BYD เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับระบบช่วยขับอัจฉริยะของบริษัท ผ่านการนำเสนอเทคโนโลยีในประเทศจีน โดยระบุว่า ระบบสามารถช่วยลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุรุนแรงได้เหลือเพียงประมาณ 1 ใน 6 เมื่อเทียบกับรถที่ไม่มีระบบช่วยขับ หลังมีการใช้งานจริงในรถมากกว่า 3 ล้านคัน
BYD ระบุว่า ปัจจุบันระบบช่วยขับของบริษัทมีระยะทางการใช้งานสะสมรวมมากกว่า 440 ล้านกิโลเมตรต่อวัน ซึ่งช่วยให้บริษัทสามารถเก็บข้อมูลการขับขี่จากสถานการณ์จริงจำนวนมหาศาล เพื่อนำไปพัฒนา AI และระบบความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง
ระบบช่วยขับของ BYD ครอบคลุมฟีเจอร์สำคัญหลายด้าน เช่น:
- ระบบช่วยขับบนทางด่วน
- ระบบช่วยขับในเมือง
- ระบบช่วยเบรกอัตโนมัติ (AEB)
- ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ
- ระบบช่วยรักษาช่องทางเดินรถ
BYD ระบุว่า เป้าหมายหลักของระบบช่วยขับไม่ใช่แค่เพิ่มความสะดวกในการขับรถ แต่คือการช่วยลดอุบัติเหตุและเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งานจริง โดยเฉพาะอุบัติเหตุรุนแรงที่อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บหนักหรือเสียชีวิต
สิ่งที่น่าสนใจคือ ก่อนหน้านี้ BYD มักถูกมองว่าเป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่งด้าน “แบตเตอรี่” และ “รถ EV ราคาคุ้มค่า” แต่ตอนนี้บริษัทกำลังเร่งลงทุนด้าน AI และระบบช่วยขับมากขึ้น เพื่อแข่งขันกับผู้เล่นรายอื่นในตลาดจีน เช่น Huawei, Xpeng, Li Auto และ Tesla ซึ่งต่างกำลังเร่งพัฒนาเทคโนโลยีช่วยขับขั้นสูงเช่นกัน
อีกจุดสำคัญคือ การมีรถใช้งานจริงจำนวนมาก ทำให้ BYD สามารถเก็บข้อมูลการขับขี่จากถนนจริงได้มหาศาล ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาระบบขับขี่อัตโนมัติในอนาคต เพราะ AI จำเป็นต้องเรียนรู้จากพฤติกรรมและสถานการณ์จริงจำนวนมาก เพื่อเพิ่มความแม่นยำและความปลอดภัย
แม้ระบบช่วยขับในปัจจุบันยังต้องมีผู้ขับคอยจับพวงมาลัยและดูแลสถานการณ์ตลอดเวลา แต่ความเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนว่า การแข่งขันของตลาดรถยนต์ยุคใหม่กำลังเปลี่ยนจากการแข่งขันด้าน “แรงม้า” หรือ “ระยะทางวิ่ง” ไปสู่การแข่งขันด้าน AI ความปลอดภัย และซอฟต์แวร์มากขึ้นเรื่อย ๆ
ท้ายที่สุด BYD กำลังพยายามส่งสัญญาณว่า บริษัทไม่ได้ต้องการเป็นแค่ผู้ผลิตรถ EV ราคาคุ้มค่าอีกต่อไป แต่กำลังขยับไปสู่การเป็นบริษัทเทคโนโลยียานยนต์เต็มรูปแบบมากขึ้น
อ้างอิง: CarNewsChina / ข้อมูลจาก BYD China


