xs
xsm
sm
md
lg

โตโยต้า ย้ายฐานการผลิต แค่คิดก็ผิดแล้ว

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

จากกระแสข่าวอินโดนีเซียประกาศดึงการลงทุนจากโตโยต้า ให้ย้ายฐานการผลิตจากไทยไปอยู่ที่อินโดนีเซีย โดย ปูร์บายา ยูดี เซเดวา รัฐมนตรีคลังของอินโดนีเซีย กล่าวว่า "เราจะสนับสนุนโตโยต้า แต่ขอให้ย้ายฐานการผลิตหลักจากไทยมายังอินโดนีเซีย ผมจะมอบแรงจูงใจทุกอย่างไม่ว่าอะไรที่คุณต้องการ” โดยในข่าวยังระบุอีกว่า ไม่ใช่แค่โรงงานประกอบรถยนต์เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงเครือข่ายผู้ผลิตชิ้นส่วนในวงกว้างที่อินโดเนียเซียอยากได้


ประเด็นสำคัญของข่าวนี้คือ การที่อินโดนีเซียออกมาประกาศดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า อินโดนีเซีย กำลังต้องการมีบทบาทมากขึ้นในอุตสาหกรรมยานยนต์ระดับโลกและต้องการลดสถานะของไทยไปด้วยในตัว ซึ่งหากมองในมุมกลับกัน อุตสาหกรรมยานยนต์อินโดนีเซียกำลังมาเข้าสู่ภาวะวิกฤตหรือไม่ อย่างไร

ทั้งนี้ หากวิเคราะห์ให้ลึกลงไปอีก มีโอกาสแค่ไหนที่โตโยต้า จะย้ายฐานการผลิตจากไทยไปอินโดนีเซีย หรือเป็นเพียงแค่ คำกล่าวเพื่อป้องกันมิให้ โตโยต้า ปิดฐานการผลิตเช่นเดียวกับที่ นิสสัน มอเตอร์ เคยปิดโรงงานและย้ายฐานการผลิตมาเมืองไทย
ประเด็นแรกมาดูอุตสาหกรรมยานยนต์ของอินโดนีเซียก่อน ล่าสุดตัวเลขสิ้นสุดปีปฏิทิน 2025 อยู่อันดับ 15 ของโลก มียอดการผลิตรถยนต์ราว 1,147,600 คัน อ้างอิงข้อมูลจาก International Organization of Motor Vehicle Manufacturers โดยประเทศไทยอยู่อันดับ 11 มียอดการผลิต 1,455,569 คัน

รถยนต์ที่ขายดีที่สุดในประเทศอินโดนีเซียคือ รถประเภท MPV และ SUV ขนาดเล็ก แบบ 6-7 ที่นั่ง โดยมีสัดส่วนการจำหน่ายมากกว่า 60% ของตลาดรวมที่มียอดขายในประเทศของปี 2025 จำนวน 803,687 คัน ครองอันดับ 2 ของตลาดรถยนต์ในอาเซียน โดยไทยอยู่อันดับที่ 3 มียอดขายของปี 2025 ที่ 621,166 คัน ตามการรายงานของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

สำหรับแบรนด์ที่จำหน่ายได้มากที่สุดของอินโดนีเซียคือ โตโยต้าและไดฮัทสุ ครองส่วนแบ่งการตลาดราว 40% ขายได้ 250,431 คัน และ 130,677 คัน ตามลำดับ


หากมองในภาพรวมของตัวเลขยอดขาย ถือว่าตลาดของอินโดนีเซียมีขนาดใหญ่กว่าและมีประชากรมากกว่า จึงไม่น่าแปลกใจที่อินโดนีเซีย อยากให้โตโยต้า ย้ายฐานการผลิตมาที่อินโดนีเซีย แต่ดูให้ลึกลงไปถึงประเภทของรถยนต์จะพบว่า ตลาดรถยนต์อินโดนีเซีย ขายได้เฉพาะรถที่เป็นเอนกประสงค์แบบ 7 ที่นั่งขนาดเล็กที่มีราคาถูกเป็นหลัก จึงเป็นข้อจำกัดสำคัญในการเป็นฐานการผลิตสำหรับตลาดโลก ฉะนั้นหากต้องการผลิตเพื่อป้อนตลาดอื่นๆ ทั่วโลกด้วยประเทศไทยมีความหลากหลายของประเภทรถยนต์มากกว่า

ส่วนภาพรวมของอุตสาหกรรมยานยนต์อินโดนีเซีย ถือว่ามีขนาดเล็กกว่าประเทศไทย ยอดการผลิตน้อยกว่า และการแข่งขันสูงมาก ด้วยแบรนด์ต่างๆ ที่ทยอยเข้าไปทำตลาดแต่สุดท้ายไปไม่รอด เช่น นิสสัน ที่มีการปิดโรงงานและย้ายฐานการผลิตมาอยู่ที่ประเทศไทยแทน รวมถึง เชฟโรเลต ของ เจเนอรัล มอเตอร์ส ที่ปิดโรงงานไปก่อนหน้า (เคยนำเข้า Chevrolet Spin จากอินโดนีเซียมาจำหน่ายในประเทศไทย)


ทั้งนี้เป็นที่ทราบกันดีในหมู่ผู้ใช้งานของแบรนด์ต่างๆ ว่า คุณภาพการประกอบรถยนต์จากอินโดนีเซียในอดีตเป็นอย่างไร ซึ่งขออนุญาตละไว้ในฐานที่เข้าใจ


ดังนั้น หากอินโดนีเซียต้องการรักษาฐานการผลิตของอุตสาหกรรมยานยนต์เอาไว้ จำเป็นต้องเอาใจเจ้าตลาด แต่สิ่งนี้อาจจะกลายเป็นดาบสองคมที่ย้อนกลับเข้าตัวได้ เพราะหากรัฐบาลเลือกเอาใจแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง แบรนด์อื่นๆ คงต้องโบกมือลา เพราะหากเกิดการค้าที่ไม่เท่าเทียม คงไม่มีแบรนด์ใดอยากเสียเปรียบแน่นอน


ประเด็นต่อมา ความเป็นไปได้ของโตโยต้า ที่จะย้ายฐานการผลิตจากประเทศไทย ไปยังประเทศอินโดนีเซีย แค่เขียนประโยคนี้ ก็แทบจะใช้คำว่า “เป็นไปไม่ได้เลย” ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

ประการแรก โตโยต้า ลงทุนในประเทศไทยมาอย่างยาวนานกว่า 60 ปี มูลค่าการลงทุนนับหลายแสนล้านบาท มีโรงงานประกอบรถยนต์ถึง 3 แห่ง และมีเครือข่ายผู้ผลิตชิ้นส่วน (Supply Chain) แบบครบวงจร โดยข้อมูลอย่างไม่เป็นทางการ โตโยต้าใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศไทย สำหรับการประกอบรถยนต์มากกว่า 90% ในหลายรุ่น รวมถึงบางรุ่นประกอบและส่งกลับไปขายยังประเทศญี่ปุ่นด้วย เช่น ไฮลักซ์ รีโว่ และ แลนด์ครุยเซอร์ เอฟเจ

ซึ่งหากนับมูลค่าการลงทุนทั้งองคาพยพจะอยู่ในหลัก “ล้านล้านบาท” และหากจะย้ายต้องลงทุนอีกเท่าไหร่ มองอย่างไรก็ไม่คุ้มค่า ในการย้าย


ประการที่สอง โตโยต้า ครองส่วนแบ่งทางการตลาดอันดับ 1 ของยอดขายรถยนต์ในประเทศไทยมาอย่างยาวนานกว่า 30 ปี สร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้าชาวไทยเป็นอันดับต้นๆ มาโดยตลอด ดังนั้น หากโตโยต้า ย้ายฐานการผลิต ย่อมส่งผลกระทบเชิงลบต่อลูกค้าชาวไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งไม่คุ้มค่าด้วยประการทั้งปวง


ประการที่สาม ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ ด้วยตลาดรถยนต์ของไทยที่มีทั้งรถยนต์นั่งและรถกระบะ ครองส่วนแบ่งทางการตลาดในสัดส่วนใกล้เคียงกันมาโดยตลอด ทำให้ในมุมของการผลิตจะครอบคลุมและมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า โดยเฉพาะไทยเป็นฐานการผลิตรถกระบะขนาด 1 ตัน อันดับ 1 ของโลก ทั้งผลิตขายในประเทศและส่งออก คุ้มค่าต้นทุนการผลิตมากที่สุด ย้ายไปเพื่อให้ต้นทุนสูงขึ้น คงไม่มีผู้ผลิตรายใดเลือกทำอย่างแน่นอน


กล่าวโดยสรุป ไม่ว่าจะมองมุมไหน การย้ายฐานการผลิตของโตโยต้าจากประเทศไทยไปอินโดนีเซีย มีแต่ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและไม่สร้างความได้เปรียบใดๆ ในเชิงธุรกิจต่อโตโยต้าเลย