xs
xsm
sm
md
lg

ชีวิตต้องสู้ต่อไป "น้องบีม" เหยื่อทนายโกงเงินเยียวยารถชน 5 ล้าน แม้ความหวังได้คืนจะริบหรี่

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



รายการ ฅนจริงใจไม่ท้อ วันเสาร์ที่ 16 พ.ย.2562 ที่ผ่านมา พาคุณผู้ชมไปรู้จัก “น้องบีมและแม่” ที่ชีวิตเหมือนถูกเคราะห์ซ้ำกรรมซัด ทั้งประสบอุบัติเหตุ จนเกิดการสูญเสีย แถมยังถูกทนายความโกงเงินเยียวยาที่เธอและแม่ควรได้รับอีก 5 ล้านบาท ทั้งคู่ต้องสู้คดีและสู้ชีวิตขนาดไหน?



บางครั้งอุบัติเหตุ ไม่ได้นำมาแค่การสูญเสียสมาชิกในครอบครัว แต่ยังส่งผลต่อการดำรงชีวิตของสมาชิกที่เหลืออยู่อีกด้วย เช่นเดียวกับคุณพรทิพย์ จันทรัตน์ และน้องบีม ลูกสาว ที่ไม่เพียงประสบอุบัติเหตุที่ตนไม่ได้เป็นคนก่อ แต่ผลของอุบัติเหตุยังพรากหัวหน้าครอบครัวไปอย่างชนิดไม่มีวันกลับ แถมลูกสาวต้องพิการ เดินไม่ได้อีกด้วย


“10 ก.พ.2548 จำขึ้นใจไม่เคยลืมเลย มันเป็นเหตุการณ์ที่รถของแม่ประสานงากับรถบรรทุกพ่วง 18 ล้อ มันเป็นเหตุการณ์ที่ไม่นึกว่าชีวิตแม่จะมาขนาดนี้ ว่าแม่ต้องสูญเสียหัวหน้าครอบครัว (ถาม-วันนั้นจะไปไหน?) วันนั้นพ่อจะพาไปเยี่ยมคุณทวดของเขา ไปกัน 4 คน เพื่อนขับ เยี่ยมทวดเรียบร้อย ขับรถกลับจากบ้านทวดประมาณจะทุ่มหนึ่ง 6 โมงครึ่งแล้ว พอมาถึงปั๊ม ปตท. รถบรรทุกพ่วง 18 ล้อออกมา เขาออกแบบตัดหน้า ออกมาขวางเต็มถนนเลย ตอนนั้นพ่อนั่งอยู่ด้านซ้ายกับคนขับ ส่วนน้องอายุ 1 ขวบแปดเดือนกำลังหลับ พอแม่เห็นว่ารถจะชนแน่นอน แม่ก็เอาน้องขึ้นมากอด” พรทิพย์ จันทรัตน์ ย้อนภาพอุบัติเหตุที่พรากชีวิตสามี และทำให้ลูกสาวพิการ ไม่สามารถเดินได้อีกต่อไป


คุณพรทิพย์ ทำใจไม่ได้กับความสูญเสียที่เกิดขึ้น จนเลือกที่จะเก็บตัวอยู่ในห้องกับลูกที่บ้านแม่ที่ จ.สุราษฎร์ธานี เป็นเวลาถึง 3 ปี ก่อนจะตัดสินใจขึ้นมาเช่าบ้านอยู่ที่ จ.นนทบุรี เพื่อให้น้องบีม ลูกสาวได้เรียนหนังสือ


“แม่ก็มาเช่าบ้านอยู่แถววัดชลประทานฯ และพาน้องเรียนที่โรงเรียนศรีสังวาลย์ ของสมเด็จย่า และมีครูหวังดี ครูทำการบูร ครูบอกว่า แม่เอาการบูรไปขายเนอะ จะได้มีรายได้กัน แม่ขายได้เท่าไหร่ก็เอาไปเลย ครูไม่เอา ครูช่วยแม่กับน้องบีมละกัน หลังจากนั้นมา ชีวิตแม่ก็เริ่มที่วัดชลฯ มาจนถึงทุกวันนี้”


และที่วัดชลประทานฯ นี่เอง ที่คุณพรทิพย์ได้พบกับทนายความคนหนึ่ง ซึ่งจุดประกายให้เธอมีความหวังว่า จะได้รับเงินเยียวยาจากบริษัทรถพ่วง คู่กรณี โดยไม่คาดคิดว่า สุดท้าย จะถูกทนายคนนี้หลอกรับเงินเยียวยาที่ตนเองและลูกควรได้รับ 5 ล้านบาท


“แม่ไปขายของกับน้องที่วัดชลฯ แล้วเขา (ทนาย) ก็มาซื้อของน้อง เขาก็ถาม น้องเป็นอะไรถึงได้มานั่งรถเข็น เขามาวัดหลายครั้ง ก็เจอเขา แม่ก็เล่าให้เขาฟัง เขาเลยบอก แม่ลองรวบรวมเอกสารมาให้ผมดู ผมก็เป็นทนาย เผื่อผมจะช่วยเหลืออะไรได้บ้าง พอเขาดูเอกสาร เขาบอกคดีแม่น่าจะได้ตังค์แล้วนะ แต่ทำไมไม่ได้สักที เขาเลยบอก แม่แต่งตั้งให้ผมเป็นทนาย แล้วผมจะช่วยดูแลคดีของแม่เอง”


“ถ้าจำไม่ผิด ปี 57 เขาบอกว่า แม่มีหมายศาลเรียกมานะ เดี๋ยวผมลงไปเอง แม่ไม่ต้องลงไป แต่ครั้งนี้ เขาก็เอากระดาษมาให้แม่ที่โรงเรียนน้องบีม บอกแม่เดี๋ยวแม่เซ็นตรงนี้ให้ผมด้วยนะ เพราะถ้าแม่ไม่ลงไป เกิดผมไปที่ศาลแล้ว แล้วต้องใช้ทำอะไรสักอย่าง ต้องมีลายเซ็นแม่”


สุดท้าย มิจฉาชีพในคราบทนายความพร้อมภรรยา ก็หลอกทั้งคุณพรทิพย์ และเจ้าของบริษัทรถพ่วง คู่กรณี ว่าคุณพรทิพย์ผู้เสียหายมอบอำนาจให้ไปรับเงินเยียวยาแทนจำนวน 5 ล้านบาท ก่อนจะหลอกคุณพรทิพย์ว่า บริษัทเจ้าของรถพ่วงจ่ายเงินเยียวยา 1 ล้าน แต่จะทยอยจ่ายรายเดือน ซึ่งคุณพรทิพย์ได้รับเงินโอนอยู่ ไม่กี่งวด เป็นเงินรวม 2 แสนกว่า ก่อนที่ผู้โอนจะหยุดโอน และคุณพรทิพย์มาทราบภายหลังว่า ผู้ที่โอนเงินให้ ไม่ใช่บริษัทเจ้าของรถพ่วง แต่คือทนายความจอมโกงกับภรรยาที่เชิดเงิน 5 ล้านไปแล้วนั่นเอง!!


“(ถาม-วินาทีที่รู้ว่าถูกทนายโกงเป็นอย่างไรบ้างแม่?) น้ำตาไหลเลย นั่งนึก เราโดนแล้ว เราโดนทนายของเราเล่นซะแล้ว” พรทิพย์ จันทรัตน์ แม่น้องบีม เล่าด้วยความรู้สึกเจ็บปวดที่ถูกทนายโกงเงินเยียวยา 5 ล้าน


“หลังจากที่เรารู้ว่าเป็นทนายของเราเองที่โกงเงิน ก็รู้สึกทำไมต้องมาเกิดกับเราด้วย เพราะรถชนก็ทีหนึ่งแล้ว ทนายยังมาโกงเงินเราอีก ก็รู้สึกโกรธทนาย เพราะเราไว้ใจเขามาก เพราะเขาเป็นทางเดียวที่ช่วยเราได้ (ถาม-มีการให้กำลังใจแม่อย่างไรบ้าง?) ก็บอกแม่ว่า ไม่เป็นไร มาถึงขนาดนี้แล้ว ก็ต้องสู้ต่อไป เพื่อเงินของเรา พยายามพูดกับแม่ทุกวัน เพราะตั้งแต่รู้ว่าทนายโกงเงิน แม่ก็จะรู้สึกเครียดว่าจะทำยังไงดี” ภัทรดา แก้วผ่อง (น้องบีม) เผยความรู้สึกวินาทีแรกที่รู้ว่าถูกทนายโกงเงินเยียวยา 5 ล้าน


“(ถาม-แล้วตอนนี้ ทนายที่โกงแม่ ได้ดำเนินคดีไหม?) ตอนนี้ถูกจำคุกอยู่ ศาลตัดสินจำคุก 12 ปี แต่เขารับสารภาพ ก็เหลือแค่ครึ่งเดียว”

หลังถูกทนายโกงเงินเยียวยา 5 ล้าน แม้ทนายจะถูกจำคุกแล้ว แต่เมื่อคุณพรทิพย์และลูกยังไม่ได้รับเงินเยียวยาดังกล่าว จึงตัดสินใจสู้คดีต่อ เพื่อให้ได้รับความเป็นธรรม เนื่องจากมองว่าบริษัทเจ้าของรถพ่วง ควรรับผิดชอบ เพราะเธอไม่ได้มอบอำนาจให้ทนายไปรับเงินเยียวยาแทน ซึ่งเธอคิดว่า เมื่อวันที่ 26 ส.ค.62 ที่ผ่านมา เธอจะได้รับข่าวดีหลังศาลฎีกานัดอ่านคำพิพากษา แต่แล้วก็ต้องผิดหวัง


“เมื่อวันที่ 26 ส.ค.ที่ผ่านมา แม่นึกว่าจะเป็นชัยชนะ แต่มันก็ไม่รู้เกิดอะไรขึ้น จู่ๆ ศาลฎีกาท่านอ่านว่า บริษัทรถพ่วงมาขอคำร้องฎีกา และทางศาลก็รับคำฎีกาของบริษัทรถ (ถาม-พอผลออกมาแบบนี้ แม่อยากพูดอะไรบ้าง?) เขาบอกว่าความยุติธรรมมี แต่แม่ไม่เคยเห็นเลย ...แล้วเมื่อไหร่คดีของแม่จะสิ้นสุด...”


แม้ยังไร้ความหวังกับเงินเยียวยา แต่ชีวิตต้องดำเนินต่อไป โชคดีน้ำใจจากหลายส่วนในสังคมหยิบยื่นโอกาสให้เธอกับลูกสาวได้สู้ต่อไป โดยมีบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งลงทุนเปิดร้านกาแฟให้ พร้อมสอนสูตรชงกาแฟ เพื่อให้ทั้งคู่มีรายได้เลี้ยงดูตนเองต่อไป โดยร้านกาแฟของคุณพรทิพย์ตั้งอยู่ในบริเวณกรมชลประทาน ซึ่งทางกรมชลฯ ไม่คิดค่าเช่าพื้นที่แต่อย่างใด

อุบัติเหตุเหตุเมื่อ 14 ปีที่แล้ว ไม่เพียงพรากชีวิตสามี ที่เป็นเสาหลักของครอบครัว แต่ยังทำลายอนาคตด้านการศึกษาของลูกสาวให้สั้นลงอีกด้วย ...ทุกวันนี้ น้องบีมต้องหยุดเรื่องเรียนไว้ เพื่อมาทำขนมบราวนี่ขาย ช่วยแม่หารายได้อีกทาง


“หนูเพิ่งจบ ม.3 สาเหตุที่ทำให้หนูตัดสินใจไม่เรียนคือ การเงิน สภาพทางเศรษฐกิจ และสภาพทางร่างกายของหนู ทำให้เราคุยกับแม่ว่า เดี๋ยวหนูหยุดเรียนก่อนก็ได้ รอให้เราพร้อม ถึงจะช้า 1-2 ปีก็ไม่เป็นไร อยากจะช่วยลดค่าใช้จ่ายของแม่ด้วย (ถาม-เห็นแม่ทำงานเหนื่อยๆ รู้สึกอย่างไร?) อยากทำแทนแม่ อยากให้แม่พัก ทุกวันนี้แม่ไปที่ร้านกาแฟ พอกลับมา ต้องมาช่วยหนูแพ็คขนมอีก ก็รู้สึกเหนื่อยแทนคุณแม่” ภัทรดา แก้วผ่อง (น้องบีม) ไม่อยากให้แม่เหนื่อย


“(ถาม-ขนมบราวนี่ หนูไปเรียนจากไหน?) หนูเปิดดูในยูทูบ หลายๆ ช่องรวมกัน และเอามาพัฒนาดัดแปลงเป็นสูตรของเราเอง ขายผ่านเพจเฟซบุ๊ก (โกโก้ บราวนี่ By บีม ภัทรดา) ลูกค้าให้การตอบรับดีมาก”

นอกจากช่วยแม่หารายได้ด้วยการทำขนมบราวนี่ขายแล้ว น้องบีมยังเคยร่วมงานในแวดวงบันเทิงกับศิลปินและดาราบางคนอีกด้วย


“(ถาม-ทุกวันนี้ หนูต้องไปพบหมอหรือทำกายภาพไหม?) ถ้าไปพบหมอ นานๆ ทีจะไป เพราะการที่เราไปแต่ละครั้ง ค่าใช้จ่ายจะสูง เช่น บางทีแค่ตรวจร่างกายก็หลักพันแล้ว เราเลยเน้นฝึกออกกำลังกาย ฝึกเดินวอล์คเกอร์ โดยที่ขาเราไม่รู้สึก หมอยังงงเลย เพราะเคสหนูเดินไม่ได้ แม่สามารถฝึกให้หนูรู้จักเหวี่ยงขา จนมีกล้ามเนื้อ”


“(ถาม-พูดถึงเรื่องรายจ่าย ทุกวันนี้มีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง?) หนักสุดก็เป็นแพมเพิสน้องบีม แม่ว่าหนักกว่าค่าห้องที่แม่เช่าอยู่อีก วันหนึ่งทั้งกลางวันกลางคืนตกประมาณ 7-8 แผ่น เดือนหนึ่งของน้องตกประมาณ 4,000 กว่าบาท”

แม้รายได้จะไม่ค่อยพอกับรายจ่าย แต่คุณพรทิพย์และน้องบีมก็พยายามหารายได้เสริมด้วยการไปขายดอกไม้อบแห้งที่วัดชลประทานฯ ในวันที่วัดมีงานศพ


แม้ไม่รู้ว่า ในแง่คดีจะมีความหวังว่าจะได้รับเงินเยียวยา 5 ล้านจากบริษัทรถพ่วง คู่กรณี หรือไม่ แต่คุณพรทิพย์และน้องบีมขอสู้ต่อไป พร้อมเป็นกำลังใจให้กัน และยืนยันจะทำวันนี้ให้ดีที่สุด

หากท่านใดต้องการให้กำลังใจหรือแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของน้องบีม สามารถโอนเงินไปได้ที่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขาเซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ ชื่อบัญชี น.ส.ภัทรดา แก้วผ่อง เลขที่บัญชี 626-1-29169-4
หรือหากต้องการอุดหนุนขนมบราวนี่ของน้องบีม สามารถติดต่อได้ที่เพจเฟซบุ๊ก โกโก้ บราวนี่ By บีม ภัทรดา


ติดตามรับชมรายการ ฅนจริงใจไม่ท้อ ได้ ทุกวันเสาร์ เวลา 09.00-09.30 น. ทางสถานีโทรทัศน์ NEWS1 ( IPM ช่อง 64 / PSI ช่อง 211 )


รับชมรายการย้อนหลังได้ที่เพจ ฅนจริงใจไม่ท้อ https://web.facebook.com/KonJingJaimaitor/
หรือยูทูบฅนจริงใจไม่ท้อ https://www.youtube.com/channel/UCsb4sLqdHs35km4uQ_tOCjQ/videos
กำลังโหลดความคิดเห็น...