BYD เปิดตัว Dolphin G DM-i รถแฮทช์แบ็กปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) รุ่นใหม่ ที่บริษัทระบุว่าเป็น “รถคันแรกที่พัฒนาขึ้นเพื่อตลาดต่างประเทศโดยเฉพาะ” ไม่ใช่รถที่สร้างเพื่อจีนก่อนแล้วค่อยนำไปขายทั่วโลกเหมือนที่ผ่านมา
รถรุ่นนี้ถูกเปิดตัวเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม และเตรียมเริ่มวางขายในยุโรปภายในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า โดย BYD ต้องการใช้ Dolphin G เป็นหนึ่งในโมเดลสำคัญสำหรับเร่งการเติบโตในตลาดนอกจีน
BYD กำลังเร่งบุกตลาดต่างประเทศ
ช่วงที่ผ่านมา BYD ขยายตลาดต่างประเทศอย่างหนัก และกลายเป็นหนึ่งในแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าที่เติบโตเร็วในหลายประเทศ
รายงานระบุว่า ในไตรมาสแรกของปีนี้ BYD มียอดขายรถ EV สูงกว่า Tesla, Kia และหลายแบรนด์ในบางตลาด เช่น สหราชอาณาจักรและออสเตรเลีย
ขณะเดียวกัน ตลาดจีนกำลังเผชิญการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ BYD และแบรนด์จีนหลายรายเริ่มมองตลาดต่างประเทศเป็นพื้นที่เติบโตใหม่
จุดเด่นสำคัญ คือ วิ่งไกลกว่า 1,000 กม.
Dolphin G ใช้ระบบปลั๊กอินไฮบริด DM-i หรือ “Super Hybrid” ของ BYD ซึ่งบริษัทระบุว่าสามารถวิ่งได้ไกลรวมมากกว่า 1,000 กิโลเมตร ต่อการชาร์จไฟและเติมน้ำมันเต็มหนึ่งครั้ง ตามมาตรฐาน WLTP
ระบบนี้ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเป็นตัวขับหลัก ส่วนเครื่องยนต์ 1.5 ลิตรจะช่วยสร้างไฟฟ้าเพิ่มระยะทางวิ่ง ทำให้รถสามารถขับด้วยไฟฟ้าได้มากขึ้น และลดการใช้น้ำมันในการใช้งานประจำวัน
BYD ระบุว่า รถรุ่นนี้จะมีแบตเตอรี่ LFP ให้เลือก 2 ขนาด คือ 7.8 kWh และ 18 kWh
สร้างจุดต่างด้วยระบบ PHEV
Dolphin G เป็นรถแฮทช์แบ็กขนาดเล็ก ความยาวประมาณ 4.16 เมตร ใกล้เคียงกับรถอย่าง Toyota Yaris และ Volkswagen Polo
แต่จุดต่างคือ รถกลุ่มนี้ในยุโรปส่วนใหญ่ยังใช้ระบบไฮบริดทั่วไป ขณะที่ Dolphin G ใช้ระบบ PHEV แบบเสียบปลั๊กได้ ซึ่งช่วยให้วิ่งด้วยไฟฟ้าได้มากกว่า
Stella Li รองประธานบริหารของ BYD กล่าวว่า ตลาดรถยนต์กลุ่ม B-segment ถือเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของบริษัท และ Dolphin G ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อรวม “ระยะทางวิ่ง เทคโนโลยีไฮบริด และฟีเจอร์ดิจิทัล” ไว้ในรถขนาดกะทัดรัดที่เข้าถึงง่ายขึ้น
ราคาเริ่มอาจต่ำกว่าล้าน
แม้ BYD ยังไม่ประกาศราคาทางการ แต่รายงานจาก Autocar คาดว่า Dolphin G จะมีราคาเริ่มต้นประมาณ 20,000 ปอนด์ หรือราว 8–9 แสนบาท หากเป็นไปตามนี้ Dolphin G อาจเป็นรถปลั๊กอินไฮบริดขนาดเล็กที่มีราคาค่อนข้างเข้าถึงง่ายในตลาดยุโรป
BYD เตรียมเริ่มวางขายในยุโรปภายในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า และจะเริ่มส่งมอบล็อตแรกภายในช่วงปลายฤดูร้อนนี้
อีกด้านหนึ่ง Dolphin G ยังสะท้อนว่า BYD กำลังขยายไลน์รถสำหรับตลาดต่างประเทศมากขึ้น ไม่ได้เน้นเฉพาะ SUV หรือรถ EV ล้วนเหมือนที่ผ่านมา
โอกาสเข้ามาในตลาดไทย
หากมองจากทิศทางของ BYD ในไทยที่ผ่านมา Dolphin G ถือเป็นรถที่มีโอกาสเข้ามาทำตลาดค่อนข้างสูง เพราะ BYD Thailand กำลังขยายไลน์รถทั้ง EV และ PHEV อย่างต่อเนื่อง ประกอบกับรถรุ่นนี้ถูกพัฒนาสำหรับตลาดต่างประเทศโดยเฉพาะ
อย่างไรก็ตาม หากเข้ามาจริง รถลักษณะนี้อาจต้องเจอกับการแข่งขันค่อนข้างหนัก เพราะผู้บริโภคไทยยังนิยม SUV และ รถ EV ล้วน มากกว่า โดยเฉพาะในระดับราคาประมาณ 8–9 แสนบาท ที่ผู้ซื้อจำนวนมากมักขยับไปเลือกรถ SUV มากกว่าแฮทช์แบ็กขนาดเล็ก
แต่หาก BYD สามารถตั้งราคาได้แข่งขันจริง พร้อมชูจุดเด่นเรื่อง ความประหยัด และ ระยะทางวิ่งรวมที่ยาวโดยไม่ต้องกังวลเรื่องสถานีชาร์จ รถลักษณะนี้ก็อาจได้รับความสนใจจากคนเมือง หรือผู้ใช้ที่ยังไม่พร้อมเปลี่ยนไปใช้ EV ล้วนเต็มรูปแบบ โดยอาจถูกวางเป็นทางเลือกสำหรับการใช้งานในเมืองมากกว่าจะเป็นรุ่นทำยอดหลักแบบ Atto 3 หรือ Sealion ในช่วงแรก
ที่มา: Electrek / BYD


