xs
xsm
sm
md
lg

ขับรถลุยน้ำท่วมอย่างไรให้ปลอดภัย พร้อมรับมือหลังรถจมน้ำ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

จากสถานการณ์ ฝนตกต่อเนื่องเป็นเวลา 2 วันมาแล้วในกรุงเทพมหานครและพื้นที่ภาคกลาง ทำให้เกิดน้ำท่วม และมีรถยนต์/รถจักรยานยนต์ ถูกน้ำท่วมจำนวนไม่น้อย เพื่อช่วยบรรเทาความทุกข์และความเสียหาย เราได้รวบรวมข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการจัดการกับรถยนต์/รถจักรยานยนต์ ไม่ว่าจะเป็นรถที่ใช้เครื่องยนต์หรือใช้พลังงานไฟฟ้า ในภาวะน้ำท่วมเช่นนี้ ขอให้ทุกคนปลอดภัยครับ


1. ขณะกำลังขับรถอยู่ แล้วต้องลุยน้ำท่วม

1.1ประเมินระดับน้ำ: ห้ามลุยถ้าน้ำสูงเกินดุมล้อ
สำหรับรถเก๋ง และรถยนต์ไฟฟ้าทุกชนิด สังเกตจากรถคันหน้าหรือฟุตบาท ถ้าระดับน้ำสูงเกิน ครึ่งล้อรถหรือดุมล้อ ไม่ควรขับลุยต่อ ให้หาทางเลี่ยงทันที
สำหรับรถปิกอัพ หรือรถเครื่องยนต์ดีเซล สามารถลุยระดับน้ำสูงประมาณ 60-80 ซม. ได้ขึ้นกับว่ารถของคุณยกสูงหรือไม่เพียงใด จุดสังเกตุคือ ขับได้เท่าที่ระดับของปลายท่อของกรองอากาศขาเข้าติดตั้งอยู่


1.2 ปิดแอร์ทันที
ป้องกันความเสียหายของพัดลมบริเวณหม้อน้ำ

1.3 ใช้เกียร์ต่ำ และรักษาความเร็วต่ำ
• รถเกียร์ธรรมดา: ใช้เกียร์ 1 หรือ 2
• รถเกียร์ออโต้: ใช้เกียร์ L หรือ D1 หรือ B
ขับด้วยความเร็วต่ำและสม่ำเสมอ รักษาระดับรอบเครื่องยนต์ให้คงที่


1.4 เหยียบเบรกเป็นระยะ
เมื่อขับพ้นพื้นที่น้ำท่วมแล้ว ให้แตะเบรกเบาๆ สั้นๆ หลายๆ ครั้ง เพื่อขับไล่น้ำและความชื่นออกจากระบบเบรก

1.5 รถยนต์ไฟฟ้าสามารถลุยหรือแช่น้ำท่วมได้ 30 นาที
ด้วยมาตรฐานการผลิตแบตเตอรี่ของรถยนต์ไฟฟ้าทุกคันจะผ่านมาตรฐานการป้องกันน้ำ IP67 โดย ตัวเลขตัวแรก 6 คือ ป้องกันฝุ่นและสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ตัวแบตเตอรี่ได้สมบูรณ์แบบ และ ตัวเลขตัวที่สอง 7 คือ ป้องกันความเสียหายจากการแช่น้ำในความลึกสูงสุด 1 เมตร นานไม่เกิน 30 นาที ถ้าเกินจะมีความเสี่ยงได้รับความเสียหายได้




2. ถ้าเครื่องยนต์ดับกลางน้ำท่วม


• ห้าม บิดกุญแจสตาร์ทรถใหม่เด็ดขาด: การติดเครื่องยนต์ขณะน้ำเข้าท่อไอดีจะทำให้เครื่องยนต์พังเสียหายหนักขึ้น

• ปิดระบบไฟฟ้าทั้งหมด: ปิดไฟหน้า และสวิตช์อุปกรณ์ไฟฟ้าในรถ


• ตั้งสติและออกจากตัวรถ: หากระดับน้ำภายนอกเริ่มสูงขึ้น ให้ปลดล็อกประตูและออกจากรถไปอยู่ในที่ปลอดภัย แล้วโทรเรียกบริการช่วยเหลือฉุกเฉินหรือรถลาก





3. กรณีรถจอดจมน้ำท่วมแล้ว


• ห้าม บิดกุญแจสตาร์ทรถเด็ดขาด

• ถอดขั้วแบตเตอรี่ออก: (ขั้วลบก่อน) เพื่อตัดระบบไฟ ไม่ให้เกิดการลัดวงจร


• ถ่ายภาพความเสียหาย: ถ่ายรูปทั้งภายนอกและภายในรถไว้เป็นหลักฐานสำหรับเคลมประกันภัย


• ติดต่อประกันภัย/เรียกรถสไลด์: ส่งรถเข้าศูนย์บริการหรืออู่ช่างเพื่อตรวจสอบและไล่น้ำออกจากระบบเครื่องยนต์และระบบไฟก่อนใช้งาน



3.1 ขั้นตอนการเคลมประกันภัย


3.1.1ถ่ายภาพหลักฐานไว้ให้ได้มากที่สุด
o ถ่ายภาพตัวรถในขณะที่จอดจมน้ำ โดยให้เห็นระดับน้ำอย่างชัดเจน
o ถ่ายภาพความเสียหายภายนอกและภายในตัวรถ (เช่น ระดับคราบน้ำที่เบาะ คอนโซล หรือห้องเครื่อง)
o ระบุวัน เวลา และสถานที่เกิดเหตุไว้เป็นหลักฐาน

3.1.2 ห้ามสตาร์ทรถเด็ดขาด
o หากเครื่องยนต์ดับเพราะน้ำท่วมหรือจอดจมน้ำ การสตาร์ทเครื่องยนต์อาจทำให้เกิด น้ำเข้าห้องเผาไหม้จนชิ้นส่วนพัง ประกันภัยอาจพิจารณาว่าเกิดจากความประมาทจงใจของผู้ขับขี่และปฏิเสธชดใช้ส่วนนั้นได้

3.1.3 โทรแจ้งบริษัทประกันภัยทันที
แจ้งสถานที่เกิดเหตุและขอรับ ใบเคลม (ใบรับแจ้งความเสียหาย)
ร้องขอ บริการรถสไลด์ / รถยก ของบริษัทประกันเพื่อลากรถไปยังศูนย์บริการหรืออู่ในเครือ (ไม่ควรใช้วิธีลากจูงแบบให้ล้อหมุนหากระบบไฟหรือเบรกขัดข้อง)

3.1.4 ประสานงานส่งรถเข้าศูนย์หรืออู่คู่สัญญา
ยื่นเอกสาร: ใบเคลม, สำเนากรมธรรม์, สำเนาทะเบียนรถ, และสำเนาใบขับขี่
ร่วมกับเจ้าหน้าที่ประกันและช่างประเมินความเสียหาย


การตรวจเช็กรถหลังน้ำท่วมเบื้องต้นด้วยตัวเอง


กรณีลุยน้ำท่วมมารถยังใช้งานได้


1. เช็คระบบเบรก หาน้ำยาไล่ความชื้นมาฉีดที่ชิ้นส่วนบริเวณเบรก

2. เช็คว่ามีน้ำเข้ามาถึงในห้องโดยสารหรือไม่ เพราะรถทุกคันจะมีรูระบายน้ำ หากมีน้ำเข้ามาให้ถอดพรมออกมาทำความสะอาดทันที

3. เช็คภายในห้องเครื่องยนต์หรือมอเตอร์ขับเคลื่อนดูว่ามีชิ้นส่วนใดได้รับความเสียหายหรือหลุดบ้าง

4. ตรวจดูความเสียหายรอบคัน ถ้ามีให้ถ่ายรูปไว้แล้วโทรแจ้งบริษัทฯ ประกันภัย(ถ้ามีประกันภัย)

5. ตรวจดูแผ่นป้ายทะเบียนว่ายังอยู่หรือไม่ ถ้าหลุดหายให้รีบไปแจ้งความและขอออกป้ายใหม่