xs
xsm
sm
md
lg

“ครูน้อย”เป็นได้ทุกอย่าง พ่อแม่-พ่อครัว-หมอ-ภารโรง หวังให้ศิษย์รักพบความสำเร็จ

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



รายการ ฅนจริงใจไม่ท้อ วันเสาร์ที่ 21 ธันวาคม 2562 ที่ผ่านมา พาคุณผู้ชมไปรู้จัก “ครูน้อย” แห่งโรงเรียนเรือนแพ จ.ลำพูน ที่ไม่กลัวความลำบาก ตัดสินใจไปเป็นครูบนพื้นที่ห่างไกล ท่ามกลางหุบเขา ที่การติดต่อสื่อสารเข้าไม่ถึง แถมโรงเรียนยังตั้งอยู่บนแพ ไม่ใช่บนบกเหมือนโรงเรียนทั่วไป เพื่อสอนวิชาและการใช้ชีวิตแก่เด็กๆ ด้อยโอกาส



โรงเรียนบ้านก้อจัดสรร (สาขาเรือนแพ) เป็นโรงเรียนสาขาของโรงเรียนบ้านก้อจัดสรร อ.ลี้ จ.ลำพูน โรงเรียนเรือนแพแห่งนี้ตั้งอยู่บนทะเลสาบเหนือเขื่อนภูมิพล ในเขตรอยต่อ 3 จังหวัด คือ ลำพูน เชียงใหม่ และตาก เปิดสอนนักเรียนมานานถึง 27 ปีแล้ว นักเรียนที่นี่ส่วนใหญ่มาจากครอบครัวที่ประกอบอาชีพประมง อาศัยอยู่ในละแวกดังกล่าว


ครูน้อย หรือปริญญา ขันอาสา ครูหนุ่มชาวยโสธร ตัดสินใจมาเป็นครูที่โรงเรียนเรือนแพกว่า 4 ปีแล้ว ครูน้อยยอมรับว่า การเป็นครูที่นี่ สิ่งที่มากกว่าความเป็นครู ก็คือ “ความรับผิดชอบ”


“สาเหตุที่ลงมาอยู่ตรงนี้ โรงเรียนเรือนแพ พอดีครูคนเก่าเขาชวนให้มาอยู่ด้วย เลยลงมา มาอยู่แรกๆ รู้สึกตื่นเต้น เพราะจะได้มาอยู่โรงเรียนที่ไม่เคย เคยอยู่แต่บนบก โรงเรียนแห่งนี้ไม่เหมือนโรงเรียนที่อื่น 1.โรงเรียนกินนอน นักเรียนพักที่นี่ส่วนหนึ่ง แล้วตัวเราที่ต้องจัดการเองทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการกิน การอยู่ของนักเรียน ทำให้เรารู้ว่า สิ่งที่มากกว่าความเป็นครูคือความรับผิดชอบ เราต้องรับผิดชอบหลายๆ อย่าง อย่างที่อื่น สอนเสร็จหมดเวลา ก็คือเสร็จ แต่ที่นี่เราต้องอยู่กับเด็กทุกอย่าง เด็กเจ็บป่วยเราต้องดูแล เราก็ต้องแปลงร่างกลายเป็นหมอ ให้ยาเด็ก ค่ำมาหรือตอนเช้า เราต้องเป็นพ่อครัวทำกับข้าว ช่วงถึงเวลาสอน เราก็เป็นครู มีอะไรชำรุดเสียหาย เราก็ซ่อม เป็นภารโรง พูดง่ายๆ คือเราจะเป็นทุกอย่างสำหรับการเป็นครูอยู่ที่นี่”


“ครูน้อย” ย้อนที่มา “โรงเรียนเรือนแพ”

“สมัยก่อนที่เริ่มตั้งโรงเรียนใหม่ๆ จะมีเด็กที่ไม่ได้รับการศึกษาจะอยู่นี่เยอะมาก ประมาณ 30 กว่าคน ทีนี้ทางรัฐมองว่า เด็กไม่ได้รับการศึกษา ก็เลยเอาโรงเรียนมาตั้ง เพื่อให้เด็กได้รับการศึกษา เพราะนโยบายคือ การศึกษาเข้าถึงทุกพื้นที่ แรกๆ มีอาคารอยู่หลังเดียว จากการเช่าของเอกชน เดือนละ 2,000 บาท และทีนี้เริ่มมีผู้มาบริจาคอาคารเรียนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันมีนักเรียนไม่มากนัก 7 คน ห่างกันระดับชั้นอนุบาล 2 1 คน, อนุบาล 3 1 คน, ป.2 2 คน และ ป.6 3 คน”


โรงเรียนเรือนแพ ประกอบด้วย แพ 3-4 ลำ มีส่วนที่จัดไว้สำหรับเด็กปฐมวัย ได้ทำกิจกรรม เช่น ปั้นดินน้ำมัน ฯลฯ มีห้องเรียนหลัก ที่กลางวันเป็นห้องเรียน แต่กลางคืนจะแปลงร่างเป็นที่นอนของเด็ก นอกจากนี้ยังมีแพเกษตรสำหรับปลูกผักสวนครัวอีกด้วย


“ปลูกเองทำเอง ส่วนใหญ่ปลูกผักสวนครัวใช้ปรุงอาหารในแพ มีกะเพรา โหระพา มีแปลงผักตรงโน้น ตรงนี้เลี้ยงปลา ปลานิล ปลาดุก ปลาคาร์ฟ ปลาทับทิม และปลาแรด เพื่อบริโภค ถ้าตรงนี้ไม่พอเลี้ยงดูเด็ก ก็ต้องซื้อกับข้าว พวกเนื้อหมู เนื้อไก่จากข้างนอก เราเลี้ยงไก่ด้วย”


“เรามีห้องประกอบอาหาร ห้องครัวเล็กๆ มีอุปกรณ์ต่างๆ มีไข่ที่เราเก็บทุกวัน อาหารหลักของเราอาจเป็นไข่เจียว ผัดผักบุ้ง ข้าวต้ม กินอยู่ง่ายๆ ทำที่นี่ กินตรงนี้เลย เด็กจะมาช่วยกันทำ ทำกับข้าว เตรียมเครื่องปรุงให้ครูน้อย ครูจะพยายามให้เด็กได้ทำ ทำเพื่อฝึกเด็กว่าทำอย่างนี้ เผื่อเด็กออกไปข้างนอก จะได้ทำเป็น”


พบ แพ 1 ลำของโรงเรียนเรือนแพใช้ประโยชน์ไม่ได้ เพราะอยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรม รอวันซ่อมแซม

“เนื่องจากบวบหรือทุ่นไม้ไผ่เกิดการชำรุด เสื่อมสภาพตามกาลเวลา และทำให้ตัวแพจมลงเรื่อยๆ อย่างที่เราเห็น เวลาเด็กหรือตัวเราไปยืน แพก็จะจมน้ำ น้ำก็จะเข้า ทำให้ตะกอนมันขึ้นมาบนแพ (ถาม-แพนี้ใช้งานอะไร?) แพนี้ใช้ประกอบอาหาร เป็นห้องครัว เป็นที่ทำกิจกรรม เพราะตรงนี้ค่อนข้างกว้างที่สุด (ถาม-มีนโยบายปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไหม?) ตอนนี้กำลังหาทุนทรัพย์ในการซื้อทุ่นไม้ไผ่มาปรับปรุง เพราะเป็นแพเอกชน ซึ่งเราก็เช่าเขาในราคาไม่มาก เราต้องช่วยเหลือ เหมือนน้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า เราก็หางบประมาณมาช่วยทำ หางบมาซื้อไม้ไผ่มาซ่อมแซม”


ด้วยสภาพแวดล้อมของโรงเรียนเรือนแพที่อยู่ในหุบเขา การติดต่อสื่อสารกับโลกภายนอกจึงทำได้ยาก

“ปกติในช่วงก่อนจะมี ใช้ ว.ติดต่อกับโรงเรียนหลัก แต่ตอนนี้ชำรุดไปแล้ว โทรศัพท์ที่ใช้อินเทอร์เน็ต ก็ไม่ได้ใช้ ไม่มีเลย ถ้ามีเรื่องด่วนมากๆ ก็ขี่เรือออกไป สมมุติมีเด็กป่วยหนัก เราก็ต้องออกเรือเพื่อพาเด็กไปส่งโรงพยาบาลให้ทัน”


แม้ไม่ใช่พ่อ แต่ “ครูน้อย” ก็เปรียบเหมือนพ่อของเด็กๆ ที่โรงเรียนเรือนแพ เพราะต้องดูแลทั้งยามปกติและเจ็บไข้ได้ป่วย ไม่เท่านั้น ยังต้องทำทุกทางเพื่อให้เด็กๆ อยู่ในภาวะที่ปลอดภัยที่สุด


“ประสบการณ์ที่ตื่นเต้นเป็นช่วงพายุเข้า ทุกอย่างต้องระวังให้หมด เก็บเด็กให้อยู่ในห้อง เราต้องคอยเดินดูสิ่งต่างๆ ไม่ว่าเรือ หรือตัวอาคาร เราต้องคำนวนด้วยว่า จะอันตรายขนาดไหน พายุแรงขนาดนี้ เราต้องทำยังไง เพราะถ้าลมแรงมาก เรือโรงเรียนที่เราผูกไว้อาจล่มได้ เราต้องคอยดูแลทุกอย่าง หลายครั้งที่ลมแรง ต้องมานั่งจับเรือไว้ ต้องมาเปียกฝน ต้องมาดูแลทุกอย่าง เด็กเจอลมเจอฝน อาจเป็นเรื่องสนุกของเขา เขาไม่คิดอะไรถึงอันตราย แต่เรารู้ว่า ถ้าเด็กเป็นอะไรไป ความรับผิดชอบคือตัวเรา”


โรงเรียนเรือนแพ ไม่เพียงสอนวิชาการและการใช้ช้ชีวิตให้เด็กๆ เพื่อพึ่งตนเองได้ในวันหน้า แต่ยังพยายามหาทุนให้เด็กๆ ได้มีโอกาสเรียนต่ออีกด้วย


“ผู้ปกครองของเด็กเป็นชาวแพ ส่วนมากประกอบอาชีพประมง รายได้ไม่เยอะ การเรียนต่อจะเป็นปัญหาและอุปสรรคมากในการส่งลูกเรียนต่อ ดังนั้นโรงเรียนเราจึงพยายามหาทุนให้เด็ก หาผู้อุปถัมภ์ให้เด็กบ้าง เพื่อให้เด็กได้เรียนต่อ ได้ไปหาประสบการณ์ข้างนอก เราภูมิใจที่เราส่งเด็กได้ ภูมิใจที่ผู้ปกครองไม่ต้องเสียเงินมาก เพราะเราหาทุนให้เขาได้”


แม้มี “ภรรยาและลูก” ให้เป็นห่วงอยู่ข้างหลัง แต่ครูน้อยจะดูแลเด็กๆ โรงเรียนเรือนแพให้นานที่สุด จนกว่าจะไม่มีเด็กๆ ที่นี่แล้ว

“ตอนนี้ลูกชายกำลัง 2 ขวบ เสาร์-อาทิตย์ขึ้นไปหา (ถาม-ภรรยาว่าอย่างไร?) เขาก็ไม่ว่ายังไง เขาก็สนับสนุน เป็นงานด้วย เขาก็เข้าใจเรา (ถาม-คิดว่าจะอยู่ที่นี่นานแค่ไหน?) อยู่ที่นี่ นานเท่าที่จะนานได้ เท่าที่เด็ก คือส่วนตัวผมชอบบรรยากาศอย่างนี้ เลยคิดว่าอยู่จนไม่มีเด็กดีกว่า คนมันชอบอย่างนี้ ครอบครัวก็อยู่ไม่ไกลจากนี้ เราก็ขึ้นไปหาได้ เสาร์-อาทิตย์ ปิดเทอม เราก็มีเวลาอยู่ด้วยกัน”


“ครูน้อย” ปริญญา ขันอาสา หวังเห็นเด็กประสบความสำเร็จ จะภูมิใจที่สุด

“อยากเห็นเด็กสักคนของเรือนแพประสบความสำเร็จ อาจจะคนหนึ่งสองคนก็ได้ ขอให้ประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะด้านการเรียน ด้านการงาน เราก็อยากเห็น เหมือนพ่อแม่ อยู่นี่เขาก็พูดว่า ครูน้อยไม่ต่างจากพ่อแม่ เพราะดูแลเด็กทุกอย่าง เราก็อยากเห็นเหมือนลูกเรา ได้ประสบความสำเร็จ มีงานการทำที่ดี ไปแล้วกลับมา ครูครับ สวัสดีครับ ครูครับ ผมมาเยี่ยมครูครับ ตอนนี้ผมเรียนจบแล้วนะครับ อันนั้นคือความภาคภูมิใจของตัวครู”


หลักคิดความเป็นครูของ “ครูน้อย”

“ความเป็นครู สิ่งสำคัญที่สุด ประโยชน์ที่เกิดที่สุดคือ ต้องเกิดขึ้นสำหรับเด็ก เราจะไปคิดว่า ต้องเลื่อนฐานะนะ ต้องเพิ่มเงินเดือน เพิ่มขึ้นทุกวัน อันนั้นคือส่วนย่อย แต่ส่วนหลักคือตัวเด็ก อนาคตเด็กจะเป็นยังไง เด็กจบออกไปแล้วจะเป็นยังไง จะมีอนาคตดีไหม จะเรียนต่อได้ไหม เขาจะมีทุนที่ไหนเรียนต่อ อันนี้ต้องได้คิด”


แม้หัวใจของ “ครูน้อย” ปริญญา ขันอาสา จะเต็มเปี่ยมด้วยความรักและทุ่มเทเพื่อเด็กๆ โรงเรียนเรือนแพได้มีวิชาและอนาคตที่สดใส แต่โรงเรียนแห่งนี้จะอยู่กับเด็กต่อไปได้นานๆ ก็ต้องมีความมั่นคงแข็งแรงด้วย

“ปกติแพเรามันจะทรุดโทรมลงเรื่อยๆ ไม่เหมือนโรงเรียนบนบก ทำแล้วแล้วเลย แต่โรงเรียนเรือนแพ 1-2 ปี จะได้เปลี่ยนโน่นเปลี่ยนนี่ เปลี่ยนบ่อยๆ บางคนคิดว่า ได้รับความช่วยหลือมากแล้ว น่าจะพอแล้ว บางทีมันอาจจะ ปีนี้ไม่ต้องการอะไรแล้ว แต่ปีหน้าอาจจะต้องการ อย่างทุ่นแพหลังเก่า 2 ปีที่แล้วก็ยังดีๆ อยู่ ปีนี้มาทรุด”


หากท่านใดต้องการช่วยเหลือสนับสนุนการซ่อมแซมแพ หรือปัจจัยในการดูแลเด็กๆ โรงเรียนเรือนแพ สามารถโอนเงินไปได้ที่ ธนาคารกรุงไทย สาขา ลี้ ชื่อบัญชี กองทุนพัฒนาโรงเรียนบ้านก้อจัดสรร (ห้องเรียนเรือนแพ) เลขที่บัญชี 987-0-34038-5


ติดตามรับชมรายการ ฅนจริงใจไม่ท้อ ได้ ทุกวันเสาร์ เวลา 09.00-09.30 น. ทางสถานีโทรทัศน์ NEWS1 ( IPM ช่อง 64 / PSI ช่อง 211 )

หรือรับชมรายการย้อนหลังได้ที่เพจ ฅนจริงใจไม่ท้อ https://web.facebook.com/KonJingJaimaitor/
หรือยูทูบฅนจริงใจไม่ท้อ https://www.youtube.com/channel/UCsb4sLqdHs35km4uQ_tOCjQ/videos
กำลังโหลดความคิดเห็น...