xs
xsm
sm
md
lg

“สมพงษ์” นักสู้! ถูกไฟดูดเสียแขน-ขา ไม่ท้อ ทำฟาร์มจิ้งหรีดเลี้ยงครอบครัว!

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


รายการ ฅนจริงใจไม่ท้อ วันเสาร์ที่ 23 มีนาคม 2562 พาคุณผู้ชมไปพบกับเรื่องราวของ “คุณสมพงษ์” ผู้พิการจากอุบัติเหตุขณะทำงาน ที่แม้ไร้ขา โดยมีแค่แขนข้างเดียว ก็ไม่ท้อ สู้หาอาชีพทำเพื่อเลี้ยงครอบครัว พร้อมแบ่งปันอาชีพให้ผู้พิการฟรี



สมพงษ์ แนวกลาง อดีตพนักงานขับรถสิบล้อติดเครน คือหนุ่มผู้โชคร้ายที่ประสบอุบัติเหตุถูกไฟฟ้าแรงสูงดูดขณะทำงานและพยายามเข้าไปช่วยเพื่อน

“กระผมถูกไฟฟ้าแรงสูงช็อตเมื่อปลายปี 54 พ.ย.54 กระผมได้ถูกช็อต ได้ไปดึงประตูเพื่อจะช่วยเพื่อนที่ติดอยู่ฝั่งตรงข้าม เพราะเราเป็นพนักงานขับรถสิบล้อติดเครน ลักษณะยกสินค้า ไปใกล้สายไฟ แต่การเรียนรู้ของเรา ไม่รู้ว่าการเข้าใกล้ก็ถูกช็อตถูกดูดแล้ว ก็ผิดพลาด ไฟก็ลงมาที่รถ พอไฟลง ตัวกระผมก็ยังไม่เป็นไร ร่วงลงพื้น เดินได้วิ่งได้ปกติ แต่เพื่อนอีกคนยังติดอยู่ กระผมก็เลยใช้แขนขวาเข้าไปดึงประตู เพื่อปิดสวิตช์รถ แต่ก็ไม่ใช่อย่างที่เราคิด พอเราจับ มือเราก็กำแน่นเลย สรุปแล้ว ก็ต้องรอไฟหม้อฝั่งโน่นระเบิด ก็เลยพากันหลุดออกมา”

หลังถูกไฟดูด คุณสมพงษ์ถึงมือหมอช้าเกินไป จึงต้องตัดอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต!

“ตัวกระผมสลบอยู่ประมาณ 2 ชม. แต่ 2 ชม.นั้นเรายังอยู่กับที่ ไม่ได้ถูกเคลื่อนย้าย เพราะต้องรอรถพยาบาล รถพยาบาลก็ไม่มา ก็เลื่อนเวลาไป จนกระทั่้งเจ้าของบ้านหรือทีมช่างก่อสร้าง เขาเลยนำตัวเราส่ง รพ.ครบุรี แต่นานเกินไป ตั้งแต่อุบัติเหตุ ทำให้แผลที่เลือดออก เลือดมันแห้งแล้ว (ถาม-กี่ชั้วโมง?) หลังจากที่โดนตอนเที่ยง มาถึงประมาณ 4 โมงเย็น ระยะเวลาตั้งแต่อุบัติเหตุ กว่าจะถึงมือหมอ นานมาก หมอที่ รพ.ครบุรี เห็นว่าเป็นเคสหนักแล้ว ก็ส่ง รพ.ในเมือง มหาราช ถึงมหาราช 5 โมงเย็น รอให้ญาติเซ็นอนุมัติ ประมาณ 1-2 ทุ่ม (ถาม-ถึงจะได้รักษา?) ลักษณะที่คุณหมอพูดมา ญาติคนไหนก็ไม่กล้าเซ็นให้ ต้องตัด(แขนขวาและขาทั้ง 2 ข้าง) ทิ้ง ญาติก็กลัวว่า ตัดแล้ว ต่อไปจะเป็นอย่างไรต่อ จะอยู่อย่างไร เลยให้เลือก 2 อย่าง ถ้าตัดก็รอด ถ้าไม่ตัด โอกาสเสียชีวิตก็สูง"

หลังได้รับการรักษาจนออกจากโรงพยาบาลและกลับมาใช้ชีวิตที่บ้าน ปฏิเสธไม่ได้ว่า สภาพจิตใจของคุณสมพงษ์ค่อนข้างย่ำแย่กับการที่ต้องสูญเสียแขนขวาและขาทั้ง 2 ข้าง

"กลับมาอยู่บ้าน คนต้องหามต้องอุ้มตลอด นั่งวีลแชร์ คือต้องปรับใหม่ทั้งหมด จะลงเองก็ลงไม่ได้ จะขึ้นเองก็ขึ้นไม่ได้ จะทำกิจวัตรส่วนตัว เข้าห้องน้ำ กิน ก็ไม่ได้ ตอนนั้นไม่อยากเจอใคร อยากอยู่คนเดียว มันมีแต่ความหมองความเศร้า เห็นหมูเห็นหมา ผมยังไม่อยากมอง คือชีวิตเขาดีกว่าเรา จะคลาน เราก็คลานไม่ได้ คลาน ก้นก็พัง ทำอะไรก็เจ็บ เจ็บไปหมด ก็เลยทบทวนใหม่ ถ้าเราอยู่อย่างนี้ แฟนก็ไม่ได้ทำงาน ทุกคนทุกอย่างก็จะลำบากไปหมด ชีวิตเราก็คงจะแย่ลง แฟนก็คงต้องไป เราก็คงต้องกลับไปหาพ่อแม่ คือ ฟุ้งซ่านแล้วแหละ"

เมื่อความคิดจมดิ่งกับการช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ เคยเป็นเสาหลักให้ครอบครัว กลับต้องกลายเป็นภาระให้ครอบครัว คุณสมพงษ์จึงตัดสินใจจบปัญหาด้วยการฆ่าตัวตาย

"อยู่ไปก็เป็นภาระ เลยตัดสินใจในช่วงนาทีที่ฟุ้งซ่าน เลยใช้มอเตอร์ไซค์ 4 ล้อ เพื่อดิ่งไปหาสระน้ำ เราขนาดนี้แล้ว ลงน้ำก็คือว่ายไม่ได้ จะทิ้งทุกอย่างไปแล้ว เขา (ภรรยา) น่าจะดีกว่านี้ในชีวิตเขา ส่วนตัวเรามีแต่ภาระล้วนๆ เลย (ถาม-ไม่ใช่ไม่รักเขานะ แต่กลัวเขาลำบาก?) กลัวเขาลำบาก (ถาม-แล้วทำไหม?) ทำ เอารถลงน้ำเลย”

แต่ดูเหมือนคุณสมพงษ์จะยังไม่ถึงฆาต เพราะมีคนมาเห็นและช่วยชีวิตเขาไว้ได้ เขาจึงเริ่มคิดใหม่ ประกอบกับ “ปราณี กิ่งโพธิ์” ภรรยา ก็ให้กำลังใจ และยืนยันจะอยู่ดูแลกันไป

"ตอนที่แกยังไม่เป็นอะไร ดูแลครอบครัวดีมาก รักลูกรักเมีย ชีวิตหนูนึกถึงสิ่งที่แกเคยทำมา พอแกประสบอุบัติเหตุ หนูเลยบอกว่า จะพยุงแกให้ขึ้นมาให้เหมือนเดิมให้ได้ ทั้งกำลังใจและร่างกาย ...ถึงตัวเองจะเป็นอย่างนี้นะ เขาจะอยู่เคียงข้างตลอด ไม่ต้องคิดมาก ไม่ต้องท้อ พร้อมที่จะสู้ไปด้วยกัน”

เริ่มต้นใหม่ แม้พิการ ก็หาอาชีพทำ

“ไปศึกษาการเลี้ยงกบมา ก็ถือว่าประสบผลนะ ในการเลี้ยงเป็น ผสมพันธุ์เป็น ขายเป็น ทำให้มีรายได้กลับมา มีกำลังใจพอได้เห็นเงิน ลูกกบตัวละ 5 บาท”

แต่ความพิการก็ตอกย้ำว่า เขาไม่เหมาะกับการเลี้ยงกบขาย!

“การทำกบ ต้องทำแข่งกับฝน แล้วตัวเราก็ต้องไปเล่นกับฝน เล่นกับความลื่นของพื้นดิน เวลาทำความสะอาดบ่อ เราก็ต้องเข้าไปด้านใน เราเข้าไปแต่ละหน เราก็ต้องถอดขาออกทั้งหมด เหมือนกระดิกเข้าไปว่ายน้ำอยู่ในนั้น เพื่อขัดพื้น ไม่ให้ตะไคร่น้ำขึ้น หนักเข้าๆ ตะไคร่น้ำมันขึ้น ความลื่นของบ่อ ทำให้เราประสบอุบัติเหตุบ่อย น้ำแค่นี้ (ทำมือให้ดูประมาณครึ่งตัว) ถ้าเราหงายไป ก็จมแล้ว ...แล้วเราก็ล้มบ่อยในช่วงฝนตก เราต้องคอยดูระดับน้ำ ไม่ให้เขาสูงเกินไป ไม่ให้น้อยเกินไป เดี๋ยวกบกระโดดหนีมั่ง มันโกลาหล"

ในที่สุด คุณสมพงษ์จึงหันมาเลี้ยงจิ้งหรีดขายแทน ซึ่งช่วงแรกๆ ก็ยังไม่ค่อยประสบผลสำเร็จ แต่ตอนหลังได้หาข้อมูลจากกูเกิล บวกปรึกษาผู้รู้ ทำให้ปัจจุบัน เขาสามารถทำฟาร์มจิ้งหรีด ซึ่งไม่เพียงแค่ขายจิ้งหรีด แต่ยังขายสายพันธุ์ไข่จิ้งหรีด และอุปกรณ์การเลี้ยงจิ้งหรีด พร้อมแนะเทคนิคการเลี้ยงจากประสบการณ์ของตนด้วย

เมื่อสร้างงานให้ตัวเองได้แล้ว คุณสมพงษ์เริ่มตั้งเป้า อยากแบ่งปันรอยยิ้มให้คนด้อยโอกาสหรือคนพิการได้มีงานทำเช่นกัน

“ตอนนี้เป้าหมายเรื่องอาชีพของผม ถือว่าผมบรรลุเป้าไป 70% แล้ว สำหรับการทำอาชีพเลี้ยงจิ้งหรีด ที่ผมคิดอยู่ในปัจจุบันคือ ตอนนี้กระผมมีรอยยิ้ม คือผมสร้างงานของตัวเองขึ้นมาได้ แต่ผมอยากแบ่งปันรอยยิ้มของผมไปให้คนด้อยโอกาส หรือคนที่เขาพิการ หรือว้าเหว่ หรือคนที่เขานั่งอยู่บ้านเฉยๆ โดยที่เขาไม่มีค่า ให้เขาได้ทำงานด้วยตัวของเขาเอง เช่น อาจรายได้ไม่เยอะ แต่ให้เขาได้สัมผัสการซื้อการขายของเขา เท่ากับให้เขาเลี้ยงตัวเองได้ ภาระของครอบครัวเขาจะลดลง ถ้าคิดว่าเราเดินไม่ได้ เราทำไม่ได้ มันก็ทำไม่ได้ ถ้าคิดว่าได้ ไม่มีขาก็ยังต้องทำได้ ผมคิดนะ ให้เขาเรียนรู้ตรงนี้ไป”

ฝากผู้พิการทุกคน ควรทำงาน เพราะไม่เพียงช่วยสร้างรายได้ แต่ยังช่วยกายภาพร่างกายที่พิการด้วย

“การทำงานตรงนี้ ไม่ใช่เฉพาะสร้างรายได้เงิน มันสร้างร่างกายของเขา ร่างกายของคุณถ้าไม่ได้ออกกำลังกายเลย คุณก็จะแข้งขาลีบ ถ้าคุณได้ทำงานนิดหน่อย ให้เหงื่อมันขับออกมามั่ง เขาเรียกการทำกายภาพในตัวเองในการทำงาน ประโยชน์ก็จะได้ทั้ง 2 อย่าง ทั้งสุขภาพของตัวเรา สุขภาพจิตก็จะตามมา (ถาม-เป้าหมายอีก 30% อยากทำอะไร?) อีก 30% คือ 1.เป็นบุญเป็นทานของผม สำหรับการให้อาชีพคน ให้สายพันธุ์จิ้งหรีดแก่ผู้พิการฟรี ที่เขาไม่มี"

คุณสมพงษ์ไม่ใช่ทำได้แค่ฟาร์มจิ้งหรีด เขาสามารถตัดเหล็กเชื่อมเหล็ก รวมถึงงานบ้านในชีวิตประจำวัน ก็ทำเองเช่นกัน

“หลังจากเลี้ยงจิ้งหรีดเสร็จ 8-6 โมงเย็น ก็มาทำบล็อก คือ บล็อกผนัง บล็อกปูน (ถาม-คล้ายๆ กระเบื้อง?) เล่นปูนเอง ผสมเอง ทำเอง ปั่นเอง ทุกขั้นตอนของการสร้าง การทำ เราเองทั้งหมด หลากหลายเหมือนกันนะที่เราทำ ไหนจะทำบล็อก ไหนจะสร้างต่อเติมบ้านตัวเอง ตัวเองก็มีส่วนร่วมในทุกๆ อย่าง ตัดเหล็ก อ๊อกเหล็ก สถานที่ไม่สูงเกินไป เราสามารถทำได้ อ๊อกเหล็ก ทำราวตากผ้า ทำกรงน้องหมา …บางครั้งมองดูแล้วมันยาก ถ้าเราสัมผัสจริงๆ เราจะรู้ว่าทำได้ ทำไมจะทำไม่ได้ ตากผ้า ซักผ้า รีดผ้า ทำกับข้าว ซอยหมู ปอกมะละกอ เฉาะมะพร้าว เราทำได้หมด”

มาถึงวันนี้ สิ่งที่ทำให้มีความสุขคืออะไร?

"ความสุขของผมคือครอบครัว น้ำพริกถ้วยเดียว ผมกินกันได้ 3-4 คน 4-5 วัน ผมกินกันได้ นี่เป็นความจริงที่ไม่ได้เติมแต่ง ...เราพอใจในชีวิตของเราที่เป็นอยู่ ว่าเรามีรอยยิ้ม ถึงเราไม่มีเงิน แต่เรามีรอยยิ้มให้กับครอบครัว ความสุขตรงนั้นผมว่ามันเยอะนะ เรากินได้ เขากินได้ ไม่ต้องเลิศหรูอะไรเหมือนเขา เรามีงานมีหน้าที่ ก็พอแล้ว"

ติดตามรับชมรายการ ฅนจริงใจไม่ท้อ ได้ ทุกวันเสาร์ เวลา 09.00-10.00 น. ทางสถานีโทรทัศน์ NEWS1 ( IPM ช่อง 64 / PSI ช่อง 211 )

รับชมรายการย้อนหลังได้ที่เพจ ฅนจริงใจไม่ท้อ https://web.facebook.com/KonJingJaimaitor/
หรือยูทูบฅนจริงใจไม่ท้อ https://www.youtube.com/channel/UCsb4sLqdHs35km4uQ_tOCjQ/videos

กำลังโหลดความคิดเห็น...