ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีกระแสข่าวที่สำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ที่ได้รับความสนใจอย่างยิ่งทั้งจากปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในที่เกี่ยวเนื่องกันโดยตรง เริ่มต้นด้วยรัฐมนตรีของอินโดนีเซียประกาศพร้อมให้สิทธิประโยชน์เต็มรูปแบบแก่โตโยต้า โดยมีเงื่อนไขคือย้ายฐานการผลิตหลักจากประเทศไทยไปไว้ที่อินโดนีเซียแทน

ขณะเดียวกันรัฐมนตรีของประเทศไทย ได้ประกาศทิศทางของนโยบายการสนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้าใหม่ และจะมีการปรับโครงสร้างอัตราภาษีให้อีกด้วย พร้อมกับมีข้อเรียกร้องของทางภาคเอกชนและค่ายรถยนต์ที่ถือว่าเป็น ผู้รับผลกระทบโดยตรงจากนโยบายของรัฐบาลในฐานะนักลงทุนที่ปักหมุดให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิต โดยผู้บริหารของ 2 ค่ายรถยนต์ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในงานแถลงข่าวสรุปใจความสำคัญได้ดังนี้

นายศุภกร รัตนวราหะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ให้สัมภาษณ์ใจความสำคัญว่า อยากให้มีการปรับโครงสร้างการจัดเก็บภาษีอย่างเป็นธรรมและเท่าเทียมกันระหว่างรถนำเข้าจากต่างประเทศกับรถที่นำชิ้นส่วนเข้ามาประกอบภายในประเทศ
ทั้งนี้ การจัดเก็บภาษีที่ต่ำเกินไปทำให้รายได้จากภาษีลดน้อยลง โดยเฉพาะภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้า โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้าจากประเทศจีน เสียภาษีอากรนำเข้าในอัตรา 0% และมาเสียภาษีสรรพสามิตในอัตราต่ำอีก ทำให้ประเทศไทยสูญเสียรายได้จากการจัดเก็บภาษีเป็นจำนวนมาก ขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์ในประเทศไทย เสียภาษีสรรพสามิตในอัตราที่สูงกว่า
ปัจจุบัน โตโยต้าขายรถยนต์ในประเทศไทยปีละประมาณ 260,000 คัน เสียภาษีสรรพสามิตปีละประมาณ 20,000 ล้านบาท ขณะที่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า ยอดขายประมาณ 120,000 คัน จัดเก็บภาษีได้ประมาณ 10,000 ล้านบาท ซึ่งราว 70% เป็นการนำเข้าจากต่างประเทศ
ความเห็นของผู้เขียน เนื้อหาดังกล่าว หมายความว่า รัฐจัดเก็บภาษีได้เท่าๆ กัน ทั้งที่ในความเป็นจริง ภาครัฐควรจะต้องได้รับภาษีจากผู้ประกอบการรถนำเข้ามากกว่า หรืออีกนัยหนึ่ง ใครจะอยากมาลงทุนตั้งโรงงานประกอบรถยนต์ในประเทศไทย ถ้าหากการนำเข้าเสียภาษีเท่ากับการตั้งโรงงานที่ต้องใช้เงินสูงกว่ามาก ฉะนั้นจึงไม่มีเหตุจูงใจให้ต้องลงทุนแต่อย่างใด ดังนั้น ควรปรับปรุงโครงสร้างภาษีใหม่ทั้งระบบ

ขณะที่ นายโคจิ อิวานามิ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงเรื่องของการปรับโครงสร้างภาษีนำเข้าให้มีความเท่าเทียมกัน เพื่อลดความได้เปรียบเสียเปรียบ ซึ่งรถนำเข้าจากญี่ปุ่น เสียภาษี 80% และ 20% หากเป็นรถยนต์ไฟฟ้า จึงอยากให้รัฐบาลมีการทบทวนโครงสร้างภาษีนำเข้าใหม่ ซึ่งฮอนด้ามีรถยนต์หลากหลายโมเดลที่พร้อมจะทำตลาดในประเทศไทย แต่ติดเรื่องของภาษีที่สูงทำให้ทำราคาแข่งขันได้ยาก
ซึ่งฮอนด้ามีโรงงานประกอบรถยนต์ในประเทศไทย ปัจจุบันผลิตอยู่ที่ประมาณ 110,000 คัน โดยผลิต 6 รุ่น และจะเพิ่มการผลิตเป็น 8 รุ่น กำลังการผลิตที่ 150,000 คันต่อปี ซึ่งถือว่าเต็มขีดความสามารถของโรงงานแล้ว ดังนั้นจึงอยากให้รัฐปรับโครงสร้างภาษีใหม่
กล่าวโดยสรุปคือ ทั้งโตโยต้าและฮอนด้า ต่างอยากให้ภาครัฐของไทย เร่งปรับโครงสร้างภาษีทั้งภาษีอากรนำเข้าและภาษีสรรพสามิตเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและเท่าเทียมกัน ลดความได้เปรียบเสียเปรียบ ซึ่งงานนี้ต้องวัดใจรัฐบาลไทยว่าจะตัดสินใจต่อประเด็นนี้อย่างไร โดยเบื้องต้นได้มีการโยนหินถามทางประกาศมาแล้วว่า มีการศึกษาเรื่องการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตและเงื่อนไขต่างๆ แต่ผลลัพธ์จะออกมาอย่างไรนั้น คงต้องรอลุ้นกัน
ขณะเดียวกันรัฐมนตรีของประเทศไทย ได้ประกาศทิศทางของนโยบายการสนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้าใหม่ และจะมีการปรับโครงสร้างอัตราภาษีให้อีกด้วย พร้อมกับมีข้อเรียกร้องของทางภาคเอกชนและค่ายรถยนต์ที่ถือว่าเป็น ผู้รับผลกระทบโดยตรงจากนโยบายของรัฐบาลในฐานะนักลงทุนที่ปักหมุดให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิต โดยผู้บริหารของ 2 ค่ายรถยนต์ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในงานแถลงข่าวสรุปใจความสำคัญได้ดังนี้
นายศุภกร รัตนวราหะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ให้สัมภาษณ์ใจความสำคัญว่า อยากให้มีการปรับโครงสร้างการจัดเก็บภาษีอย่างเป็นธรรมและเท่าเทียมกันระหว่างรถนำเข้าจากต่างประเทศกับรถที่นำชิ้นส่วนเข้ามาประกอบภายในประเทศ
ทั้งนี้ การจัดเก็บภาษีที่ต่ำเกินไปทำให้รายได้จากภาษีลดน้อยลง โดยเฉพาะภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้า โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้าจากประเทศจีน เสียภาษีอากรนำเข้าในอัตรา 0% และมาเสียภาษีสรรพสามิตในอัตราต่ำอีก ทำให้ประเทศไทยสูญเสียรายได้จากการจัดเก็บภาษีเป็นจำนวนมาก ขณะที่ผู้ผลิตรถยนต์ในประเทศไทย เสียภาษีสรรพสามิตในอัตราที่สูงกว่า
ปัจจุบัน โตโยต้าขายรถยนต์ในประเทศไทยปีละประมาณ 260,000 คัน เสียภาษีสรรพสามิตปีละประมาณ 20,000 ล้านบาท ขณะที่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า ยอดขายประมาณ 120,000 คัน จัดเก็บภาษีได้ประมาณ 10,000 ล้านบาท ซึ่งราว 70% เป็นการนำเข้าจากต่างประเทศ
ความเห็นของผู้เขียน เนื้อหาดังกล่าว หมายความว่า รัฐจัดเก็บภาษีได้เท่าๆ กัน ทั้งที่ในความเป็นจริง ภาครัฐควรจะต้องได้รับภาษีจากผู้ประกอบการรถนำเข้ามากกว่า หรืออีกนัยหนึ่ง ใครจะอยากมาลงทุนตั้งโรงงานประกอบรถยนต์ในประเทศไทย ถ้าหากการนำเข้าเสียภาษีเท่ากับการตั้งโรงงานที่ต้องใช้เงินสูงกว่ามาก ฉะนั้นจึงไม่มีเหตุจูงใจให้ต้องลงทุนแต่อย่างใด ดังนั้น ควรปรับปรุงโครงสร้างภาษีใหม่ทั้งระบบ
ขณะที่ นายโคจิ อิวานามิ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงเรื่องของการปรับโครงสร้างภาษีนำเข้าให้มีความเท่าเทียมกัน เพื่อลดความได้เปรียบเสียเปรียบ ซึ่งรถนำเข้าจากญี่ปุ่น เสียภาษี 80% และ 20% หากเป็นรถยนต์ไฟฟ้า จึงอยากให้รัฐบาลมีการทบทวนโครงสร้างภาษีนำเข้าใหม่ ซึ่งฮอนด้ามีรถยนต์หลากหลายโมเดลที่พร้อมจะทำตลาดในประเทศไทย แต่ติดเรื่องของภาษีที่สูงทำให้ทำราคาแข่งขันได้ยาก
ซึ่งฮอนด้ามีโรงงานประกอบรถยนต์ในประเทศไทย ปัจจุบันผลิตอยู่ที่ประมาณ 110,000 คัน โดยผลิต 6 รุ่น และจะเพิ่มการผลิตเป็น 8 รุ่น กำลังการผลิตที่ 150,000 คันต่อปี ซึ่งถือว่าเต็มขีดความสามารถของโรงงานแล้ว ดังนั้นจึงอยากให้รัฐปรับโครงสร้างภาษีใหม่
กล่าวโดยสรุปคือ ทั้งโตโยต้าและฮอนด้า ต่างอยากให้ภาครัฐของไทย เร่งปรับโครงสร้างภาษีทั้งภาษีอากรนำเข้าและภาษีสรรพสามิตเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและเท่าเทียมกัน ลดความได้เปรียบเสียเปรียบ ซึ่งงานนี้ต้องวัดใจรัฐบาลไทยว่าจะตัดสินใจต่อประเด็นนี้อย่างไร โดยเบื้องต้นได้มีการโยนหินถามทางประกาศมาแล้วว่า มีการศึกษาเรื่องการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตและเงื่อนไขต่างๆ แต่ผลลัพธ์จะออกมาอย่างไรนั้น คงต้องรอลุ้นกัน


