xs
xsm
sm
md
lg

SCBAM โชว์ปันผลกองหุ้นญี่ปุ่น ชี้ดอกเบี้ยต่ำ-QE ยังหนุนหุ้นทั่วโลก

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



นางนันท์มนัส เปี่ยมทิพย์มนัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด เปิดเผยว่า ช่วงต้นปี 2563 ความไม่แน่นอนจากเหตุการณ์ไวรัส COVID-19 ระบาด ทำให้นักลงทุนเกิดความวิตกกังวลต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หยุดชะงัก กระทบการฟื้นตัวของห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมไฮเทค เช่น Semi-Conductor ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของญี่ปุ่น และนักท่องเที่ยวสัญชาติหลักที่เข้ามาเที่ยวในญี่ปุ่น รวมไปถึงการประกาศเลื่อนการจัดแข่งขันโอลิมปิก 2563 ที่เป็นแรงผลักดันภาคการบริโภคหลัก แต่ด้วยการสนับสนุนจากภาครัฐโดยนโยบายการคลังคิดเป็นมูลค่า 117 ล้านล้านเยน ซึ่งถ้ารวมนโยบายภาครัฐทั้งหมดคิดเป็นร้อยละ 40 ของตัวเลข GDP ญี่ปุ่นต่อปี

นอกจากนี้ ธนาคารกลางญี่ปุ่นได้ออกมาตรการบรรเทาสภาพเศรษฐกิจ โดยการเพิ่มเพดานการเข้าซื้อตราสารการเงินระยะสั้น และตราสารหนี้ที่ออกโดยภาคธุรกิจเอกชนที่ 30 ล้านล้านเยนต่อปีถึงเดือน มี.ค. 2564 รวมไปถึงยกเลิกเพดานการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลที่ 80 ล้านล้านเยนต่อปี และเข้าซื้อ ETFs และ JPREITs เพื่อสนับสนุนตลาดอย่างต่อเนื่องด้วยมาตรการสนับสนุนจากทั้งภาครัฐและธนาคารกลาง ประกอบกับตัวเลขผู้ติดเชื้อที่ลดลงอย่างมีนัย ทำให้ตลาดหุ้นญี่ปุ่นสามารถดันราคากลับมาใกล้เคียงจุดสูงสุดของปี 2563

ล่าสุดบริษัทฯ ได้จ่ายเงินปันผลกองทุนหุ้นต่างประเทศพร้อมกัน 2 กองทุน ในวันที่ 21 ตุลาคม 2563 ที่ผ่านมา ประกอบด้วย กองทุนเปิดไทยพาณิชย์หุ้นญี่ปุ่น (ชนิดจ่ายเงินปันผล) (SCBNK225D) สำหรับผลการดำเนินงานระหว่างวันที่ 1 ต.ค. 2562-30 ก.ย. 2563 ในอัตรา 0.3689 บาทต่อหน่วย ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการจ่ายปันผลระหว่างกาลเมื่อวันที่ 22 เม.ย. 2563 ไปแล้วจำนวน 0.1384 บาทต่อหน่วย เหลือจ่ายงวดนี้ 0.2305 บาทต่อหน่วย ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 12 รวมจ่ายปันผล 3.5787 บาทต่อหน่วย (นับจากจัดตั้งกองทุนเมื่อ 11 ต.ค. 2556) และกองทุนเปิดไทยพาณิชย์ หุ้น LOW VOLATILITY (ชนิดจ่ายเงินปันผล) (SCBLEQ) สำหรับผลการดำเนินงานระหว่างวันที่ 1 เม.ย. 2563-30 ก.ย. 2563 ในอัตรา 0.2280 บาทต่อหน่วย ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 8 รวมจ่ายปันผล 1.4841 บาทต่อหน่วย (นับจากจัดตั้งกองทุนเมื่อ 28 เม.ย. 2559)

ทั้งนี้ กองทุน SCBNK225D จัดเป็นกองทุน 5 ดาว ประเภท Thailand Fund Japan Equity ของมอร์นิ่งสตาร์ (ข้อมูล ณ วันที่ 30 ก.ย. 2563) มีนโยบายการลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน Nikkei 225 Exchange Traded Fund (กองทุนหลัก) เฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน บริหารงานโดย Nomura Asset Management Co.,Ltd. จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น และลงทุนในสกุลเงินเยน (JPY) มีนโยบายเน้นลงทุนในตราสารทุนทั้งหมดที่เป็นส่วนประกอบของดัชนีนิกเกอิ 225 และตราสารทุนที่กำลังจะมาเป็นส่วนประกอบของดัชนีนิกเกอิ 225 ในสัดส่วนการลงทุนเดียวกับจำนวนหุ้นในดัชนีนิกเกอิ 225 (Nikkei 225 Index หรือ Nikkei Stock Average) มีการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 ของมูลค่าสินทรัพย์ที่ลงทุนในต่างประเทศ

ส่วนกองทุน SCBLEQ มีนโยบายลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุน Low Volatility Equity Portfolio (กองทุนหลัก) ชนิดหน่วยลงทุน (Share Class) I สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) บริหารโดย AllianceBernstein L.P โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน และอาจลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ทั้งนี้ กองทุนหลักลงทุนในหุ้นทั่วโลกมีการบริหารจัดการเชิงรุก (Active) โดยการคัดเลือกหุ้นในพอร์ตที่มีคุณภาพดี มีความผันผวนต่ำ ราคาน่าสนใจ สามารถลดความผันผวนในพอร์ตโดยรวมได้ ปัจจุบันมีการกระจายการลงทุนในหุ้น 70-90 ตัว กระจายการลงทุนไปยังหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น กลุ่มไอที การเงิน เฮลท์แคร์ และสินค้าฟุ่มเฟือย ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น ฯลฯ

นางนันท์มนัสกล่าวอีกว่า สำหรับตลาดหุ้นทั่วโลก ถึงแม้ว่าจะเผชิญความผันผวนจากปัจจัยต่างๆ จนส่งผลให้เศรษฐกิจโลกหยุดชะงัก อย่างไรก็ดี ธนาคารกลางได้ผนึกกำลังกับรัฐบาลทั่วโลกเร่งออกนโยบายเพื่อต่อสู้กับวิกฤตในครั้งนี้ผ่านมาตรการต่างๆ ทั้งนโนบายการเงินและการคลัง เช่น การประกาศลดดอกเบี้ยฉุกเฉิน การเพิ่มปริมาณวงเงิน Quantitative Easing (QE) การออกกลไกการปล่อยสินเชื่อพิเศษต่างๆ และเดินหน้านโยบายช่วยเหลือเพื่อชดเชยผลกระทบทางเศรษฐกิจให้แก่ประชาชนอย่างเต็มที่ ทำให้นักลงทุนเริ่มคลายความกังวล ประกอบกับตลาดหุ้นทั่วโลกเริ่มปรับตัวขึ้นภายหลังลงสู่จุดต่ำสุดของปีในช่วงปลายเดือน มี.ค.

สำหรับในระยะถัดไป คาดว่าตลาดหุ้นทั่วโลกยังคงได้รับแรงหนุนจากภาวะอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ และปริมาณ QE ที่ออกมาในปริมาณมาก อย่างไรก็ดี นักลงทุนควรจับตาการเลือกตั้งในสหรัฐฯ ที่สร้างความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย
กำลังโหลดความคิดเห็น...