อดีตพระอลงกตฉาว! วุฒิการศึกษาปลอม โกงเงินแหวนรุ่น หนีทหาร แถมยักยอกเงินบริจาควัดพระบาทน้ำพุ ส่อบวชเพื่อหนีคดี สร้างภาพพระนักพัฒนา บทสรุปคนปลอม พระเก๊ สร้างภาพ-ตะลบตะแลง
ชื่อของ “อดีตพระอลงกต” เคยได้รับความเคารพศรัทธาอย่างกว้างขวางในฐานะพระนักพัฒนาและผู้ดูแลสถานสงเคราะห์หลายแห่งในจังหวัดลพบุรี ทว่าช่วงหลังมานี้กลับเกิดข้อสงสัยและข้อครหามากมายทั้งในเรื่องตัวตนที่แท้จริง การจัดการเงินบริจาค รวมถึงประเด็นทางกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีอดีตที่อาจเชื่อมโยงกับชื่อ “เกรียงไกร เพ็ชร์แก้ว” ซึ่งถูกตั้งคำถามว่าอาจเป็นบุคคลเดียวกันกับพระอลงกต หากจะสรุปภาพรวมของอดีตพระอลงกต คงต้องกล่าวถึงประเด็นสำคัญหลายด้าน ดังนี้
1. ข้อสงสัยเกี่ยวกับตัวตนและประวัติการศึกษา
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีการอ้างอิงว่าอดีตพระอลงกตจบการศึกษาจากโรงเรียนเทพศิรินทร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และได้รับปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย แต่เมื่อตรวจสอบกลับไม่พบหลักฐานยืนยันการศึกษาในสถาบันเหล่านี้ตามที่กล่าวอ้าง ภายหลังอดีตพระอลงกตออกมายอมรับว่าเรื่องราวดังกล่าวเป็นเพียง “เรื่องมโน” โดยเฉพาะกรณีที่ระบุว่าเคยเป็นนักฟุตบอลและนักเรียนของโรงเรียนเทพศิรินทร์นั้น เพียงแค่เคยไปฝึกซ้อมฟุตบอลในช่วงปิดเทอมเท่านั้น ส่วนการศึกษาในออสเตรเลียก็เป็นเพียงความฝันที่ยังไม่เป็นจริง
ประเด็นเรื่องวุฒิการศึกษานี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการขุดคุ้ยข้อมูลจนถึงกรณีที่อดีตพระอลงกตเคยศึกษาที่วิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา วิทยาเขตเกษตรพิษณุโลก หรือที่ชาวท้องถิ่นเรียกกันว่า “เกษตรบ้านกร่าง” ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา พิษณุโลก โดยพบว่ามีชื่อของ “เกรียงไกร เพ็ชร์แก้ว” เป็นนักศึกษาในรุ่น 15 (พ.ศ. 2521–2523) ซึ่งผู้บริหารสถาบันยืนยันว่าเคยเข้าเรียนจริงแต่ไม่ได้สำเร็จการศึกษาแต่อย่างใด
2. การโกงเงินสร้างแหวนรุ่น
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่เชื่อมโยงกับชื่อ “เกรียงไกร เพ็ชร์แก้ว” คือเหตุการณ์ช่วงปีสุดท้ายของการเรียนที่วิทยาลัยเกษตรบ้านกร่าง เพื่อนร่วมรุ่นเผยว่าเกรียงไกรเป็นบุคคลที่มีภาวะผู้นำและได้รับความไว้วางใจให้รับผิดชอบจัดทำแหวนรุ่นและทำเนียบรุ่น โดยได้รวบรวมเงินจากเพื่อนร่วมรุ่นกว่า 200 คน คนละ 200 บาท รวมเป็นเงินประมาณ 40,000 บาท ซึ่งถือเป็นจำนวนเงินมากในยุคนั้น แต่ในช่วงปลายเทอม เกรียงไกรกลับหายตัวไปโดยไม่มีคำชี้แจงใด ๆ และเงินจำนวนดังกล่าวก็สูญหายไปพร้อมกัน เหตุการณ์นี้ไม่มีการแจ้งความหรือดำเนินคดีทางกฎหมาย แต่กลายเป็นเรื่องที่เพื่อนร่วมรุ่นยังคงจดจำและสงสัยว่าเกรียงไกรกับอดีตพระอลงกตอาจเป็นบุคคลเดียวกัน
3. ประเด็นการหนีทหาร
ข้อมูลจากกองทัพบก โดย พล.ต.กิตติพงษ์ เนื่องชมภู ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 23 จังหวัดขอนแก่น ระบุว่า ชายชื่อ “เกรียงไกร เพ็ชร์แก้ว” เคยขึ้นทะเบียนทหารตามระเบียบ และได้รับเอกสาร สด.9 พร้อมยื่นขอผ่อนผันในช่วงปี 2524–2525 จากการเรียนในระดับอุดมศึกษา แต่เมื่อถึงกำหนดเข้ารับการตรวจเลือกกลับไม่มารายงานตัว
การไม่เข้ารายงานตัวหลังได้รับหมายเรียกถือเป็นความผิดตามกฎหมาย มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และอายุความ 10 ปีนับจากวันที่ได้รับหมายเรียก แต่ในกรณีของอดีตพระอลงกตที่เข้าสู่สมณเพศตั้งแต่ปี 2529 และมีอายุเกิน 39 ปีแล้ว คดีดังกล่าวจึงหมดอายุความโดยสมบูรณ์
4. เอกสารประจำตัวสงฆ์และเลขประจำตัวประชาชนไม่ตรง
แม้ว่าคดีหนีทหารจะหมดอายุความไปแล้ว แต่ข้อสงสัยก็ขยายไปถึงการเข้าสู่สมณเพศ เนื่องจากพบว่ามีการเปลี่ยนชื่อจาก “เกรียงไกร เพ็ชร์แก้ว” เป็น “อลงกต พลมุข” และเลขประจำตัวประชาชนในเอกสารประจำตัวสงฆ์ตรงกับบุคคลที่เสียชีวิตแล้ว นอกจากนี้ เลขพร้อมเพย์ของอดีตนายอลงกตที่เสียชีวิตไปแล้วมีการโอนเงินเข้าสู่บัญชีกองทุนอาทรประชานาถ
ข้อมูลเหล่านี้เป็นจิ๊กซอว์ที่เชื่อมโยงกันและทำให้เกิดข้อสันนิษฐานว่า การบวชของอดีตพระอลงกตมีวัตถุประสงค์เพื่อหลบหนีการเกณฑ์ทหาร
5. วัดพระบาทน้ำพุในฐานะแดนสนธยา
การดำรงเพศบรรพชิตของอดีตพระอลงกตในฐานะเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ นับเป็นเวลาหลายสิบปี ถูกมองในแง่ดีว่าเป็นพระน้ำดีที่อุทิศตนช่วยเหลือผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวีในระยะสุดท้าย อย่างไรก็ตาม ในวงการแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับโรคเอดส์ กลับมีมุมมองที่แตกต่างออกไป
นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ กรรมการและที่ปรึกษาสมาคมโรคเอดส์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า วัดพระบาทน้ำพุพยายามกีดกันไม่ให้ผู้ป่วยได้รับยาต้านไวรัส แม้ผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่ได้รับยาจะมีอาการดีขึ้นอย่างชัดเจน ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา นับเป็นเรื่องที่สร้างความอึดอัดใจอย่างมาก เพราะไม่ควรมีใครนำความทุกข์ของผู้ป่วยมาเป็นเครื่องมือหาเงิน
ภาพลักษณ์ดีของอดีตพระอลงกตทำให้มีเงินบริจาคจากประชาชนเป็นจำนวนมาก ซึ่งในที่สุดได้นำไปสู่การเกิดเหตุการณ์ “มียศเสื่อมยศ มีลาภเสื่อมลาภ” โดย “หมอบี ทูตสื่อวิญญาณ” ผู้มีความใกล้ชิดกับอดีตพระอลงกต ถูกเปิดเผยว่ามีการนำเงินบริจาคไปใช้ในทางที่ผิด เช่น สนองกิเลสส่วนตัว แม้พระอลงกตจะออกมาปฏิเสธไม่รู้ไม่เห็น แต่ปัจจุบันอดีตพระรูปนี้ถูกดำเนินคดีในข้อหายักยอกทรัพย์และฟอกเงิน จนไม่อาจดำรงจีวรเป็นพระสงฆ์ได้อีกต่อไป
เรื่องราวของอดีตพระอลงกต จึงเป็นตำนานคนปลอมพระเก๊ ที่จะเล่าขานกันต่อไปอีกนาน