Mazda เพิ่มรุ่นย่อยติดตั้ง LiDAR ให้กับ EZ-60 หรือ CX-6e เวอร์ชันจีน รองรับระบบช่วยขับขี่ระดับ L2 ทั้งในเมืองและบนทางด่วน มีให้เลือกทั้งรถไฟฟ้าล้วนและรุ่น EREV ราคาเริ่มต้น 145,900 หยวน หรือประมาณ 728,000 บาท
Mazda เปิดตัว EZ-60 รุ่นย่อยใหม่ในประเทศจีน โดยเพิ่ม LiDAR บนหลังคาและระบบช่วยขับขี่ที่ทำงานได้ครอบคลุมขึ้น รถรุ่นนี้จะใช้ชื่อ Mazda CX-6e ในตลาดต่างประเทศ และเป็นรถพลังงานใหม่รุ่นที่สองของ Mazda ในจีน ต่อจาก EZ-6 หรือ Mazda 6e
ตัวรถพัฒนาภายใต้ความร่วมมือระหว่าง Changan และ Mazda ใช้แพลตฟอร์ม EPA1 ของ Changan และมีพื้นฐานทางวิศวกรรมใกล้เคียงกับ Deepal S07
รุ่น LiDAR มีให้เลือก 4 รุ่นย่อย
CX-6e รุ่นติดตั้ง LiDAR มีราคาสูงกว่ารุ่นอุปกรณ์ใกล้เคียงที่ไม่มี LiDAR จำนวน 12,000 หยวน หรือประมาณ 60,000 บาท ส่วนรุ่นไฟฟ้าล้วนมีราคาสูงกว่ารุ่น EREV ระดับเดียวกัน 6,000 หยวน หรือประมาณ 30,000 บาท
- EREV Pro ระยะไฟฟ้า 200 กม. ราคา 145,900 หยวน หรือประมาณ 728,000 บาท
- EREV Max ระยะไฟฟ้า 200 กม. ราคา 160,900 หยวน หรือประมาณ 803,000 บาท
- EV Pro ระยะทาง 600 กม. ราคา 151,900 หยวน หรือประมาณ 758,000 บาท
- EV Max ระยะทาง 600 กม. ราคา 166,900 หยวน หรือประมาณ 833,000 บาท
ราคาบาทคำนวณจากอัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 1 หยวนต่อ 4.99 บาท
เพิ่มระบบช่วยขับขี่ระดับ L2
รุ่นใหม่ติดตั้ง LiDAR บนหลังคา ทำงานร่วมกับเรดาร์คลื่นมิลลิเมตร 3 ตัว เซ็นเซอร์อัลตราโซนิก 12 ตัว และกล้อง 11 ตัว Mazda ระบุว่าระบบช่วยขับขี่ระดับ L2 ขั้นสูงรองรับสถานการณ์มากกว่า 200 รูปแบบ บนทางด่วนสามารถช่วยควบคุมรถตามเส้นทาง เข้าและออกทางลาด เข้าพื้นที่บริการ เปลี่ยนเลน และแซงรถที่เคลื่อนที่ช้ากว่า โดยทำงานในช่วงความเร็ว 0–130 กม./ชม.
สำหรับการขับขี่ในเมือง ระบบช่วยผ่านทางแยก วงเวียนและจุดกลับรถ รวมถึงหลบสิ่งกีดขวาง รองรับความเร็ว 0–80 กม./ชม. พร้อมระบบจอดรถอัตโนมัติ การสั่งจอดจากระยะไกล และการจอดตามเส้นทางที่บันทึกไว้ อย่างไรก็ตาม ระบบนี้ยังอยู่ในระดับ L2 ไม่ใช่ระบบขับขี่อัตโนมัติเต็มรูปแบบ ผู้ขับจึงต้องติดตามสถานการณ์และพร้อมควบคุมรถตลอดเวลา
มีทั้งรถไฟฟ้าล้วนและ EREV
รุ่นไฟฟ้าล้วนใช้มอเตอร์เดี่ยวขับเคลื่อนล้อหลัง กำลัง 190 กิโลวัตต์ หรือ 255 แรงม้า จับคู่กับแบตเตอรี่ LFP จาก CALB ขนาด 77.94 กิโลวัตต์-ชั่วโมง วิ่งได้ 585–600 กม. ตามมาตรฐาน CLTC หรือประมาณ 474–486 กม. ตามมาตรฐาน WLTP ระบบชาร์จระดับ 3C สามารถชาร์จจาก 30–80% ได้ภายใน 15 นาที และทำความเร็วสูงสุด 185 กม./ชม.
รุ่น EREV ใช้มอเตอร์ขับเคลื่อนล้อหลังขนาดเดียวกัน ส่วนเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร กำลัง 97 แรงม้า ทำหน้าที่ผลิตกระแสไฟฟ้า ใช้แบตเตอรี่ LFP ขนาด 31.73 กิโลวัตต์-ชั่วโมง วิ่งด้วยไฟฟ้าได้ 200 กม. ตามมาตรฐาน CLTC หรือประมาณ 162 กม. ตามมาตรฐาน WLTP
ตัวถังเน้นลดแรงต้านอากาศ
Mazda CX-6e มีช่องทางอากาศ 9 จุดบริเวณฝากระโปรง กันชน และเสาหลัง เพื่อลดแรงต้านอากาศ โดยมีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอยู่ที่ 0.258 Cd ใกล้เคียงกับรถในกลุ่มเดียวกันอย่าง Xiaomi YU7 ที่ 0.245 Cd และ Xpeng G9 ที่ 0.272 Cd
ตัวรถมีความยาว 4,850 มม. กว้าง 1,935 มม. สูง 1,620 มม. และระยะฐานล้อ 2,902 มม. น้ำหนักอยู่ระหว่าง 2,048–2,180 กก. ตามรุ่นย่อยและระบบขับเคลื่อน ช่วงล่างด้านหน้าเป็นแบบแมคเฟอร์สันสตรัท ด้านหลังเป็นมัลติลิงก์ และรุ่นสูงมีระบบปรับความหนืดโช้คอัพ
ภายในเปลี่ยนมาเน้นจอขนาดใหญ่
ห้องโดยสารของ CX-6e แตกต่างจากรถ Mazda รุ่นเดิมที่มักใช้ปุ่มควบคุมแยกหลายตำแหน่ง โดยลดจำนวนปุ่มและเปลี่ยนมาใช้หน้าจอสัมผัสความละเอียด 5K ขนาด 26.45 นิ้ว ซึ่งทอดยาวจากคอนโซลกลางไปถึงฝั่งผู้โดยสาร
ผู้ขับได้รับจอแสดงข้อมูลบนกระจกหน้า HUD ขนาด 50 นิ้ว ขณะที่ HUD ขนาด 100 นิ้วมีให้เลือกเป็นอุปกรณ์เสริม ช่วยแสดงข้อมูลการขับขี่บนพื้นที่กระจกหน้าขนาดใหญ่ขึ้น
เตรียมเปิดตัวในประเทศไทย 7 ตุลาคม
Mazda ส่งมอบ EZ-60 ในจีนได้ 4,532 คันในเดือนสิงหาคม 2026 คิดเป็นประมาณ 45% ของยอดขายรถ Mazda ทั้งหมดในจีนช่วงเดือนดังกล่าว การเพิ่มรุ่น LiDAR จึงช่วยเพิ่มทางเลือกจากรุ่นเดิมที่มีทั้งรถไฟฟ้าล้วนและ EREV
สำหรับประเทศไทย เว็บไซต์ Mazda Thailand ยืนยันว่า Mazda CX-6e รุ่นไฟฟ้าล้วนจะเปิดตัววันที่ 7 ตุลาคม 2026 แต่ยังไม่มีการยืนยันว่ารถสเปกไทยจะมีรุ่น LiDAR เช่นเดียวกับรุ่นใหม่ในจีนหรือไม่ รายละเอียดรุ่นย่อย ระยะทาง และราคาจำหน่ายต้องรอการประกาศในวันเปิดตัว
ที่มา: CarNewsChina


