xs
xsm
sm
md
lg

สหรัฐฯ โจมตีเวเนซุเอลา เปลือยตัวตนมหาอำนาจ ไทย ต้องระวังหลังบ้าน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



สหรัฐฯ โจมตีเวเนซุเอลา
เปลือยตัวตนมหาอำนาจ
ไทย ต้องระวังหลังบ้าน


ศักราชใหม่ของการเมืองโลกเปิดฉากขึ้นด้วยภาพที่สั่นสะเทือนความมั่นคงระหว่างประเทศ เมื่อกองทัพสหรัฐอเมริกาดำเนินปฏิบัติการโจมตีครั้งใหญ่ต่อประเทศเวเนซุเอลา พร้อมการจับกุมตัวประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร และภรรยา โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาอ้างเหตุผลหลักว่า ผู้นำเวเนซุเอลาเป็นหัวหน้าองค์กรค้ายาเสพติดข้ามชาติ การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่เพียงสร้างแรงสั่นสะเทือนในลาตินอเมริกา แต่ยังสะท้อนทิศทางใหม่ของสหรัฐฯ บนเวทีโลก ที่กำลังห่างไกลจากภาพ “ผู้นำสร้างสันติภาพ” มากขึ้นทุกที

ข้อกล่าวหาที่ว่ามาดูโรเป็นผู้นำเครือข่ายค้ายาเสพติดนั้น ไม่ใช่เรื่องใหม่ สหรัฐฯ พยายามสื่อสารต่อสาธารณะในลักษณะนี้มานานหลายปี ผ่านการคว่ำบาตร การตั้งค่าหัว และการใช้วาทกรรมด้านความมั่นคง แต่จนถึงปัจจุบัน ก็ยังไม่ปรากฏหลักฐานที่ชัดเจน เป็นรูปธรรม และได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติอย่างแท้จริง การตัดสินใจใช้กำลังทางทหารในครั้งนี้ จึงถูกมองว่าเป็นการข้ามเส้น จากการกดดันทางการทูต ไปสู่การใช้กำลังโดยตรงภายใต้ข้ออ้างที่ยังเต็มไปด้วยคำถาม

ด้วยเหตุนี้ น้ำหนักของการโจมตีเวเนซุเอลาจึงถูกมองว่าไม่ได้อยู่ที่การปราบปรามยาเสพติด หากแต่อยู่ที่ทรัพยากรธรรมชาติอันมหาศาลของประเทศนี้ เวเนซุเอลาถือครองทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ที่โลกต้องการ ไม่ว่าจะเป็นแร่หายาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “น้ำมัน” ซึ่งมีรายงานว่ามีปริมาณสำรองน้ำมันดิบมากที่สุดในโลกถึงราว 303 พันล้านบาร์เรล มากกว่าซาอุดีอาระเบียด้วยซ้ำ ในโลกที่พลังงานคืออำนาจ การควบคุมแหล่งพลังงานย่อมหมายถึงการควบคุมเกมการเมืองโลกในระยะยาว

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เวเนซุเอลามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับจีน ทั้งในด้านการซื้อขายน้ำมัน การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และการเงิน อีกทั้งยังแสดงความประสงค์เข้าร่วมกลุ่ม BRICS ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่ถูกมองว่าเป็น “ขั้วอำนาจทางเลือก” ของโลกตะวันตก การเคลื่อนไหวเหล่านี้ล้วนเป็นสัญญาณอันตรายในสายตาสหรัฐฯ เพราะหมายถึงการลดบทบาทของเงินดอลลาร์ และการขยายอิทธิพลของจีนในซีกโลกตะวันตก ซึ่งเดิมทีถือเป็น “หลังบ้าน” ของสหรัฐมาโดยตลอด

เมื่อมองจากมุมนี้ ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ ต่อเวเนซุเอลาจึงมีลักษณะของการ “เปิดฉากก่อน” เพื่อสกัดไม่ให้สมดุลอำนาจโลกเปลี่ยนไปมากกว่านี้ เป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังประเทศอื่นๆ ที่คิดจะขยับออกจากอิทธิพลของวอชิงตัน ว่าการท้าทายระเบียบโลกเดิมอาจต้องแลกมาด้วยต้นทุนที่สูงยิ่ง

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลไม่น้อยไปกว่าการใช้กำลัง คือการที่สหรัฐฯ แสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่ยึดถือกติกาสากลระหว่างประเทศ หลักการสำคัญอย่างการเคารพอธิปไตยของรัฐ ถูกลดทอนความหมายลงอย่างน่าตกใจ การจับกุมผู้นำประเทศอธิปไตยโดยตรง ไม่ผ่านกระบวนการระหว่างประเทศ ทำให้ภาพลักษณ์ของสหรัฐฯ ในฐานะประเทศผู้นำด้านสันติภาพและกฎหมายระหว่างประเทศ ถูกสั่นคลอนอย่างรุนแรง และอาจยากจะฟื้นกลับมาได้ดังเดิม

ผลกระทบจากเหตุการณ์นี้อาจไม่ได้หยุดอยู่แค่ลาตินอเมริกา สำหรับประเทศไทย แม้จะอยู่ห่างไกลทางภูมิศาสตร์ แต่ก็หลีกเลี่ยงผลสะเทือนไม่ได้ โดยเฉพาะในประเด็นราคาน้ำมันโลก ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อความขัดแย้งในประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ ความผันผวนของราคาพลังงานย่อมส่งผลต่อค่าครองชีพ ต้นทุนการผลิต และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในวงกว้าง

เหนือไปกว่านั้น การกระทำของสหรัฐฯ ครั้งนี้ ยังเปลือยให้เห็นเจตนาที่แท้จริงของนโยบายต่างประเทศที่เคยถูกห่อหุ้มด้วยถ้อยคำสวยหรูเรื่องประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน เมื่อย้อนกลับมามองบทบาทของสหรัฐฯ ที่พยายามเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหาระหว่างไทย–กัมพูชาในช่วงที่ผ่านมา ภาพก็ยิ่งชัดเจนขึ้นว่า เป้าหมายหลักไม่ใช่การไกล่เกลี่ยเพื่อสันติภาพ หากแต่เป็นการรักษาผลประโยชน์ของตนเองในภูมิภาคอาเซียน และลดบทบาทของจีนให้ได้มากที่สุด

ในมุมมองที่กว้างขึ้น เหตุการณ์นี้อาจเป็นสัญญาณว่าโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่กติกาถูกกำหนดโดยอำนาจมากกว่าหลักการ ประเทศขนาดกลางและเล็กจึงต้องใช้ความรอบคอบอย่างยิ่งในการวางตัวทางการทูต รักษาสมดุลระหว่างมหาอำนาจ และยืนหยัดบนผลประโยชน์ของตนเองเป็นหลัก

ศักราชใหม่ที่เปิดขึ้นด้วยควันปืนในเวเนซุเอลา จึงไม่ใช่แค่เรื่องของประเทศหนึ่งประเทศใด หากแต่เป็นภาพสะท้อนของโลกที่กำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว และคำถามสำคัญที่ทุกประเทศต้องตอบให้ได้ คือจะยืนอยู่ตรงไหน ในวันที่อำนาจกำลังทับซ้อนเหนือหลักการมากขึ้นทุกที


กำลังโหลดความคิดเห็น