคู่แข่งที่เป็นพรรคการเมืองด้วยกัน หนึ่งในตัวแปรสำคัญที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมืองชื่อดัง ผู้ผันตัวมาเป็นนักวิพากษ์การเมืองผ่านสื่อสังคมออนไลน์

'ชูวิทย์' เป็นบุคคลที่มีเอกลักษณ์ทางการเมืองเฉพาะตัว ไม่ได้สังกัดพรรค ไม่ต้องคำนึงถึงคะแนนเสียง และไม่จำเป็นต้องรักษาภาพลักษณ์แบบนักการเมืองรุ่นใหม่ ทำให้การวิพากษ์ของชูวิทย์ทำได้อย่างตรงไปตรงมา รุนแรง และกระแทกใจผู้ติดตาม

ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งที่ผ่านมา นายชูวิทย์เลือกจับเป้าไปที่พรรคประชาชนอย่างชัดเจน ตั้งแต่การตั้งคำถามถึงความอ่อนประสบการณ์ทางการเมืองของแกนนำพรรค จากกรณีการยกมือสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ไปจนถึงการขุดคุ้ยปัญหาการบริหารจัดการภายในพรรค ที่สะท้อนผ่านกรณีผู้สมัครบางรายเข้าไปพัวพันกับขบวนการพนันออนไลน์

ประเด็นเหล่านี้ไม่ใช่เพียงการโจมตีเชิงอารมณ์ แต่เป็นการแตะจุดเปราะบางของพรรคประชาชนโดยตรง เพราะพรรควางตัวเองเป็นทางเลือกใหม่ที่ยืนบนความโปร่งใสและจริยธรรมทางการเมือง เมื่อภาพลักษณ์ดังกล่าวถูกตั้งคำถามจากบุคคลที่สังคมมองว่า “พูดจริง เจ็บจริง” ผลกระทบทางการเมืองจึงเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ความเคลื่อนไหวของชูวิทย์ในแต่ละโพสต์ สร้างผลลัพธ์ในวงกว้าง โดยไม่ต้องอาศัยวาทกรรมสวยหรูหรือถ้อยคำเชิงอุดมการณ์ แต่ใช้ภาษาชาวบ้าน เข้าใจง่าย และเข้าถึงกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมาก

แรงสั่นสะเทือนดังกล่าว ถึงขั้นทำให้พรรคประชาชนต้องออกมาแถลงข่าวตอบโต้อย่างเป็นทางการ ซึ่งในทางหนึ่งสะท้อนว่าพรรคไม่อาจมองข้ามอิทธิพลของชูวิทย์ได้อีกต่อไป ท่าทีล่าสุดของพรรคประชาชนพยายามตั้งข้อสังเกตว่า 'ชูวิทย์' อาจกำลังรับงานจากใครบางคน เพื่อโจมตีพรรคประชาชนเป็นการเฉพาะ อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวหานี้ถูกชูวิทย์ปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง พร้อมยืนยันว่าการเคลื่อนไหวทั้งหมดเป็นการแสดงความคิดเห็นส่วนตัวในฐานะประชาชนคนหนึ่งที่ติดตามการเมือง

หากมองย้อนกลับไปในอดีต รูปแบบการเคลื่อนไหวเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับนายชูวิทย์ ในการเลือกตั้งปี 2566 'ชูวิทย์' เคยออกมาวิจารณ์พรรคภูมิใจไทยอย่างหนักในประเด็นนโยบายกัญชา จนถึงขั้นถูกพรรคภูมิใจไทยฟ้องร้องในความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา แต่ที่สุดแล้ว ศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง โดยให้เหตุผลว่าเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต และฝ่ายโจทก์เป็นบุคคลสาธารณะที่ต้องยอมรับคำวิพากษ์วิจารณ์ คำพิพากษานั้นไม่เพียงเป็นชัยชนะทางกฎหมายของชูวิทย์ แต่ยังตอกย้ำสถานะของชูวิทย์ในฐานะนักวิจารณ์การเมืองอีกด้วย

กรณีของพรรคประชาชนก็มีลักษณะคล้ายคลึงกัน การที่พรรคประชาชนแสดงอาการตอบโต้รุนแรง อาจสะท้อนความกังวลลึก ๆ ว่าการเคลื่อนไหวของชูวิทย์มีผลต่อทิศทางการเลือกตั้ง และอาจชี้นำความคิดของผู้มีสิทธิเลือกตั้งบางกลุ่มได้ การพยายามตั้งคำถามถึงแรงจูงใจของชูวิทย์ จึงถูกมองว่าเป็นความพยายาม “ปิดปาก” มากกว่าการโต้แย้งในเชิงเนื้อหา และยิ่งทำให้ภาพการเผชิญหน้าขยายวงกว้างขึ้นไปอีก

ในทางการเมือง ภาพที่ปรากฏชัดคือ พรรคประชาชนยอมรับโดยปริยายแล้วว่า ชูวิทย์ คือ ของแสลงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การมีอยู่ของชูวิทย์ทำให้พรรคประชาชนต้องเสียพลังไปกับการตั้งรับ มากกว่าการสื่อสารนโยบายของตัวเองอย่างเต็มที่ และยังเปิดช่องให้คู่แข่งทางการเมืองรายอื่นได้ประโยชน์จากความขัดแย้งนี้ไปโดยไม่ต้องลงแรง

การต่อสู้ระหว่างพรรคประชาชนกับชูวิทย์ ไม่ได้เป็นเพียงความขัดแย้งระหว่างพรรคการเมืองกับอดีตนักการเมืองคนหนึ่ง หากแต่เป็นภาพสะท้อนการเมืองยุคใหม่ ที่สนามเลือกตั้งไม่ได้จำกัดอยู่แค่เวทีปราศรัยหรือดีเบต แต่ขยายไปสู่พื้นที่ออนไลน์ ซึ่งคำพูดเพียงไม่กี่ประโยค อาจสั่นคลอนความเชื่อมั่นของผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้มากกว่านโยบายของพรรคการเมือง

และนี่คือโจทย์ใหญ่ที่พรรคประชาชนยังต้องหาคำตอบให้ได้ หากหวังจะฝ่าฟันสมรภูมิการเมืองที่ดุเดือดเพื่อไปให้ถึงเส้นชัย


กำลังโหลดความคิดเห็น