ศาลพิพากษาดาราดัง คดีเมาแล้วขับ! จุดประกายถกเถียงบทลงโทษเพียงพอหรือไม่? ปฏิเสธเป่าแอลกอฮอล์ควรผิดเท่าเมาแล้วขับ! ถึงเวลาแก้กฎหมายคุ้มครองชีวิตประชาชน!
กรณีของนักแสดงสาว "มารี เบรินเนอร์" และไฮโซหนุ่ม "อัศม์กรณ์" ที่ตกเป็นข่าวเมื่อเร็วๆนี้ ได้กลายเป็นกระแสในสังคมอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงเพราะเป็นบุคคลมีชื่อเสียง แต่ยังเป็นกรณีศึกษาที่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงพฤติกรรมและข้อบกพร่องของระบบกฎหมายเกี่ยวกับความปลอดภัยทางถนน โดยเฉพาะในเรื่องของการเมาแล้วขับและการปฏิบัติต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐ
มารี เบรินเนอร์ได้เข้ารายงานตัวกับพนักงานสอบสวนที่ สน.วังทองหลาง และให้การรับสารภาพในข้อหาเมาแล้วขับ จากนั้นถูกส่งตัวไปยังศาลแขวงพระนครเหนือพร้อมกับไฮโซบอส อัศม์กรณ์ โดยทั้งสองได้ให้การรับสารภาพต่อศาล ซึ่งในที่สุด ศาลมีคำพิพากษาให้มารีมีความผิดในฐานขัดขืนคำสั่งเจ้าพนักงาน ปรับเป็นพินัย 1,000 บาท และฐานขับรถในขณะเมาสุรา จำคุก 2 เดือน ปรับ 4,000 บาท รอลงอาญา 2 ปี คุมประพฤติ 1 ปี รายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่ 3 ครั้ง บริการสังคม 12 ชั่วโมง และพักใบขับขี่ 6 เดือน ส่วนไฮโซอัศม์กรณ์ถูกพิพากษาในความผิดฐานดูหมิ่นซึ่งหน้า ดูหมิ่นเจ้าพนักงาน ต่อสู้หรือขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน โดยศาลพิพากษาจำคุก 1 เดือน ปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอลงอาญา 1 ปี
แม้คดีนี้จะผ่านกระบวนการยุติธรรมตามขั้นตอนและมีบทลงโทษตามกฎหมาย แต่ได้สร้างแรงกระเพื่อมให้สังคมต้องหันกลับมาตั้งคำถามว่า บทลงโทษตามกฎหมายเพียงพอหรือเหมาะสมกับสภาพสังคมในปัจจุบันหรือไม่ ในเมื่อการเมาแล้วขับเป็นพฤติกรรมที่สามารถนำไปสู่การสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินอย่างร้ายแรง ถึงในกรณีนี้จะยังไม่มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นจริง แต่ก็ถือว่าเป็นการนำพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อความปลอดภัยของผู้อื่นออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน
นอกจากนี้ สิ่งที่น่ากังวลอีกประการหนึ่งคือการที่บุคคลบางรายในสังคม รวมถึงคนมีชื่อเสียงหรือมีฐานะ มักมีพฤติกรรมที่ไม่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ โดยเฉพาะการ “ปฏิเสธการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์” จริงอยู่ที่กฎหมายปัจจุบันมีบทบัญญัติให้ถือว่าเป็นความผิด แต่ในทางปฏิบัติก็ยังมีช่องว่างให้บางคนพยายามหลีกเลี่ยงความรับผิด เช่น อ้างเหตุผลทางสุขภาพ หรือล่าช้าในการนำตัวไปตรวจจนระดับแอลกอฮอล์ลดลง ทำให้ยากต่อการดำเนินคดีในบางกรณี
ดังนั้น การปฏิเสธการตรวจวัดดังกล่าวจึงควรถูกตีความเป็นเจตนาหลีกเลี่ยงการตรวจจับและควรมีบทลงโทษที่รุนแรงขึ้น ไม่ควรอนุญาตให้ใช้ดุลยพินิจในการยืดหยุ่น เพราะความล่าช้าในการตรวจส่งผลให้หลักฐานทางคดีอ่อนลงและเปิดโอกาสให้หลุดพ้นความผิด การแก้ไขกฎหมายควรบัญญัติให้ชัดเจนว่า หากผู้ขับขี่ปฏิเสธการตรวจวัดแอลกอฮอล์ จะต้องถือว่ามีความผิดในระดับเดียวกับผู้ที่มีปริมาณแอลกอฮอล์เกินกว่ากฎหมายกำหนด และไม่มีสิทธิขอลดหย่อนโทษหรืออ้างเหตุผลอื่นเพื่อเลี่ยงความรับผิด
ภาพรวมในกรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่ากฎหมายบ้านเมืองยังมีช่องว่างที่ต้องได้รับการทบทวน ไม่ว่าจะเป็นระดับโทษที่ยังไม่สามารถป้องปรามได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือกลไกในการบังคับใช้กฎหมายที่ยังเปิดโอกาสให้ผู้มีอิทธิพลหลีกเลี่ยงความรับผิด การเมาแล้วขับไม่ใช่เพียงการกระทำผิดกฎหมาย แต่เป็นพฤติกรรมที่ไร้ความรับผิดชอบต่อชีวิตของผู้อื่น ในสังคมที่พัฒนาแล้ว กฎหมายไม่เพียงมีไว้เพื่อ “ลงโทษ” หลังเกิดเหตุ แต่ต้องเป็นเครื่องมือที่ “ป้องกัน” ไม่ให้เกิดความสูญเสียตั้งแต่ต้นทาง
ถึงเวลาแล้วหรือไม่ที่สังคมไทยควรยกระดับมาตรฐานทางจริยธรรมและนิติธรรม ไม่ปล่อยให้เรื่องเมาแล้วขับเป็นเพียงข่าวที่ถูกลืมในเวลาไม่กี่วัน แต่ต้องกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้กฎหมายไทยมีพลังพอที่จะปกป้องชีวิตของประชาชนทุกคนอย่างแท้จริง