BYD กำลังพึ่งพาตลาดต่างประเทศมากขึ้น โดยในช่วง ครึ่งแรกของปี 2026 รายได้ 53% ของบริษัทมาจากนอกประเทศจีน เป็นครั้งแรกที่สัดส่วนรายได้ต่างประเทศมากกว่าตลาดบ้านเกิด ท่ามกลางยอดขายในจีนที่ลดลง
BYD มีรายได้จากต่างประเทศ 181.3 พันล้านหยวน หรือประมาณ 8.3 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 34% จากปีก่อน ขณะที่รายได้ในจีนลดลง 31% สะท้อนความแตกต่างระหว่างสองตลาดที่ชัดเจนขึ้น
ยอดขายต่างประเทศโต แต่ตลาดจีนลดลง
ช่วงครึ่งแรกของปี BYD ขายรถนอกจีนได้ 792,256 คัน เพิ่มขึ้น 70.6% จากปีก่อน และการเติบโตยังต่อเนื่องถึงเดือนสิงหาคม ซึ่งยอดขายต่างประเทศทำสถิติใหม่ที่ประมาณ 190,000 คัน เพิ่มขึ้น 134% จากปีก่อน
ในทางกลับกัน ยอดจดทะเบียนรถแบรนด์ BYD ในจีนช่วงครึ่งปีแรกอยู่ที่ 795,169 คัน ลดลง 45.9% แม้แบรนด์อื่นในเครืออย่าง Fang Cheng Bao จะเติบโต แต่ยังไม่เพียงพอชดเชยการลดลงของแบรนด์หลัก
ต่างประเทศทำกำไรได้ดีกว่า
ตลาดต่างประเทศไม่ได้ช่วยเฉพาะด้านยอดขาย แต่ยังมี อัตรากำไรขั้นต้น 22% เพิ่มขึ้น 1.9 จุดเปอร์เซ็นต์จากปีก่อน และมีส่วนช่วยให้อัตรากำไรขั้นต้นรวมของ BYD เพิ่มจาก 18.01% เป็น 18.85%
อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการรวมครึ่งปีแรกยังลดลง โดย BYD มีรายได้ 344.8 พันล้านหยวน หรือประมาณ 1.58 ล้านล้านบาท ลดลง 7.1% และมีกำไรสุทธิ 12.3 พันล้านหยวน หรือประมาณ 5.6 หมื่นล้านบาท ลดลง 20.5%
ครึ่งปีหลังเริ่มกลับมาเติบโต
ช่วงเดือนกรกฎาคม–สิงหาคม BYD Group ขายรถทั่วโลกได้รวม 844,456 คัน เพิ่มขึ้น 18.5% จากปีก่อน โดยรถไฟฟ้า BEV เพิ่มขึ้น 29.6% ส่วน PHEV เพิ่มขึ้น 6%
ตลาดต่างประเทศยังขยายตัวต่อเนื่อง โดยยอดขายนอกจีนของ BYD เพิ่มจากเพียง 50,021 คันในปี 2022 เป็นมากกว่า 1.04 ล้านคันในปี 2025 และเพียง 8 เดือนแรกของปี 2026 ก็เพิ่มเป็น 1,161,563 คัน แซงยอดทั้งปี 2025 ไปแล้ว
BYD ยังเดินหน้าขยายตลาดและฐานการผลิตนอกจีน ทั้งใน ยุโรป เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และลาตินอเมริกา โดยมีโรงงานหรือโครงการผลิตในหลายประเทศ เช่น บราซิล ฮังการี และตุรกี การที่รายได้ต่างประเทศขึ้นมามีสัดส่วน 53% จึงเกิดขึ้นพร้อมกับการขยายธุรกิจนอกจีนที่ต่อเนื่อง ขณะที่ตลาดในประเทศยังอยู่ในช่วงชะลอตัว


