Xpeng กำลังได้รับกระแสตอบรับแรงในจีน หลัง SUV รุ่นใหม่อย่าง Xpeng GX มียอดสั่งจองจำนวนมาก จนรุ่นท็อปบางรุ่นต้องรอส่งมอบนานสูงสุดถึง 29 สัปดาห์ หรือประมาณ 7 เดือน
ข้อมูลจากแอปของ Xpeng ระบุว่า รุ่นที่มีระยะเวลารอนานที่สุดคือ GX Ultra รุ่นขับเคลื่อนไฟฟ้าล้วน (BEV) ซึ่งเป็นรุ่นสเปกสูงสุดของรถ ขณะที่รุ่นย่อยอื่นยังมีรถพร้อมส่งมอบมากกว่า โดยบางรุ่นรอเพียง 5–7 สัปดาห์เท่านั้น
Xpeng เปิดตัว GX อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยมีทั้งรุ่นรถไฟฟ้าล้วน (BEV) และรุ่นไฟฟ้าขยายระยะทาง (EREV) ที่มีเครื่องยนต์ช่วยเพิ่มระยะทางวิ่ง
จุดสำคัญของ GX คือ Xpeng พยายามวางรถรุ่นนี้ให้เป็น SUV สำหรับครอบครัวยุคใหม่ ที่ไม่ได้ขายแค่ “ความเป็นรถไฟฟ้า” แต่ขายเรื่อง “ความฉลาดของรถ” มากขึ้น ตัวรถเป็น SUV ขนาดใหญ่แบบ 6 ที่นั่ง พร้อมระบบช่วยขับรุ่นใหม่ ห้องโดยสารอัจฉริยะ และชิป AI ที่บริษัทพัฒนาเอง
จุดเด่นของรุ่น Ultra อยู่ที่ “เทคโนโลยี”
ฟีเจอร์เด่นของรุ่น Ultra ได้แก่:
- ระบบบังคับเลี้ยวไฟฟ้าแบบ steer-by-wire
- กระจกปรับลดแสงอัตโนมัติด้วย AI
- แบตเตอรี่ขนาด 110 kWh
- ชิป AI Turing สูงสุด 3 ตัว
ราคา คืออีกเหตุผลที่ทำให้ GX ถูกจับตามอง
Xpeng เปิดราคา GX รุ่นเริ่มต้นที่ 269,800 หยวน หรือประมาณ 1.35 ล้านบาท ซึ่งต่ำกว่าราคาพรีเซลล์เดิมที่เคยประกาศไว้มาก
ส่วนรุ่น Ultra เรือธงมีราคาเริ่มต้น 359,800 หยวน และลดช่วงเปิดตัวเหลือประมาณ 349,800 หยวน หรือราว 1.75 ล้านบาท
เมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง Tesla Model Y, Li Auto หรือ Huawei Aito หลายฝ่ายมองว่า Xpeng พยายามสร้างจุดต่างด้วยการให้เทคโนโลยีและฟีเจอร์ที่ดู “จัดเต็มกว่า” ในราคาที่ยังแข่งขันได้
สิ่งที่น่าสนใจคือ กว่า 80% ของยอดสั่งซื้อ 24,863 คัน ในช่วง 12 ชั่วโมงแรก เป็นรุ่น Ultra ซึ่งเป็นรุ่นแพงที่สุดนั่นสะท้อนว่า ผู้บริโภคจีนเริ่มไม่ได้เลือกซื้อรถจาก “ราคา” หรือ “แรงม้า” อย่างเดียวอีกต่อไป แต่เริ่มมองเรื่องซอฟต์แวร์ AI ระบบช่วยขับ และประสบการณ์ใช้งานภายในรถมากขึ้น
สำหรับ Xpeng ข่าวนี้ถือเป็นสัญญาณสำคัญ เพราะบริษัทกำลังพยายามขยับจากแบรนด์ EV ตลาดแมส ไปสู่แบรนด์รถยนต์เทคโนโลยีพรีเมียมมากขึ้น ผ่านรถรุ่นอย่าง GX ที่เน้นทั้งความหรูหรา เทคโนโลยี และระบบช่วยขับขั้นสูง
ด้าน Deutsche Bank มองว่า GX มีศักยภาพสูงจากทั้งขนาดตัวรถ เทคโนโลยี และการตั้งราคา โดยคาดว่ารถรุ่นนี้อาจทำยอดขายได้ถึงประมาณ 5,000 คันต่อเดือน
สะท้อนให้เห็นว่า ตลาด EV จีนกำลังเข้าสู่การแข่งขันยุคใหม่ ที่ไม่ได้แข่งกันแค่ “ใครทำรถไฟฟ้าได้ถูกกว่า” แต่กำลังแข่งกันว่า “ใครทำรถให้ฉลาดกว่า ใช้งานดีกว่า และให้ประสบการณ์ที่ดีกว่า” มากขึ้นเรื่อย ๆ
อ้างอิง: Xpeng / Weibo / Deutsche Bank
ที่มา: CnEVPost


