xs
xsm
sm
md
lg

พระพยอม ยันไม่ฟ้องกลับ ฉ้อโกง วันทนา แนะ ขรก.ไม่รู้อย่าชี้

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



พระพยอมยืนยันไม่ฟ้องกลับนางวันทนา เนื่องจากพบว่านางวันทนาไม่ได้ใช้เงินจำนวน 10 ล้านบาทเลย พร้อมฝากถึงหน่วยงานราชการถ้าไม่รู้อย่าชี้ เพราะจะทำให้เกิดความเสียหาย

เวลา 14:00 น. ที่วัดสวนแก้ว อ.บางเลน จ.นนทบุรี พระราชธรรมนิเทศ หรือ พระพยอม กัลยาโณ​ พร้อมด้วย นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญาธนบุรี แถลงข่าวกรณีข้อพิพาทที่ดินวัดสวนแก้ว ที่ พระพยอม ได้ซื้อที่ดินนี้มาจาก นางวันทนา สุขสำเริง ตั้งแต่ปี 2547 ในราคา 10 ล้าน ผ่านไป 2 ปี พระพยอมได้เข้าพัฒนาพื้นที่ทุกอย่างเรียบร้อย ปรากฎว่ามีเจ้าของซึ่งเป็นทายาทตัวจริงเจ้าของที่ดินแปลงนี้ ร้องศาลขอเพิกถอนไม่ให้วันทนาครอบครองโดยปรปักษ์ เพราะแม่เป็นคนให้วันทนาเข้ามาทำมาหากินเป็นเวลาหลาย10ปี พอแม่ตาย เหตุใด นางวันทนา จึงไปร้องศาล เพื่อขอกรรมสิทธิ์เพื่อ ครอบครองที่ดินปรปักษ์ และขายวัด ซึ่งล่าสุดเจ้าของที่ได้ส่งเอกสารแจ้งให้ทางวัดย้ายออกจากที่ดินภายในสิ้นเดือนมิถุนายน 2563

โดย นายปรเมศวร์ กล่าวถึงกรณีมีกลุ่มบุคคลเข้ามาไล่คนงานของพระพยอมในพื้นที่ข้อพิพาท เมื่อหลายวันก่อน ว่า ถ้าที่จะเอาที่ดินตรงนี้ไป ตามประมวลกฏหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1332 ต้องชดใช้ราคาที่ดินเป็นเงินจำนวน 10 ล้านบาท คืนให้แก่พระพยอมเสียก่อน ยืนยันว่ากฎหมายเเพ่งและพาณิชย์คุ้มครองผู้ที่ซื้อขายโดยสุจริตในท้องตลาดเสมอ ในกรณีนี้พระพยอมซื้อที่ดินดังกล่าวมาโดยสุจริตและถูกต้องตามกฏหมาย หากบุคคลดังกล่าวได้นำเอกสารมายืนยันบังคับให้คนของพระพยอมออกจากพื้นที่นั้น ตนแนะนำให้เก็บโฉนดดังกล่าวไว้ 

นอกจากนี้ นายปรเมศวร์ กล่าวอีกว่า ที่ผิดไม่ใช่พระพยอมแต่เป็นเจ้าของที่ดินและผู้ที่อาศัยอยู่กว่า 18 ปี เพราะทายาทเป็นผู้ที่มีสิทธิที่ดินดังกล่าวปล่อยให้รกร้างมานานกว่า 10 ปี จู่ๆ จะมานำที่ดินคืนจากคนที่ซื้อที่ดินดังกล่าวโดยสุจริต ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากกฎหมายแพ่งและพาณิชย์คุ้มครองอยู่ หรือสามารถใช้สิทธิยึดหน่วงได้ ตามมาตรา 4 (2) หรือ ให้ใช้จารีตประเพณีแห่งท้องถิ่นบังคับใช้ได้ด้วย หากไม่มีสามารถใช้กฎหมายที่ใกล้เคียงได้ ซึ่งในคดีนี้พระพยอมสามารถใช้ประมวลกฏหมายตามมาตรา 1332 ได้ ยืนยันว่ากฎหมายไม่มีช่องว่าง แต่สิทธิการเรียกคืนที่ดินนั้นเจ้าของก็สามารถเรียกร้องคืนได้ และจริงๆแล้วพระพยอมต้องได้เงินคืน 10 ล้านบาทคืน แต่จะไม่ได้คืนในส่วนของดอกเบี้ย

พร้อมย้ำความบกพร่องจากคนที่ออกโฉนดและเจ้าของที่เป็นเหตุให้คนที่ซื้อโดยสุจริตต้องเสียหายไม่ได้ กฎหมายไม่ได้บัญญัติไว้อย่างงั้น ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ที่ออกเอกสารยื่นเรื่องออกโฉนดให้แก่นางวันทนาเพื่อครอบครองปรปักษ์ ในช่วงดังกล่าว ไม่ผิดเนื่องจากออกเอกสารตามคำสั่งศาล และออกโฉนดตาคำสั่งศาล  และศาลตัดสินไปตามรูปคดี ทั้งนี้ คาดว่าช่วงที่เกิดเหตุทนายความอาจจะยังไม่ได้ยื่นอุทธร ให้ทันช่วงเวลาของการพิจารณาคดีจึงทำให้เสียสิทธิ์ดังกล่าว
ส่วนการจะดำเนินคดีกับนางวันทนานั้น ต้องดำเนินคดีในข้อหาฉ้อโกง ซึ่งปัจจุบันนางวันทนาเคยถูกจำคุกไปแล้ว 3 ปี และทางวัดไม่มีสิทธิ์ฟ้อง แต่มีสิทธิ์ยึดหน่วงที่ดินดังกล่าวไว้ ซึ่งแก้ปัญหาด้วยการคืนเงินจำนวน 10 ล้านบาท จึงต้องเป็นการตกลงระหว่างคู่กรณี แต่หากคู่กรณีจะฟ้องขับไล่ เราก็ยินดี
โดยหลังจากนี้ จะกลับไปทบทวนคำวินิจฉัยของศาลอีกรอบหนึ่งและจะมาแถลงความคืบหน้าอีกครั้ง

ด้านพระพยอม เปิดเผยว่า หากรับเงิน 3,000,000 บาทไปตามข้อเสนอแรกและนำที่ดินคืนเป็นของวัดจะยอมตกลง และปัจจุบันอย่าไปพูดเรื่องผิดเรื่องถูกอย่างที่อาจารย์ปรเมศวร์ว่า แต่ควรจะป้องกันและแก้ไขปัญหาเรื่องที่เกิดในอนาคต ฝากถึงผู้เกี่ยวข้องถ้าไม่รู้ก็อย่าชี้ ถ้าไม่รู้แล้วชี้มันจะเกิดความเสียหาย อย่างที่อาตมาได้ประสบ คือ ผู้รับโอนไม่มีสิทธิ์เท่าผู้โอน พร้อมถามกลับทำไมผู้ที่ทำเรื่องโอนกลับไม่ผิด

อย่างไรก็ตาม พระพยอมกล่าวด้วยความดีใจที่มีกูรูผู้รู้ด้านกฎหมายออกมาให้คำแนะนำกับคดีดังกล่าว
พร้อมยกตัวอย่างไปถึงกรณีของพระกิตติพุทธโท ที่มีอดีตจเรตำรวจ ใช้อาวุธปืนยิงทนายและอัยการในศาลจังหวัดจันทบุรี กรณีข้อพิพาทที่ดินจำนวนกว่า 3,800 ไร่ จนสามารถนำที่ดินกลับมาเป็นของมูลนิธิได้
สำหรับนางวันทนา ยืนยันว่าจะไม่ฟ้องเนื่องจากทราบมาว่านางวันทนาไม่ได้ใช้เงินจำนวน 10 ล้านบาทเลยจึงอยากให้เห็นใจนางวันทนา

พร้อมกันนี้ พระพยอมยังกล่าวทิ้งท้ายว่า อาตมาแพ้คดีก็อย่าไปปรักปรำ ซ้ำเติม หรือสมน้ำหน้าคนที่ทำให้อาตมาแพ้ อาตมาไม่ถือโทษโกรธเจ้าหน้าที่พวกนี้


















กำลังโหลดความคิดเห็น...