Mercedes-AMG GT 4-Door Coupé สปอร์ตคูเป้ 4 ประตู ขุมพลังไฟฟ้า 3 มอเตอร์ กำลังสูงสุด 1,169 แรงม้า แรงจัดด้วยอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. เพียง 2.1 วินาที พร้อมโหมด AMGFORCE S+ สำหรับคนรักเสียงเครื่องยนต์ V8 โดยเฉพาะ
Mercedes-AMG GT 4-Door Coupé ใหม่ เป็นรถสปอร์ต 4 ประตูขับเคลื่อนไฟฟ้า 100% รุ่นแรกที่พัฒนาบนแพล็ตฟอร์ม AMG.EA (AMG Electric Architecture) ต่อยอดมาจาก CONCEPT AMG GT XX ที่เคยทำสถิติวิ่งระยะทางกว่า 40,000 กม. ภายในเวลา 7 วัน 13 ชั่วโมงที่สนาม Nardò มาใช้ในรถโปรดักชัน เน้นจุดขายด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า Axial Flux Motor และนวัตกรรมแบตเตอรี่ 800 โวลต์
ในช่วงเริ่มต้นของการเปิดรับจองมีทั้งสิ้น 2 รุ่นย่อย ได้แก่ Mercedes-AMG GT 63 4-Door Coupé 4MATIC+ และ Mercedes-AMG GT 55 4-Door Coupé 4MATIC+ พร้อมระบุว่าจะมีราคาจำหน่ายใกล้เคียงกับรุ่นก่อนหน้า
Mercedes-AMG GT 4-Door Coupé ติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้า Axial Flux จำนวน 3 ตัว (ด้านหลัง 2 ตัว และด้านหน้า 1 ตัว) พัฒนาโดย YASA บริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านมอเตอร์ไฟฟ้าจากประเทศอังกฤษ ซึ่งอยู่ภายใต้การบริหารของ Mercedes‑Benz AG ตั้งแต่ปี 2564 โดยมอเตอร์ดังกล่าวมีจุดเด่นที่ขนาดกะทัดรัด เพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดวางตำแหน่งระบบขับเคลื่อน รวมถึงมีแรงบิดที่สูงกว่ามอเตอร์ทั่วไป
รุ่น GT 63 4-Door Coupé 4MATIC+ สามารถสร้างกำลังสูงสุดได้มากถึง 1,169 แรงม้า (860 กิโลวัตต์) เมื่อเปิดใช้งานระบบ AMG Launch Control สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ในเวลา 2.1 วินาที และ 0-200 กม./ชม. ในเวลา 6.4 วินาที ความเร็วสูงสุดจำกัดไว้ที่ 300 กม./ชม. เมื่อติดตั้งแพ็กเกจ Driver's Package ขณะที่รุ่น GT 55 4-Door Coupé 4MATIC+ มีกำลังสูงสุดอยู่ที่ 816 แรงม้า (600 กิโลวัตต์)
มอเตอร์ไฟฟ้าทั้งหมดจะถูกรวมเข้ากับชุดขับเคลื่อนไฟฟ้าสมรรถนะสูงเรียกว่า HP.EDU (High-Performance Electric Drive Unit) โดยชุด HP.EDU ที่เพลาหลังจะรวมมอเตอร์สองตัวเข้ากับเกียร์ Planetary Gearbox หล่อเย็นด้วยระบบน้ำมัน และใช้อินเวอร์เตอร์ที่ทำจากวัสดุซิลิคอนคาร์ไบด์ (SiC) แบบระบายความร้อนด้วยน้ำจำนวน 2 ชุด ซึ่งมอเตอร์ชุดหลังนี้สามารถทำรอบหมุนได้สูงสุดมากกว่า 13,000 รอบต่อนาที
ขณะที่ชุด HP.EDU ที่เพลาหน้าจะมีมอเตอร์ 1 ตัว ทำหน้าที่เป็น Booster Motor พ่วงเกียร์เฟืองตรง (Spur-gear) ระบบล็อกจอด และอินเวอร์เตอร์ซิลิคอนคาร์ไบด์ สามารถทำรอบหมุนได้สูงกว่า 15,000 รอบต่อนาที โดยมีระบบ Disconnect Unit (DCU) ทำหน้าที่ตัดการเชื่อมต่อมอเตอร์เพลาหน้าโดยอัตโนมัติภายในเวลาเพียงเสี้ยววินาทีเมื่อขับขี่ด้วยความเร็วต่ำเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้า
ทั้งสองรุ่นติดตั้งแบตเตอรี่ AMG HP.EB (AMG High Performance Electric Battery) ซึ่งเป็นระบบลิเธียมไอออนแรงดัน 800 โวลต์ พร้อมระบบระบายความร้อนด้วยสารหล่อเย็นที่เป็นน้ำมันซึ่งไม่นำไฟฟ้า ไหลผ่านตัวเซลล์ทรงกระบอกทุกเซลล์โดยตรงเพื่อควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมอย่างสม่ำเสมอ รองรับการชาร์จไฟ DC สูงสุด 600 กิโลวัตต์ ชาร์จจาก 10-80% ในเวลาต่ำสุด 11 นาที หรือชาร์จ 10 นาที เพิ่มระยะทางสูงสุด 460 กม. (WLTP)
นอกจากนี้ ระบบชาร์จยังสามารถสลับแรงดันการทำงานลงมาที่ 400 โวลต์ได้ในกรณีที่สถานีชาร์จมีข้อจำกัด และรองรับหัวชาร์จมาตรฐานหลัก 5 รูปแบบทั่วโลก ได้แก่ CCS2, GB/T, CHAdeMO, CCS1 และ NACS
ภายนอกเน้นหลักอากาศพลศาสตร์ด้วยระบบ AEROKINETICS เป็นครั้งแรก ประกอบด้วย AEROKINETICS Venturi Flow ซึ่งมีลักษณะเป็นแผ่นจัดระเบียบกระแสลมใต้ท้องรถ ช่วยสร้างดาวน์ฟอร์ซเพื่อเพิ่มการยึดเกาะถนน ตามด้วย AEROKINETICS Rear Spoiler สปอยเลอร์หลังทำงานอัตโนมัติที่ความเร็ว 80 กม./ชม. ขึ้นไป และ AEROKINETICS Airpanel เปิด-ปิดช่องรับลมด้านหน้าเพื่อระบายความร้อนให้กับระบบเบรก
ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ AMG Performance 4MATIC+ แยกการควบคุมระหว่างมอเตอร์แต่ละตัวอย่างเป็นอิสระ สามารถแปรผันการกระจายแรงบิดระหว่างเพลาหน้าและเพลาหลัง รวมถึงมีระบบควบคุมแรงบิดขณะเข้าโค้ง Torque Vectoring)ระหว่างล้อหลังทั้งสองฝั่งอย่างต่อเนื่องตามสภาวะการยึดเกาะ
ระบบช่วงล่างถุงลม AMG ACTIVE RIDE CONTROL มาพร้อมระบบป้องกันการโคลงตัวแบบ Semi-active roll stabilisation ชุดโช้กอัปปรับความหนืดได้ทั้งช่วงยืดและช่วงยุบ เชื่อมต่อกันด้วยระบบไฮดรอลิกส์แทนที่เหล็กกันโคลงแบบกลไกทั่วไป ทำงานร่วมกับถังสำรองแรงดันขนาด 8.2 ลิตร รวมถึงมีระบบเลี้ยวล้อหลังแบบแอ็กทิฟ (Active rear-axle steering) ปรับองศาล้อหลังได้สูงสุด 6 องศา
Mercedes-AMG GT 4-Door Coupé มีโหมดการขับขี่ AMG DYNAMIC SELECT 7 รูปแบบ ได้แก่ Comfort, Sport, AMGFORCE Sport+, RACE, Slippery, Individual และโหมด Eco ที่เพิ่มเข้ามาเป็นครั้งแรกเพื่อเน้นการประหยัดพลังงานสูงสุดด้วยการปรับระบบให้ขับเคลื่อนด้วยล้อหลังเพียงอย่างเดียว
ในโหมด AMGFORCE Sport+ จะเป็นโหมดสปอร์ตแบบพิเศษที่เปิดระบบจำลองเสียงเครื่องยนต์ V8 ร่วมกับการจำลองความรู้สึกตัดต่อกำลังของระบบเกียร์ อีกทั้งยังมีฟังก์ชันพิเศษที่ผู้ขับขี่สามารถดึงแป้นเปลี่ยนเกียร์ทั้งสองฝั่งพร้อมกันเพื่อบูสต์เพิ่มกำลังสูงสุดชั่วคราว โดยเพิ่มกำลังได้สูงสุดอีก 110 กิโลวัตต์ในรุ่น GT 63 และ 50 กิโลวัตต์ในรุ่น GT 55
รูปลักษณ์ภายนอกถูกออกแบบให้มีสัดส่วนแบบ Fastback พร้อมพาวเวอร์โดมเหนือฝากระโปรงหน้า กระจังหน้าสไตล์ AMG มาพร้อมซี่แนวตั้งและระบบไฟส่องสว่างเป็นออปชันเสริม ติดตั้งชุดไฟหน้าและไฟท้ายทรงกลม 6 ดวง ส่องสว่างเป็นรูปดาวสามแฉก ติดตั้งล้ออัลลอยหรือล้อฟอร์จขนาดตั้งแต่ 19 ถึง 21 นิ้ว โดยล้อขนาด 21 นิ้ว ที่ออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์สามารถเพิ่มระยะทางวิ่งสูงสุดถึง 14 กม. (WLTP)
ห้องโดยสารเน้นความสปอร์ตด้วยตำแหน่งเบาะนั่งต่ำ สามารถเลือกออปชันเป็นเบาะ AMG Performance ที่มีน้ำหนักเบาเป็นพิเศษ ด้านหลังติดตั้งเบาะนั่งแยก 2 ที่นั่งเป็นมาตรฐาน สามารถเปลี่ยนเป็นเบาะแบบยาว 3 ที่นั่งได้ ขณะที่หน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่มีขนาด 10.2 นิ้ว และจอกลางขนาด 14 นิ้ว ทำมุมเอียงเข้าหาผู้ขับขี่ รวมถึงมีหน้าจอสำหรับผู้โดยสารขนาด 14 นิ้วแยกต่างหาก
ระบบอินโฟเทนเมนท์ MBUX ทำงานบนระบบปฏิบัติการ MB.OS (Mercedes-Benz Operating System) รองรับฟังก์ชัน AMG Performance Menu สามารถแสดงข้อมูลสถานะตัวรถแบบเรียลไทม์, AMG Set-Up และระบบ AMG TRACK PACE สำหรับบันทึกข้อมูลการขับขี่ในสนามแข่ง ทำงานร่วมกับเทคโนโลยี Augmented Reality และระบบ Predictive Performance Manager (PPM) ในการคำนวณและบริหารการใช้พลังงานไฟฟ้าให้เหมาะสมกับภูมิประเทศของสนามแข่ง
ตัวรถติดตั้งหลังคากระจก SKY CONTROL ที่สามารถสลับความทึบ-ใสของกระจกแยกส่วน โดยในตอนกลางคืนหลังคาสามารถเปิดระบบไฟจำลองเป็นรูปตราสัญลักษณ์ AMG และลวดลายแถบสปอร์ตเรซซิ่งสไตล์มอเตอร์สปอร์ตได้
ทั้งนี้ Mercedes-AMG GT 4-Door Coupé จะถูกประกอบที่โรงงานซินเดลฟิงเกน (Sindelfingen) ประเทศเยอรมนี ตั้งแต่ช่วงฤดูร้อนปีนี้เป็นต้นไป โดยสายการผลิตที่โรงงานด้งกล่าวได้รับการปรับปรุงเพื่อรองรับเทคโนโลยีแพล็ตฟอร์ม AMG.EA โดยเฉพาะ


