xs
xsm
sm
md
lg

หนุ่มใจบุญ! “เรวัติ” รับเลี้ยงเด็กสมองพิการ หลังเพื่อนที่เป็นแม่เด็กเสียชีวิต ไร้ญาติขาดที่พึ่ง!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



รายการ ฅนจริงใจไม่ท้อ วันเสาร์ที่ 17 กันยายน 2565 ที่ผ่านมา พาคุณผู้ชมไปรู้จัก “เรวัติ” หนุ่มใจบุญ ผู้รับเลี้ยงเด็กสมองพิการคนหนึ่ง ทั้งที่ไม่ใช่ลูก ยอมแลกกับการเสียโอกาสหลายสิ่งหลายอย่างในชีวิตเพื่อดูแลเด็กคนนี้



“เรวัติ พลเสน” หนุ่มเมืองสุพรรณฯ ผู้เคยมีอาชีพขับรถตู้รับจ้าง ที่แม้ไม่ได้แต่งงานมีครอบครัว แต่ได้เลี้ยงดูเด็กสมองพิการคนหนึ่ง ซึ่งขาดที่พึ่ง เพราะแม่ของเด็ก ซึ่งเป็นเพื่อนของเขาเสียชีวิตไปเมื่อ 5 ปีแล้ว
“น้องวิชท์” หรือ กรวิชท์ ยมนา ไม่ได้สมองพิการแต่กำเนิด แต่เพราะอาหารติดหลอดลม จึงป่วยติดเตียงถึงวันนี้


“ที่เขาเป็นอย่างนี้ เขาไม่ได้เป็นแต่กำเนิด เพราะฝั่งแม่เด็กเขาต้องไปทำมาหากิน เขาไปจ้างคนเลี้ยง ทีนี้คง ก็ไม่ได้โทษคนเลี้ยงหรอก ว่าจะดีหรือไม่ดี เราก็เข้าใจว่า บางทีเด็กกินเข้าไปเอง ติดคอ อาหารรีบกิน ติดคอ เด็กวัย 8 เดือน กำลังกินกำลังนอน อ้วนตุ้บ ติดคอ ไปส่ง รพ. เขาขาดอากาศหายใจ ทำให้เป็นแบบนี้เลย คือก้านสมองเขาตาย เพราะออกซิเจนไปเลี้ยงสมองไม่ทัน ทำให้นอนเป็นเจ้าชายนิทราอยู่ที่ รพ.”


หลังจากลูกต้องเข้า รพ. แม่ของเด็กจึงโทรหาเรวัติ เขาจึงได้ไปเยี่ยม และซื้อแพมเพิสไปฝากบ้างในวันหยุด

“แม่เขาโทรมาหาผม ว่าลูกชายเขาป่วยอยู่ รพ. ก็เลยไปดู ก็มีออกซิเจน เครื่องอะไรเต็มไปหมดเลย แล้วเด็กหลับอยู่ พอเด็กหยุดหายใจปุ๊บ เขาก็ปั๊มหัวใจขึ้นมา ผมก็ไปดู เขาหลับประมาณ 28 วันได้มั้ง พอฟื้นขึ้นมา เขาก็กล้ามเนื้ออ่อนแรง”


“มันมีอยู่ช่วงหนึ่งที่เขาอยู่ลพบุรี ผมก็ขับรถแท็กซี่ที่กรุงเทพฯ 7 วัน หยุดได้วันหนึ่ง บางทีก็ซื้อแพมเพิสไปช่วยเขาที่ลพบุรี”

น้องวิชท์ ไม่เพียงกลายเป็นเด็กพิการ แต่ยังมีแม่เลี้ยงดูเพียงคนเดียว เพราะพ่อทิ้งไปตั้งแต่น้องยังไม่ลืมตาดูโลก


“แม่น้องเขาเป็นคนกัมพูชา หลบหนีเข้าเมืองมาอยู่เมืองไทย ตอนนั้นเขาขายผลไม้ ทีนี้เขาท้อง ท้องกับคนไทยนี่แหละ แต่พอผู้ชายรู้ว่าท้อง เขาก็เลยทอดทิ้งไป เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวมา”

กำพร้าพ่อไม่พอ น้องวิชท์ต้องมากำพร้าแม่อีกคน หลังจากแม่เสียชีวิตด้วยภาวะหัวใจล้มเหลว ในขณะที่น้องอายุได้เพียง 3-4 ขวบ


แม้การสูญเสียแม่ จะไม่ทำให้น้องวิชท์ขาดคนดูแล เพราะเจ้านายของแม่รับเลี้ยงต่อ แต่เมื่อวันหนึ่งเจ้านายเลี้ยงไม่ไหว เพราะต้องดูแลครอบครัวด้วย เรวัติจึงต้องสวมบท “พ่อเลี้ยงใจบุญ” รับดูแลน้องวิชท์แทน


“ตอนที่แม่เขาเสียไปแล้วสักพักหนึ่ง พอดีนายจ้างของแม่เขารับเลี้ยงอยู่ ทีนี้นายจ้างเขามีครอบครัวมีลูกที่ต้องรับผิดชอบ ค่าใช้จ่ายเขาก็เยอะ เพราะเด็กแบบนี้ต้องให้ข้าวให้น้ำต้องดูแลตลอด เขาเลยไม่ไหว เลยโทรให้ผม ไปรับมาช่วยเลี้ยงหน่อย ผมเลยเลี้ยงยาวมาเลย ตั้งแต่น้องอายุได้ประมาณ 3 ขวบ รับจากลพบุรี มาอยู่บ้านผมที่สุพรรณบุรีที่นี่ (ถาม-แล้วตอนนั้นเรารับมาเลี้ยงในฐานะอะไร?) ก็ทำไงได้ ถ้าเราไม่รับเลี้ยง ก็ไม่มีคนอื่นเลี้ยง”


“(ถาม-ไม่เอาไปฝากสังคมสงเคราะห์เลี้ยง?) ไม่ เขาไม่มีเลขบัตรประชาชน พ่อเขาทิ้งไป พอแม่เด็กไปคลอด ไม่มีคนรับรองเป็นบุตร เพราะแม่เด็กเป็นคนกัมพูชา (ถาม-น้องคนนี้ไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นคนไทย ไม่มีใบเกิด?) มีแค่เลข 12 หลักของ รพ.นพรัตน์ เพราะเขาเกิดที่ รพ.นพรัตน์ (ถาม-เราไม่ใช่พ่อ ไม่ใช่ลูกหลานเรา การจะรับชีวิตหนึ่งมาเลี้ยง คงต้องคิดพอสมควร?) เราก็ดูข้อมูลแล้วว่า เขาไม่มีญาติพี่น้องที่ไหน ดูแล้วว่าเขาคงไม่มีใคร ถึงจะเอาคนอื่นมาดูแลได้ก็จริง แต่ถ้าไม่รู้ เดี๋ยวเขาก็ไม่รอด”


รับจ้างขับรถตู้ไปด้วย เลี้ยงลูกในรถไปด้วย!!

“ตอนนั้นขับรถตู้ ผมก็เอาเด็กไปด้วย ผมก็ขับรถสามล้อจากบ้านไปจอดข้างหน้า เขามีรับฝากรถ รถเขาก็มารับ เราไม่ได้วิ่งประจำ วิ่งชั่วคราว เราก็เอาเด็กนอนหน้ารถไป เราวิ่งหลายวันไม่ได้ เพราะแอร์มันเย็นด้วย เดี๋ยวตัวร้อน กินข้าวอีก ต้องกินข้าวเป็นเวลา ขับรถ เขาจะหลับอย่างเดียว เขาไม่สนใจหรอก วิ่งเต็มที่ ก็ 1-2 วัน เดี๋ยวเป็นโรคกระเพาะ เพราะอยู่บ้านกินข้าวตรงเวลา ถ้าไปทำงาน จะกินข้าวไม่ค่อยตรงเวลา”


ในที่สุด เมื่อเกิดสถานการณ์โควิด-19 ระบาด เรวัติต้องตัดสินใจเลิกขับรถตู้รับจ้าง เพราะกลัวตัวเองและน้องวิชท์จะติดโควิด

“ช่วงโควิดเลิกขับรถตู้ไปเลย เลิกขับมา 2 ปีกว่า ไม่ได้ไปทำงาน (ถาม-แล้วค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิต?) เราก็อาศัยประหยัด และรับจ้างทั่วไป บางทีใครจ้างทำอะไร เราก็ทำ จ้างไปหวดหญ้าบ้าง บางทีเราก็ซื้อของมาขาย ของมือสอง ของที่เอามาขายก็ทั่วไป เช่น หม้อชาบู เขาขายถูกๆ แต่ของใหม่นะ เขาขาย 200 เราซื้อมา มาขาย 300-400 ซื้อมาขายไป (ถาม-รายได้ดีไหม?) ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ พอได้นิดหน่อย”


แม้เรวัติจะสามารถประกอบอาชีพขับรถสาธารณะได้ทุกอย่าง แต่ด้วยข้อจำกัดที่ต้องพาน้องวิทช์ไปด้วย จึงไม่มีนายจ้างที่ไหนอยากรับ

“เคยไปสมัครหลายที่แล้ว มีขับรถปิกอัพขายไข่ตามบ้าน ถ้าเอาเด็กไปด้วย เขาไม่รับ เคยสมัครหลายที่เหมือนกัน แต่เขาบอกว่า ถ้าเอาเด็กไปด้วย ไม่ได้ ผมก็บอก ก็เด็กนอนหน้ารถ ผมก็ขับขายไป เขาบอกไม่ได้ ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร (ถาม-สิ่งที่เราทำได้ ถ้าไม่มีน้อง เราอยากทำงานอะไร?) ผมก็ทำมาหลายอย่าง ผมมีใบขับขี่ ท2 ผมขับรถได้หมด ป้ายเหลือง แท็กซี่ รถสิบล้อ เคยจ้างคนเลี้ยง เคยไปหาคนรับเลี้ยง ไม่มีแถวนี้ไม่มี ไม่มีคนรับจ้างเลี้ยง น้อยคนที่จะรับเลี้ยงเด็กแบบนี้ เขากลัวเด็กไม่สบาย กลัวโน่นนี่นั่น ผมก็ ไม่ต้องเลี้ยง กลัวก็ไม่เป็นไร”


ด้าน “อุษา อินสว่าง” คุณแม่ของเรวัติ ยอมรับว่า ก่อนที่ลูกชายจะรับเด็กมาเลี้ยง แม่ไม่ทราบมาก่อน แต่เมื่อทราบ ก็ไม่คิดขัดขวาง เพราะลูกคงคิดดีแล้วก่อนทำ


“ไม่เคยไปขัดขวางการที่ลูกจะทำความดี ก็เคารพสิทธิที่เขาจะทำ คิดว่าเขาคงคิดดีแล้ว (ถาม-มีคำโบราณ อย่าเอาลูกเขามาเลี้ยง อย่าเอาเมี่ยงเขามาอม แม่เคยเตือนหรือเคยสอนลูกไหม?) ไม่หรอก คิดว่าเขาคงสงสาร เขาคงเลี้ยงได้ (ถาม-เด็กมีความพิการ เลี้ยงไปก็อาจเป็นภาระในการดูแลต่อเนื่องยาวนาน ได้ให้คำปรึกษาหรือแนะนำเขาไหม?) ก็บอกเขาว่า ตอนนี้หนูยังแข็งแรง หนูต้องมาเฝ้าเลี้ยงเด็ก แล้วอนาคตข้างหน้าหนูจะทำยังไง ก็พูดกับเขาเหมือนกัน เขาก็บอกว่า ทำยังไงได้ล่ะแม่ สงสารมัน”


ไม่ใช่แค่สงสาร แต่เรวัติเลี้ยงดูและรักน้องวิชท์เหมือนลูกคนหนึ่ง ซึ่งไม่ได้หวังอะไรมากไปกว่า อยากเห็นเขากินอิ่มนอนหลับ ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย

“ก็ต้องรักเขาแหละ อยู่กับเขามานาน ก็รักเหมือนลูก เราก็ดูแลทุกอย่าง (ถาม-ถ้าลูกปกติ เราก็หวังได้ แต่สำหรับน้อง แทบไม่มีความหวังเลย เรามองอนาคตของน้องไปในทิศทางไหน?) อนาคต ไม่ได้คิดอะไร ทำวันนี้ให้มันดีพอ ให้เขามีความสุขพอ พรุ่งนี้ทำให้เขามีความสุขพอ ไม่ให้เขาเจ็บไข้ได้ป่วย ให้เขากินอิ่มนอนหลับ”


กินใช้อย่างประหยัด ยามขัดสน มี “แม่” คอยช่วยเหลือ!!

“เขากินใช้ประหยัดมาก เขาจะเซฟ เขาจะคิดว่า เขามีรายได้น้อย เขาจะใช้ให้ประหยัดที่สุด (ถาม-เขาเคยระบายว่าเขามีทุกข์ร้อนอะไรบ้างไหม?) เขาจะไม่บอกหรอก นอกจากเขาตังค์ไม่พอ แม่ ยืมตังค์หน่อย เราก็เออ มาเอาสิลูก เรารู้ว่า ยามที่เขาออกปาก คือเขาไม่มีจริงๆ เขาถึงได้รบกวน ถ้าเขามีเขาไม่รบกวนหรอก เขาก็ดิ้นรนทุกอย่าง ขายของอะไร เขาก็ทำของเขาไป เพื่อนๆ บอกว่า แม่ ลูกแม่นี่ใจหล่อมากเลย (ถาม-แล้วแม่รู้สึกยังไง?) ก็เออ มันก็เป็นคนความคิดดี ภูมิใจว่าลูกเราเป็นคนดี”


หากถามเรวัติว่า ทำไมถึงยอมแลกหลายสิ่งหลายอย่างในชีวิตเพื่อเด็กคนนี้ ไม่ว่าจะเรื่องความเป็นอยู่ หรือโอกาสทางอาชีพของตนเอง เรวัติบอกว่า“ก็ชีวิตคนไง เขาก็เป็นมนุษย์เหมือนเรา ถ้าเราไม่ดู ก็ไม่มีคนดู ถ้าเขาไปอยู่ที่อื่น เขาอาจลำบากมากกว่านี้ด้วยซ้ำ เพราะเราเข้าใจการเลี้ยงดูเด็กพวกนี้ ถ้าดูแลไม่ใกล้ชิดหรือดูแลไม่ดี สกปรก หรือแพมเพิสไม่เปลี่ยน สามารถเป็นแผลได้หมดเลย”


หากท่านใดอยากให้กำลังใจหรือช่วยเหลือทุนในการดูแล“น้องวิชท์” โอนไปได้ที่ ธนาคารกสิกรไทย สาขาเดิมบางนางบวช ชื่อบัญชี นายเรวัตร พลเสน เลขบัญชี 0143714322 หรือติดต่อได้ที่ 090-792-6594

คลิกชมรายการ ฅนจริงใจไม่ท้อ ตอน “พ่อเลี้ยงใจบุญ”
https://www.youtube.com/watch?v=46-y-2YFa78


ติดตามรับชมรายการ ฅนจริงใจไม่ท้อ ได้ ทุกวันเสาร์ เวลา 09.00-09.30 น. ทางสถานีโทรทัศน์ NEWS1 ( IPM ช่อง 64 / PSI ช่อง 211 )

หรือรับชมรายการย้อนหลังได้ที่เพจ ฅนจริงใจไม่ท้อ https://web.facebook.com/KonJingJaimaitor/
หรือยูทูบฅนจริงใจไม่ท้อ https://www.youtube.com/channel/UCsb4sLqdHs35km4uQ_tOCjQ/videos


กำลังโหลดความคิดเห็น