ผลสำรวจตลาดชี้ ราคา คือปัจจัยในการตัดสินใจเลือกซื้อรถยนต์ไฟฟ้า ส่วนภายนอกและภายในรองลงมา โดย 64% จะเลือกซื้อแบรนด์เดิม ซึ่งแบรนด์ญี่ปุ่นครองใจลูกค้ามากที่สุด

นายศิรส สาตราภัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดิฟเฟอเรนเชียล ประจำประเทศไทย กล่าวว่า “จากการสำรวจกลุ่มผู้ใช้งานรถยนต์ตัวอย่างกว่า 2600 ราย พบว่า อันดับแรกของเหตุผลในการตัดสินใจเลือกซื้อรถยนต์ไฟฟ้า(EV) ของคนไทย คือ ราคาและโปรโมชัน
ขณะที่รองลงมาคือ การออกแบบภายนอก ตามด้วย การออกแบบภายใน และ เทคโนโลยี ส่วนเรื่องของ รักษ์โลก เป็นเหตุผลลำดับรองสุดท้ายจากเหตุผลทั้งหมดของกลุ่มสำรวจ สำหรับความตั้งใจที่จะซื้อรถแบรนด์เดิมมีการเปลี่ยนแปลงจาก 46% ในปี 2567 ลดลงเหลือ 36% ในปี 2568 และกลับเพิ่มสูงขึ้นเป็น 64% ในปี 2569

“การแข่งขันรอบต่อไปจึงไม่ได้อยู่ที่การดึงลูกค้าออกจากแบรนด์เดิมเท่านั้น แต่อยู่ที่การทำให้ลูกค้าเชื่อมั่นว่าแบรนด์จะดูแลเขาได้ตลอดอายุการใช้งาน และช่วยให้เขาเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะกับชีวิตจริงได้ แบรนด์ที่อธิบายเรื่องยากให้เข้าใจง่าย สร้างประสบการณ์บริการที่สม่ำเสมอ และรักษามูลค่าของรถได้ จะมีโอกาสเปลี่ยนความชัดเจนในวันนี้ให้เป็นความภักดีในระยะยาว” นายศิรส กล่าว

ทั้งนี้ แบรนด์ญี่ปุ่นยังคงรักษาฐานความภักดีของลูกค้าไว้ได้แข็งแกร่งที่สุดโดยมีเจ้าของรถถึง 69% ตั้งใจจะซื้อรถแบรนด์เดิมซ้ำ ตามมาด้วยแบรนด์อเมริกันที่ 60% และแบรนด์จีนที่ 46% แม้ว่าแบรนด์จีนจะมีตัวเลขการซื้อซ้ำสูงขึ้นจากปีก่อน แต่ยังมีกลุ่มที่ไม่แน่ใจสูงถึง 44% และมีผู้ตั้งใจเปลี่ยนแบรนด์อีก 11%
สำหรับรถคันต่อไปนั้น เจ้าของรถ 34% ยังเลือกรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) อีก 32% เลือกรถไฮบริด หรือปลั๊กอินไฮบริด และ 13% เลือกรถไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV)

นายศิรส สาตราภัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดิฟเฟอเรนเชียล ประจำประเทศไทย กล่าวว่า “จากการสำรวจกลุ่มผู้ใช้งานรถยนต์ตัวอย่างกว่า 2600 ราย พบว่า อันดับแรกของเหตุผลในการตัดสินใจเลือกซื้อรถยนต์ไฟฟ้า(EV) ของคนไทย คือ ราคาและโปรโมชัน
ขณะที่รองลงมาคือ การออกแบบภายนอก ตามด้วย การออกแบบภายใน และ เทคโนโลยี ส่วนเรื่องของ รักษ์โลก เป็นเหตุผลลำดับรองสุดท้ายจากเหตุผลทั้งหมดของกลุ่มสำรวจ สำหรับความตั้งใจที่จะซื้อรถแบรนด์เดิมมีการเปลี่ยนแปลงจาก 46% ในปี 2567 ลดลงเหลือ 36% ในปี 2568 และกลับเพิ่มสูงขึ้นเป็น 64% ในปี 2569
“การแข่งขันรอบต่อไปจึงไม่ได้อยู่ที่การดึงลูกค้าออกจากแบรนด์เดิมเท่านั้น แต่อยู่ที่การทำให้ลูกค้าเชื่อมั่นว่าแบรนด์จะดูแลเขาได้ตลอดอายุการใช้งาน และช่วยให้เขาเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะกับชีวิตจริงได้ แบรนด์ที่อธิบายเรื่องยากให้เข้าใจง่าย สร้างประสบการณ์บริการที่สม่ำเสมอ และรักษามูลค่าของรถได้ จะมีโอกาสเปลี่ยนความชัดเจนในวันนี้ให้เป็นความภักดีในระยะยาว” นายศิรส กล่าว
ทั้งนี้ แบรนด์ญี่ปุ่นยังคงรักษาฐานความภักดีของลูกค้าไว้ได้แข็งแกร่งที่สุดโดยมีเจ้าของรถถึง 69% ตั้งใจจะซื้อรถแบรนด์เดิมซ้ำ ตามมาด้วยแบรนด์อเมริกันที่ 60% และแบรนด์จีนที่ 46% แม้ว่าแบรนด์จีนจะมีตัวเลขการซื้อซ้ำสูงขึ้นจากปีก่อน แต่ยังมีกลุ่มที่ไม่แน่ใจสูงถึง 44% และมีผู้ตั้งใจเปลี่ยนแบรนด์อีก 11%
สำหรับรถคันต่อไปนั้น เจ้าของรถ 34% ยังเลือกรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) อีก 32% เลือกรถไฮบริด หรือปลั๊กอินไฮบริด และ 13% เลือกรถไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV)


