หลังจากที่ BYD และ Rever Automotive จัดภารกิจพิสูจน์ความประหยัดในเส้นทางรถติดขั้นสุดกลางกรุงเทพฯ ด้วยระยะทางราว 50 กม. ใช้เวลาขับ 4 ชั่วโมง ดังที่เราได้เคยรายงานผลการขับขี่ไปแล้ว คราวนี้ จึงได้จัดภารกิจใหม่ เป็นการพิสูจน์ระยะทางวิ่งไกลสุดได้กี่กิโลเมตร ด้วยเส้นทาง เชียงใหม่-ภูเก็ต

เราตอบรับเข้าร่วมภารกิจนี้ ด้วยเหตุผลอยากทราบถึงขีดสุดของสมรรถนะ ในด้านความประหยัดว่าจะสามารถทำได้เท่าไหร่ โดยตัวเลขเคลมของโรงงานระบุระยะทาง 1,200 กม. ต่อการชาร์จเต็มและน้ำมันเต็มถัง แน่นอนว่าการขับขี่จะมีทั้งส่วนที่เป็นปกติและเป็นการขับแบบเน้นความประหยัด ซึ่งเรื่องราวนับจากบรรทัดนี้คือ ความลับ ของการขับอย่างไรถึงได้ระยะทาง 1,847 กม.
รถของเราประกอบไปด้วยสมาชิก 3 ท่านคือ ผู้เขียน, พี่หนึ่ง จากสื่อสากล และ พี่ฉ่าง จากไทยรัฐออนไลน์ โดยการขับจะแบ่งเป็น 2 วัน ออกจากเชียงใหม่ แวะพักค้างคืนที่ ราชบุรีแล้วรุ่งขึ้นขับไปต่อถึงภูเก็ต และมีรถอีกหนึ่งคันขับทำภารกิจไปกับเราด้วย อุณหภูมิในห้องโดยสารปรับไว้ที่ 25 องศาตลอดการเดินทาง ปรับค่า SOC ไว้ที่ 50%
ช่วงแรก เราเป็นผู้ขับ การขับขึ้นเขา ขึ้นเนินเป็นส่วนใหญ่ เราขับไปจนถึงจังหวัดตาก ความเร็วที่ใช้ในช่วงนี้ อยู่ที่ 50-70 กม./ชม. จังหวะขึ้นเขาจะอยู่ราว 40-50 กม./ชม. เทคนิคสำคัญคือการเดินคันเร่งที่เบาและคงที่มากๆ ช่วง 100 กว่ากม.แรก เป็นการขับด้วยไฟฟ้าล้วน เครื่องยนต์ยังไม่ติดขึ้นมา จนกระทั่งแบตเตอรี่ลงมาถึง 39% เนื่องจากเรากดโหมด EV เอาไว้ หลังจากปรับโหมดเป็น HEV เครื่องยนต์ติดขึ้นมาเพื่อชาร์จไฟ ไม่ได้ขับเคลื่อน

หลักการทำงานของระบบ DM-I ของ BYD จะมีความคล้ายคลึงกับระบบ ไฮบริดของ e-HEV ของฮอนด้า กล่าวคือ ใช้มอเตอร์ขับเคลื่อนเป็นหลัก ถ้ามีไฟในแบตเตอรี่ระบบจะใช้งานมอเตอร์ขับเคลื่อนก่อนเสมอ จังหวะความเร็วต่ำถึงปานกลาง เครื่องยนต์จะติดขึ้นมาเพื่อปั่นไฟ ส่วนถ้าเร่งแซงหรือใช้ความเร็วสูง เครื่องยนต์จะขับเคลื่อนพร้อมกับมอเตอร์ และเมื่อชะลอรถจะชาร์จไฟกลับ
หลังจากนั้นสลับกันขับกับผู้ร่วมทีม ซึ่งการขับช่วงนี้เจอฝนตกหนักเกือบตลอดทาง มีการแวะพักทุก 2-3 ชั่วโมง สุดท้ายถึงที่พักที่ราชบุรี 01.45 น. หลังจากเดินทางมากว่า 17 ชั่วโมง ออกเดินทางตอน 08.30 น. โดยเราได้ตกลงออกเดินทางกันอีกครั้งเวลา 06.00 น. เรียกว่ามีเวลาพักเพียง 3-4 ชั่วโมงเท่านั้น และได้ตกลงกันว่าเราจะใช้ความเร็วเพิ่มขึ้น

ช่วงที่สอง จากราชบุรีมุ่งหน้าภูเก็ต ขับมาก็เจอรถติดหนักราวครึ่งชั่วโมงจากอุบัติเหตุกีดขวางการจราจร ทำให้ความเร็วที่ตกลงกันว่าจะขับ 70-80 กม./ชม. จึงต้องเพิ่มเป็น 70-90 กม./ชม. ซึ่งหลังพักกินข้าวผู้เขียนได้กลับมาขับอีกครั้ง เส้นทางช่วงชุมพรถึงภูเก็ตเป็นการขึ้นลงเนินแทบจะตลอดทาง เรารู้ได้อย่างไร?
คำตอบคือ การทำงานของเครื่องยนต์ เป็นตัวบอกได้อย่างชัดเจน ด้วยตัวเลขกำลังที่เพิ่มขึ้นหากต้องการรักษาความเร็วให้ได้ ตลอดการขับที่ผ่านมาผู้เขียนสังเกตุการทำงานและจับตาดูเงื่อนไขการใช้พลังงาน ทำให้พบว่า ที่ความเร็วระหว่าง 70-80 กม./ชม.คือ ช่วงที่ Sealion 5 DM-I ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากที่สุด ใช้พลังงานไม่ต่างกันกับความเร็ว 40-50 กม./ชม. แต่ได้ผลลัพธ์เรื่องความเร็วและเครื่องยนต์ติดน้อย

หัวใจสำคัญของความประหยัดคือ มอเตอร์ขับเคลื่อนที่ทำงานอย่างลงตัวกับเครื่องยนต์ที่ติดขึ้นมาเพื่อปั่นไฟเท่านั้น และในช่วงถนน Southern Seaboard เราเจอฝนตกหนักตลอดทางความเร็วที่ใช้จึงอยู่ระหว่าง 50-70 กม./ชม. ช่วงนี้จะกินพลังงานมากที่สุด เพราะเจอทั้งลมและน้ำฝน เหมือนคนวิ่งในน้ำและมีลมต้านนั่นเอง
เราขับมาถึงที่พักที่ภูเก็ตอันเป็นจุดหมายปลายทางด้วยตัวเลข 1,615 กม. และไฟเตือนน้ำมันขึ้นก่อนเข้าภูเก็ตเล็กน้อย ด้วยเวลาการขับตั้งแต่ 06.00-23.00 น. แต่ยังไม่จบเพียงเท่านี้ เพราะเราต้องนำรถออกไปขับอีกครั้งเพื่อให้น้ำมันหมด แต่ด้วยความเหนื่อยล้าของผู้เขียนที่ขับมา 10 ชั่วโมงแล้ว พี่หนึ่งจึงรับหน้าที่ในการขับเผาน้ำในช่วงสุดท้าย

ผลลัพธ์ที่ได้คือ ตัวเลข 1,847 กม. กว่าที่น้ำมันจะหมดและแบตเตอรี่เหลือ 4% รถหยุด ไม่อาจจะไปต่อได้ สิ่งที่น่าสังเกตุคือ ช่วงที่ขับเผาน้ำมันนั้นพี่หนึ่งขับคนเดียวและบอกว่า ความเร็วที่ใช้มีทั้ง 70-90 กม./ชม. และเมื่อเวลาผ่านไปถึง 03.00 น. ของอีกวัน พี่หนึ่งเร่งความเร็วมาอยู่ที่ระดับ 100+ กม./ชม. บางช่วงถึง 120 กม./ชม. ในระยะทาง 100 กม.สุดท้าย กว่าที่ไฟฟ้าจะหมด (น้ำมันหมดก่อน พลังงานไฟฟ้าที่เราตั้ง SOC 50% เอาไว้เพื่อใช้ตอนสุดท้ายนี้)
สุดท้ายไฟมาหมดที่เวลา 04.35 น. เรียกว่า ขับช่วงสุดท้ายกว่าจะขับให้หมดจนรถหยุดได้ ต้องใช้เวลาและระยะทางมากกว่า 200 กม. หลังจากที่ไฟเตือนเติมน้ำมันติดขึ้นมา ส่วนหนึ่งจะมาจากสภาพของถนนในภูเก็ตที่เป็นภูเขาทำให้ทุกครั้งที่ลงเนินไฟจะชาร์จกลับเข้ามาด้วย ดังนั้นจึงอาจจะได้ระยะทางมากกว่าการขับทางเรียบ

สรุปตัวเลขทั้งหมด
ระยะทางวิ่ง 1,847 กม.
ระยะเวลาที่ใช้บนรถ+แวะพัก(ไม่รวมการนอน) 42 ชั่วโมง
ความเร็วเฉลี่ย 51 กม./ชม.
น้ำมันใช้ไป 54.9 ลิตร แก๊สโซฮอล์95

ประเด็นสำคัญที่สุดของการเดินทางในคราวนี้ หลายคนมองว่าเป็นเรื่องตัวเลขระยะทาง แต่สำหรับเรา ยกให้ “เบาะนั่ง” เพราะเราใช้เวลาอยู่กับรถมากกว่า 40 ชั่วโมง เดินทางกันยาวๆ ขนาดนี้ มีความเหนื่อยล้าแน่นอนแต่ไม่เกิดการปวดหลังหรือกล้ามเนื้อเกร็งแต่อย่างใด และหลับได้สบายตลอดทาง Sealion 5 DM-I คันนี้ประกอบในไทยด้วย




เราตอบรับเข้าร่วมภารกิจนี้ ด้วยเหตุผลอยากทราบถึงขีดสุดของสมรรถนะ ในด้านความประหยัดว่าจะสามารถทำได้เท่าไหร่ โดยตัวเลขเคลมของโรงงานระบุระยะทาง 1,200 กม. ต่อการชาร์จเต็มและน้ำมันเต็มถัง แน่นอนว่าการขับขี่จะมีทั้งส่วนที่เป็นปกติและเป็นการขับแบบเน้นความประหยัด ซึ่งเรื่องราวนับจากบรรทัดนี้คือ ความลับ ของการขับอย่างไรถึงได้ระยะทาง 1,847 กม.
รถของเราประกอบไปด้วยสมาชิก 3 ท่านคือ ผู้เขียน, พี่หนึ่ง จากสื่อสากล และ พี่ฉ่าง จากไทยรัฐออนไลน์ โดยการขับจะแบ่งเป็น 2 วัน ออกจากเชียงใหม่ แวะพักค้างคืนที่ ราชบุรีแล้วรุ่งขึ้นขับไปต่อถึงภูเก็ต และมีรถอีกหนึ่งคันขับทำภารกิจไปกับเราด้วย อุณหภูมิในห้องโดยสารปรับไว้ที่ 25 องศาตลอดการเดินทาง ปรับค่า SOC ไว้ที่ 50%
ช่วงแรก เราเป็นผู้ขับ การขับขึ้นเขา ขึ้นเนินเป็นส่วนใหญ่ เราขับไปจนถึงจังหวัดตาก ความเร็วที่ใช้ในช่วงนี้ อยู่ที่ 50-70 กม./ชม. จังหวะขึ้นเขาจะอยู่ราว 40-50 กม./ชม. เทคนิคสำคัญคือการเดินคันเร่งที่เบาและคงที่มากๆ ช่วง 100 กว่ากม.แรก เป็นการขับด้วยไฟฟ้าล้วน เครื่องยนต์ยังไม่ติดขึ้นมา จนกระทั่งแบตเตอรี่ลงมาถึง 39% เนื่องจากเรากดโหมด EV เอาไว้ หลังจากปรับโหมดเป็น HEV เครื่องยนต์ติดขึ้นมาเพื่อชาร์จไฟ ไม่ได้ขับเคลื่อน
หลักการทำงานของระบบ DM-I ของ BYD จะมีความคล้ายคลึงกับระบบ ไฮบริดของ e-HEV ของฮอนด้า กล่าวคือ ใช้มอเตอร์ขับเคลื่อนเป็นหลัก ถ้ามีไฟในแบตเตอรี่ระบบจะใช้งานมอเตอร์ขับเคลื่อนก่อนเสมอ จังหวะความเร็วต่ำถึงปานกลาง เครื่องยนต์จะติดขึ้นมาเพื่อปั่นไฟ ส่วนถ้าเร่งแซงหรือใช้ความเร็วสูง เครื่องยนต์จะขับเคลื่อนพร้อมกับมอเตอร์ และเมื่อชะลอรถจะชาร์จไฟกลับ
หลังจากนั้นสลับกันขับกับผู้ร่วมทีม ซึ่งการขับช่วงนี้เจอฝนตกหนักเกือบตลอดทาง มีการแวะพักทุก 2-3 ชั่วโมง สุดท้ายถึงที่พักที่ราชบุรี 01.45 น. หลังจากเดินทางมากว่า 17 ชั่วโมง ออกเดินทางตอน 08.30 น. โดยเราได้ตกลงออกเดินทางกันอีกครั้งเวลา 06.00 น. เรียกว่ามีเวลาพักเพียง 3-4 ชั่วโมงเท่านั้น และได้ตกลงกันว่าเราจะใช้ความเร็วเพิ่มขึ้น
ช่วงที่สอง จากราชบุรีมุ่งหน้าภูเก็ต ขับมาก็เจอรถติดหนักราวครึ่งชั่วโมงจากอุบัติเหตุกีดขวางการจราจร ทำให้ความเร็วที่ตกลงกันว่าจะขับ 70-80 กม./ชม. จึงต้องเพิ่มเป็น 70-90 กม./ชม. ซึ่งหลังพักกินข้าวผู้เขียนได้กลับมาขับอีกครั้ง เส้นทางช่วงชุมพรถึงภูเก็ตเป็นการขึ้นลงเนินแทบจะตลอดทาง เรารู้ได้อย่างไร?
คำตอบคือ การทำงานของเครื่องยนต์ เป็นตัวบอกได้อย่างชัดเจน ด้วยตัวเลขกำลังที่เพิ่มขึ้นหากต้องการรักษาความเร็วให้ได้ ตลอดการขับที่ผ่านมาผู้เขียนสังเกตุการทำงานและจับตาดูเงื่อนไขการใช้พลังงาน ทำให้พบว่า ที่ความเร็วระหว่าง 70-80 กม./ชม.คือ ช่วงที่ Sealion 5 DM-I ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากที่สุด ใช้พลังงานไม่ต่างกันกับความเร็ว 40-50 กม./ชม. แต่ได้ผลลัพธ์เรื่องความเร็วและเครื่องยนต์ติดน้อย
หัวใจสำคัญของความประหยัดคือ มอเตอร์ขับเคลื่อนที่ทำงานอย่างลงตัวกับเครื่องยนต์ที่ติดขึ้นมาเพื่อปั่นไฟเท่านั้น และในช่วงถนน Southern Seaboard เราเจอฝนตกหนักตลอดทางความเร็วที่ใช้จึงอยู่ระหว่าง 50-70 กม./ชม. ช่วงนี้จะกินพลังงานมากที่สุด เพราะเจอทั้งลมและน้ำฝน เหมือนคนวิ่งในน้ำและมีลมต้านนั่นเอง
เราขับมาถึงที่พักที่ภูเก็ตอันเป็นจุดหมายปลายทางด้วยตัวเลข 1,615 กม. และไฟเตือนน้ำมันขึ้นก่อนเข้าภูเก็ตเล็กน้อย ด้วยเวลาการขับตั้งแต่ 06.00-23.00 น. แต่ยังไม่จบเพียงเท่านี้ เพราะเราต้องนำรถออกไปขับอีกครั้งเพื่อให้น้ำมันหมด แต่ด้วยความเหนื่อยล้าของผู้เขียนที่ขับมา 10 ชั่วโมงแล้ว พี่หนึ่งจึงรับหน้าที่ในการขับเผาน้ำในช่วงสุดท้าย
ผลลัพธ์ที่ได้คือ ตัวเลข 1,847 กม. กว่าที่น้ำมันจะหมดและแบตเตอรี่เหลือ 4% รถหยุด ไม่อาจจะไปต่อได้ สิ่งที่น่าสังเกตุคือ ช่วงที่ขับเผาน้ำมันนั้นพี่หนึ่งขับคนเดียวและบอกว่า ความเร็วที่ใช้มีทั้ง 70-90 กม./ชม. และเมื่อเวลาผ่านไปถึง 03.00 น. ของอีกวัน พี่หนึ่งเร่งความเร็วมาอยู่ที่ระดับ 100+ กม./ชม. บางช่วงถึง 120 กม./ชม. ในระยะทาง 100 กม.สุดท้าย กว่าที่ไฟฟ้าจะหมด (น้ำมันหมดก่อน พลังงานไฟฟ้าที่เราตั้ง SOC 50% เอาไว้เพื่อใช้ตอนสุดท้ายนี้)
สุดท้ายไฟมาหมดที่เวลา 04.35 น. เรียกว่า ขับช่วงสุดท้ายกว่าจะขับให้หมดจนรถหยุดได้ ต้องใช้เวลาและระยะทางมากกว่า 200 กม. หลังจากที่ไฟเตือนเติมน้ำมันติดขึ้นมา ส่วนหนึ่งจะมาจากสภาพของถนนในภูเก็ตที่เป็นภูเขาทำให้ทุกครั้งที่ลงเนินไฟจะชาร์จกลับเข้ามาด้วย ดังนั้นจึงอาจจะได้ระยะทางมากกว่าการขับทางเรียบ
สรุปตัวเลขทั้งหมด
ระยะทางวิ่ง 1,847 กม.
ระยะเวลาที่ใช้บนรถ+แวะพัก(ไม่รวมการนอน) 42 ชั่วโมง
ความเร็วเฉลี่ย 51 กม./ชม.
น้ำมันใช้ไป 54.9 ลิตร แก๊สโซฮอล์95
ประเด็นสำคัญที่สุดของการเดินทางในคราวนี้ หลายคนมองว่าเป็นเรื่องตัวเลขระยะทาง แต่สำหรับเรา ยกให้ “เบาะนั่ง” เพราะเราใช้เวลาอยู่กับรถมากกว่า 40 ชั่วโมง เดินทางกันยาวๆ ขนาดนี้ มีความเหนื่อยล้าแน่นอนแต่ไม่เกิดการปวดหลังหรือกล้ามเนื้อเกร็งแต่อย่างใด และหลับได้สบายตลอดทาง Sealion 5 DM-I คันนี้ประกอบในไทยด้วย


