xs
xsm
sm
md
lg

“Bitkub”แนะมือใหม่เริ่มลงทุนใน Bitcoin ต้องทำอย่างไร?

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ความร้อนแรงของบิทคอยน์ (Bitcoin) จากการที่ราคา Bitcoin ขึ้นทำระดับสูงสุดใหม่อีกครั้งก่อนส่งท้ายปี 2020 ที่ 720,000 บาท ขณะที่บรรดานักวิเคราะห์ มองทิศทาง Bitcoin ในปีต่อไป จะสดใสต่อเนื่อง จึงไม่แปลกที่หลายๆคน เริ่มหันมาให้ความสนใจลงทุนใน Bitcoin

บทความจาก “Bitkub” ผู้ให้บริการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลของไทย จะมาให้ความรู้ ว่า หากคุณสนใจ Bitcoin และอยากเริ่มลงทุน จะเริ่มต้นด้วยตัวเองได้อย่างไรบ้าง?

Bitcoin คืออะไร?
อันดับแรก ก่อนที่จะลงทุนในสินทรัพย์ใดๆเราต้องเข้าใจพื้นหลังของสินทรัพย์นั้นๆเสียก่อน Bitcoin ก็เช่นกัน โดย Bitcoin คือสกุลเงินดิจิทัลตัวแรกของโลกที่เป็น “Decentralized” หรือ “กระจายศูนย์” แตกต่างกับเงินดิจิทัลแบบ Centralized หรือแบบมีตัวกลางที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้

Bitcoin ถูกสร้างขึ้นโดยบุคคลหรือองค์กรที่ใช้นามแฝงว่า Satoshi Nakamoto ซึ่ง ณ ปัจจุบันก็ยังไม่มีใครทราบว่าแท้จริงแล้วเค้าคือใครกันแน่ โดย Satoshi สร้าง Bitcoin ขึ้นมาให้มีจำนวนจำกัดอยู่ที่ 21 ล้านเหรียญ ปัจจุบันมี Bitcoin ไหลเวียนอยู่ในระบบประมาณ 19 ล้านเหรียญ แต่เนื่องจาก Bitcoin ที่ออกมาใหม่จะน้อยลงเรื่อยๆ ดังนั้น

ด้วยความที่เป็น Decentralized ทำให้ Bitcoin เป็นสกุลเงินที่ไม่ถูกควบคุมโดยบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่ง กล่าวคือสามารถตัดตัวกลางในการดำเนินธุรกรรมไปได้นั่นเอง เมื่อไม่มีตัวกลาง การดำเนินธุรกรรมต่างๆด้วย Bitcoin จึงมีค่าธรรมเนียมที่ถูกลงอย่างมาก รวมถึงระยะเวลาที่ใช้ในการดำเนินธุรกรรมต่างๆก็จะลดน้อยลงไปอย่างมีนัยสำคัญ

ยกตัวอย่าง หากเป็นการโอนเงินข้ามประเทศ คุณจำเป็นต้องเดินไปที่ธนาคารเพื่อยื่นเรื่องทำธุรกรรม ทางธนาคารก็จะมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมสำหรับการโอนเงินครั้งละ 10-15% ซึ่งถือว่าเยอะมากๆสำหรับการทำธุรกรรมครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณทำธุรกิจที่ต้องมีการโอนเงินไปต่างประเทศ แต่ถ้าใช้ Bitcoin คุณสามารถส่ง Bitcoin ผ่านแอปพลิเคชั่นที่รองรับไปยัง Wallet ของผู้รับ จากนั้นผู้รับสามารถนำ Bitcoin มาแลกเปลี่ยนเป็นสกุลเงินผ่านบริการของ Exchange ในประเทศนั้นๆได้


Blockchain คืออะไร?
เทคโนโลยีเบื้องหลัง Bitcoin ก็คือ Blockchain หรือเรียกอีกชื่อว่า Public Ledger “สมุดบัญชีสาธารณะ” นั่นเอง ซึ่งก็คือการที่ทุกคนในเครือข่ายจะถือสมุดบัญชีกันคนละเล่ม โดยในสมุดบัญชีจะมีข้อมูลการดำเนินธุรกรรมทุกอย่างบันทึกลงไป พอมีการทำธุรกรรมใหม่เกิดขึ้น เช่น A ส่ง Bitcoin จำนวน 0.05 เหรียญให้กับ B ทุกคนในเครือข่ายจะรับทราบและมีการตรวจสอบความถูกต้องของธุรกรรมนั้นๆ โดยผู้ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบธุรกรรมก็คือเหล่านักขุดนั่นเอง

เนื่องจากข้อมูลที่เกิดขึ้นใหม่บนบล็อกเชนจะอยู่ในรูปแบบของรหัส Hash function จึงต้องมีการแก้ไขสมการโดยใช้พลังประมวลผลของคอมพิวเตอร์ ซึ่งเหล่านักขุดจะแข่งขันกันใช้คอมพิวเตอร์แก้ไขสมการ ผู้ที่แก้สมการได้ก่อนจะมีสิทธิ์ในการเซ็นรับรองธุรกรรม ส่วนนักขุดที่แก้สมการสำเร็จทีหลังก็จะเข้ามาช่วยรับรองความถูกต้องของธุรกรรมนั้นๆให้อีกขั้นหนึ่ง ก่อนที่จะส่งข้อมูลธุรกรรมนั้นๆขึ้นไปอยู่บนเครือข่ายแบบถาวรสำหรับการตรวจสอบย้อนหลัง นักขุดที่แก้สมการสำเร็จก่อนก็จะได้รับ Bitcoin ที่ยังไม่มีในระบบไปเป็นรางวัลตอบแทน

สาเหตุที่ทำให้ Blockchain มีความปลอดภัยสูงมากเป็นเพราะขนาดของเครือข่ายนั่นเอง ยิ่งเป็นเครือข่าย Blockchain ที่ใหญ่แค่ไหนก็จะยิ่งมีกำลังขุดหรือพลังในการประมวลผลโดยรวมสูงมากขึ้นเท่านั้น มิจฉาชีพที่ต้องการแฮคเครือข่ายหรือใส่ข้อมูลที่เป็นเท็จลงไปจำเป็นต้องมีกำลังในการประมวลผลสูงกว่า 51% ของทั้งเครือข่าย ซึ่งในทางปฏิบัติแล้วแทบเป็นไปไม่ได้เลย โดยเฉพาะกับ Bitcoin ที่เป็นเครือข่ายบล็อกเชนที่ใหญ่ที่สุด ณ ปัจจุบัน

ด้วยคุณสมบัติของ Blockchain ตามที่กล่าวมาช้างบน Bitcoin จึงแตกต่างกับสกุลเงินแบบเดิมหรือที่เรียก Fiat Currency ที่ถูกควบคุมโดยธนาคารกลางหรือรัฐบาลของแต่ละประเทศ ซึ่งธนาคารกลางสามารถพิมพ์เงิน Fiat Currency เหล่านี้ออกมาได้อย่างไม่จำกัดเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ แต่สิ่งที่ตามมาคือปัญหาเงินเฟ้อ นั่นจึงเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้หลายๆคนเริ่มหันเข้าหา Bitcoin กันมากขึ้นนั่นเอง


Wallet คืออะไร?
Wallet หรือ “กระเป๋าเงิน” ก็คือที่เก็บ Bitcoin ของคุณนั่นเอง ซึ่งตัว Wallet จะมีสิ่งที่เรียกว่า Private Key และ Public Key โดย Public Key หมายถึงที่อยู่ของ Wallet ใช้สำหรับการรับ-ส่ง Bitcoin ขณะที่ Private Key เปรียบเสมือน “ลายเซ็น” ของคุณที่ใช้รับรองว่าคุณตั้งใจทำธุรกรรมนั้นๆจริง ดังนั้นคุณควรรักษา Private Key ให้ปลอดภัยจากสายตาของคนอื่นเสมอ

ในช่วงแรกที่ Bitcoin เกิดขึ้นมา มีการใช้สิ่งที่เรียกว่า Paper Wallet หรือกระดาษที่บันทึกทั้ง Private Key และ Public Key ลงไป แต่เนื่องจากตัวกระดาษมีโอกาสเสียหายหรือย่อยสลายได้ค่อนข้างง่าย จึงเริ่มมี Software Wallet เกิดขึ้น แต่ตัว Software Wallet ก็จะอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ที่พอจะใช้งานก็ต้องเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต เกิดเป็นช่องว่างให้คนร้ายสามารถแทรกซึมเข้ามาได้

ดังนั้น Hardware Wallet จึงถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้เก็บรักษา Private Key โดยไม่ต้องเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตและมีความทนทานเป็นอย่างมาก เป็นที่นิยมสำหรับผู้ที่ต้องการซื้อ Bitcoin เพื่อเก็บไว้เป็นทรัพย์สินสำรองในระยะยาวนั่นเอง


Exchange คืออะไร?
Exchange คือผู้ให้บริการแลกเปลี่ยน Bitcoin หรือสกุลเงินดิจิทัลตัวอื่นๆเป็นสกุลเงิน Fiat Currency หรือแลกเปลี่ยนระหว่างสกุลเงินดิจิทัลด้วยกันเอง โดยอาจมีค่าธรรมเนียมในการดำเนินการเล็กน้อย ซึ่งในประเทศไทยมีผู้บริการ Exchange ที่ใหญ่สุดก็คือ Bitkub

ส่วนใหญ่แล้ว Exchange จะมีการใช้ Wallet ของตัวเองเพื่อให้สะดวกในการซื้อขาย และมีระบบรักษาความปลอดภัยที่น่าเชื่อถือ บาง Exchange ก็ใช้ทั้ง Software Wallet ร่วมกับ Hardware Wallet สำหรับการเก็บรักษาสินทรัพย์ของผู้ใช้ ซึ่งผู้ใช้สามารถเลือกที่จะเก็บ Bitcoin ของตัวเองไว้ใน Exchange หรือจะถอนออกมาเพื่อเก็บไว้ใน Wallet ของตัวเองก็ได้เช่นกัน

เนื่องจากราคา Bitcoin รวมถึงเหรียญดิจิทัลต่างๆมักจะมีการเคลื่อนไหวของมูลค่าอยู่ตลอดเวลา จึงมีผู้ที่สนใจเข้ามาเก็งกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาใน Exchange ต่างๆ ซึ่ง Exchange เหล่านี้ก็จะมีกราฟและฟังก์ชั่นต่างๆที่สนับสนุนการเก็งกำไร ไม่ว่าจะเป็น Indicators, Stop Limit, หรือ Analytics เป็นต้น

นอกจากนี้ Bitcoin หรือสกุลเงินดิจิทัลยังสามารถซื้อขายได้ในหน่วยทศนิยม เช่น 0.0000001 Bitcoin หมายความว่าคุณไม่จำเป็นต้องซื้อ Bitcoin ในราคาเต็ม คุณสามารถเริ่มซื้อได้ในราคาเพียง 10 บาท จึงเหมาะกับผู้ที่มีต้นทุนจำกัด หรือผู้ที่ต้องการลองเชิงเพื่อดูท่าทีของตลาดหรือทดสอบระบบต่างๆก่อนเริ่มลงเงินเป็นจำนวนมากๆนั่นเอง


วิธีรักษาทรัพย์สินดิจิทัล
ณ ปัจจุบัน ยังไม่เคยมีใครสามารถแฮคเครือข่าย Bitcoin ได้ ดังนั้นเหล่ามิจฉาชีพจึงเล็งเป้าหมายมายัง Exchange หรือตัวผู้ใช้แทน ซึ่งตัว Exchange ก็จะมีระบบรักษาความปลอดภัยที่แข็งแกร่งเพื่อปกป้องสินทรัพย์ของผู้ใช้อยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้เองก็ต้องรู้จักวิธีรักษาความปลอดภัยให้กับบัญชีของตัวเองเช่นกัน

กลยุทธ์ที่มิจฉาชีพมักใช้เพื่อหลอกเอาข้อมูลของผู้ใช้ หนึ่งในนั้นคือการ Phishing ที่เป็นการส่งอีเมลหรือข้อความแอบอ้างว่าเป็นตัวแทนของ Exchange เพื่อหลอกให้ผู้ใช้ตายใจและยอมให้ข้อมูล มิจฉาชีพจึงสามารถเข้าถึงบัญชีของคุณได้นั่นเอง

วิธีการป้องกันตัวที่ดีที่สุดของอันดับแรกคือการเลือกใช้ Exchange ที่น่าเชื่อถือ มีระบบความปลอดภัยที่แข็งแกร่ง มีบริษัทเป็นตัวเป็นตนสามารถตรวจสอบได้ และได้รับใบอนุญาตจากหน่วยงานภาครัฐ ส่วนวิธีรักษาความปลอดภัยทางฝั่งผู้ใช้สามารถอ่านเพิ่มเติมได้จากบทความด้านล่างนี้


ทีมงาน “Bitkub” สรุปบทความนี้ ว่า “Bitcoin” คือสกุลเงินดิจิทัลตัวแรกของโลกที่ใช้เทคโนโลยี Blockchain ทำให้ Bitcoin มีความเป็น “Decentralized” และมีความน่าเชื่อถือสูง ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก โดยวิธีการเป็นเจ้าของ Bitcoin ที่สะดวกและรวดเร็วที่สุด คือ การใช้บริการของ Exchange ที่ได้มาตรฐาน แต่มิจฉาชีพ ย่อมมีอยู่ในทุกวงการ ดังนั้นผู้ใช้ จึงต้องเรียนรู้วิธี สร้างความปลอดภัยให้กับตัวเองในระดับหนึ่ง ซึ่ง Bitkub ก็คือ Digital Asset Exchange อันดับ 1 ของประเทศไทย พร้อมสินทรัพย์คุณภาพกว่า 38 เหรียญ และทีมซัพพอร์ต ที่พร้อมช่วยเหลือคุณตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์

ผู้สนใจ สามารถดาวน์โหลดและเริ่มเทรดบน Bitkub ได้ บนสมาร์ทโฟนระบบ Android และ iOS หรือไปที่เว็บไซต์ https://www.bitkub.com/
กำลังโหลดความคิดเห็น...