เครนถล่มรถไฟไฮสปีด
คนผิดต้องไม่ลอยนวล
อย่าให้ซ้ำรอยตึกสตง.
อุบัติเหตุเครนก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูง เส้นทางกรุงเทพ–นครราชสีมา หล่นทับขบวนรถไฟโดยสารที่กำลังวิ่งผ่านในพื้นที่อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก คือข่าวโศกนาฏกรรมสะเทือนใจ และเป็นสัญญาณอันตรายที่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ในประเทศไทย ที่ดูเหมือนจะเดินซ้ำรอยเดิมอย่างไม่รู้จบ
เหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับสังคมไทย ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ภาพเครนถล่ม คานถนนพัง หรืออุบัติเหตุจากการก่อสร้าง กลายเป็นสิ่งที่ประชาชนชาชิน โดยเฉพาะโครงการก่อสร้างถนนพระราม 2 ที่ถูกขนานนามว่าเป็นถนนแห่งความตาย แต่สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ วันนี้อุบัติเหตุลักษณะเดียวกันได้ขยับจากโครงการถนน มาเกิดกับโครงการรถไฟความเร็วสูง โครงการที่รัฐตั้งความหวังให้เป็นสัญลักษณ์ของความทันสมัย เป็นหน้าเป็นตาของประเทศ และเป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจในอนาคต
ความสูญเสียที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนผู้เคราะห์ร้าย แต่ยังรวมถึงความน่าเชื่อถือของประเทศในการบริหารจัดการโครงการขนาดใหญ่ ความสามารถในการกำกับดูแลผู้รับเหมา และมาตรฐานความปลอดภัยที่ควรเป็นหัวใจของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
แม้การรถไฟแห่งประเทศไทยจะออกมาระบุว่าจะดำเนินการฟ้องร้องผู้รับเหมา เพื่อเรียกร้องความรับผิดชอบต่อความเสียหายและการสูญเสียที่เกิดขึ้น แต่คำถามสำคัญคือ ในระยะยาวแล้ว กระบวนการเหล่านี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง หรือจะเป็นเพียงการจัดการเฉพาะหน้า ก่อนที่เรื่องราวจะค่อย ๆ เงียบหายไปตามวัฏจักรเดิมที่สังคมไทยคุ้นเคย
ประวัติศาสตร์ของอุบัติเหตุจากการก่อสร้างในประเทศไทยชี้ให้เห็นว่า แม้จะมีการฟ้องร้องหรือการตั้งคณะกรรมการสอบสวนหลายครั้ง แต่ไม่เคยที่ผู้รับเหมารายใหญ่จะต้องรับผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรมในระยะยาว ทั้งในแง่การถูกตัดสิทธิ์จากโครงการรัฐ หรือการถูกลงโทษที่สอดคล้องกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง ความรู้สึกของสังคมจึงไม่อาจหลีกเลี่ยงคำถามว่า เหตุการณ์ครั้งนี้จะต่างจากครั้งก่อน ๆ หรือไม่
ในเชิงการควบคุมผู้รับเหมา หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องพยายามผลักดันกลไกที่เรียกว่า “การลดชั้นผู้รับเหมา” ภายใต้ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับผู้ที่มีสิทธิขอขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการจำกัดหรือห้ามผู้รับเหมาที่มีประวัติด้านความปลอดภัยหรือการบริหารจัดการที่บกพร่อง ไม่ให้เข้ามารับงานโครงการภาครัฐขนาดใหญ่ได้อีก
อย่างไรก็ตาม กลไกดังกล่าวกลับเผชิญกับปัญหาความล่าช้าอย่างหนักโ ดยในเรื่องนี้ นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ ผู้สมัคร สส.กทม.พรรคประชาชน โพสต์ข้อความระบุว่า ร่างกฎกระทรวงนี้โดนดองมาหลายเดือน จนพึ่งจะมีการลงนาม และพึ่งประกาศลงในราชกิจจาฯ เมื่อวันที่ 13 มกราคม ซึ่งโดยปกติเมื่อประกาศแล้ว จะมีผลบังคับใช้วันถัดไป คือวันที่ 14 มกราคม แต่ด้วยข้อ 8(2) ของกฎกระทรวงได้ทิ้งท้ายว่า ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการราคากลางประกาศกำหนด ซึ่งปัญหาคือด้วยความที่กฎกระทรวงประกาศออกมาช้า คาดว่าตัวหลักเกณฑ์น่าจะยังไม่มีประกาศ นั่นก็แปลว่า เรายังคงไม่สามารถห้ามผู้รับเหมารายนี้ ในการเข้าประมูลโครงการภาครัฐได้อยู่ดี ซึ่งร่างกฎกระทรวงนี้ได้รับมาตั้งแต่ สิงหาคม 2568 แต่พึ่งจะลงนามและประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ผลลัพธ์คือ แม้จะมีกฎกระทรวงแล้วในทางรูปแบบ แต่ในทางปฏิบัติ รัฐก็ยังไม่สามารถใช้กลไกนี้ในการห้ามหรือจำกัดผู้รับเหมาที่มีปัญหา ไม่ให้เข้าประมูลโครงการภาครัฐได้อย่างแท้จริง ช่องว่างทางกฎหมายและความล่าช้าทางระบบ จึงกลายเป็นเกราะป้องกันให้ผู้รับเหมารายเดิมยังคงวนเวียนอยู่ในโครงการขนาดใหญ่ต่อไป
เมื่อมองในภาพรวม เหตุเครนถล่มที่สีคิ้วจึงไม่ใช่เพียงอุบัติเหตุ แต่เป็นบททดสอบความจริงใจของหน่วยงานของรัฐ ว่าจะมีหลักประกันอะไรในการไม่ปล่อยให้คนผิดลอยนวลอีกครั้งหนึ่ง การเยียวยาผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ แม้จะสำคัญและจำเป็น แต่ไม่อาจทดแทนคำตอบในเชิงโครงสร้างได้ หากระบบเดิมยังคงเปิดโอกาสให้ความประมาทซ้ำซากเกิดขึ้น
ปัญหานี้ไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลขความเสียหาย หรือจำนวนผู้เสียชีวิต แต่เป็นเรื่องของภาพลักษณ์ประเทศ ความเชื่อมั่นของประชาชน และคำถามพื้นฐานที่สุดว่า ในการพัฒนาประเทศนั้น ชีวิตของประชาชนมีคุณค่าเพียงใด หากรัฐยังไม่สามารถทำให้ความสูญเสียครั้งใหญ่ครั้งนี้ นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงได้ เหตุการณ์ลักษณะเดียวกันก็อาจไม่ใช่ครั้งสุดท้าย อย่างที่สังคมอยากให้เป็น แต่จะกลายเป็นเพียงอีกหนึ่งบาดแผลที่ถูกลืมเลือนไปตามกาลเวลา จึงได้แต่หวังเหตุการณ์ความสูญเสียครั้งนี้จะต้องมีคนที่ต้องรับผิดตามกฎหมาย และไม่เงียบหายไปเหมือนกับกรณีของเหตุการณ์อาคารสตง.ถล่ม


