xs
xsm
sm
md
lg

เชื่อมั่นผู้บริโภคพ.ค.ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ผวาโควิด,การเมือง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนพฤษภาคม ลดลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ กังวลโควิด และการเมือง เชื่อการปูพรมฉีดวัคซีนทั่วประเทศ, การส่งออก และมาตรการฟื้นฟู ผ่าน พ.รก.กู้เงิน จะทำให้เศรษฐกิจไทยปีนี้ โตไม่ต่ำกว่า 2%

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย รายงานผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน พ.ค.64 อยู่ที่ระดับ 44.7 ลดลงจากเดือน เม.ย.64 ซึ่งอยู่ที่ 46.0 ซึ่งต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ หรือ ต่ำสุดในรอบ 22 ปี 8 เดือน นับตั้งแต่เริ่มมีการสำรวจเมื่อปี 2541

ดัชนีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจโดยรวม อยู่ที่ 38.9 จาก เม.ย. ที่ 40.3 ,ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำ อยู่ที่ 41.3 จาก 42.9 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต อยู่ที่ 53.9 จาก 54.7

ผู้บริโภค กังวลการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตต่อประชาชนและภาคธุรกิจ, การกระจายวัคซีนโควิด-19 ที่ยังไม่แน่อน, กังวลภาวะเศรษฐกิจ หลังจาก สำนักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงาน GDP ไตรมาส 1/64 ติดลบ 2.6% และปรับลดคาดการณ์ GDP ปี 64 เหลือโต 1.5-2.5%, ความกังวลเสถียรภาพการเมืองในประเทศ

ขณะเดียวกัน มีปัจจัยบวก จากการที่รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อช่วยฟื้นเศรษฐกิจในประเทศ, การฉีดวัคซีนในประเทศเริ่มเห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น, คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.5%, การส่งออกเดือนเม.ย. ขยายตัว 13%, ราคาพืชผลทางการเกษตรหลายรายการปรับตัวดีขึ้น

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า การที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ลดลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ทุกด้าน ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ เพราะยังเผชิญกับปัญหาการแพร่ระบาดของโควิดต่อเนื่องมาตั้งปี 2563 โดยมองว่า ความเชื่อมั่นผู้บริโภค จะเริ่มฟื้นในเดือนมิถุนายน จากการปูพรมฉีดวัคซีนทั่วประเทศ แม้ปริมาณวัคซีน จะยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน แต่การฉีดวัคซีนที่ดำเนินการเป็นวงกว้าง และมีแผนการฉีดที่เป็นรูปธรรม จะทำให้ความเชื่อมั่นและภาวะเศรษฐกิจไทย มีทิศทางที่ดีขึ้น

ม.หอการค้าไทย เชื่อว่า หากการฉีดวัคซีนในประเทศทำได้มากขึ้น ประกอบกับรัฐบาล ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่องในช่วงไตรมาส 3 ภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท และการส่งออก ที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง คาดว่าส่งออกไทยปีนี้ จะโตได้ไม่ต่ำกว่า 7% และหากสามารถรักษาระดับอัตราแลกเปลี่ยนไว้ที่ประมาณ 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐได้ ก็จะยิ่งเป็นประโยชน์ต่อการส่งออก ซึ่งจะเป็นตัวช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยทั้งปี 2564 โตได้ไม่ต่ำกว่า 2%


กำลังโหลดความคิดเห็น...