ยกเครื่องใหม่ทั้งองค์กร หลังฮอนด้าประกาศผลขาดทุนกว่า 400,000 ล้านเยน ยุติแผนการทำตลาด EV เบนเข็มลุยไฮบริดเต็มตัว ชู 3 กลยุทธ์ในการปรับ ทั้งรถใหม่ โรงงาน และการวิจัย มั่นใจ 3 ปี พลิกล้างผลการขาดทุนทั้งหมดได้ พร้อมกำไรทะลุ 1.4 ล้านล้านเยน

บทสรุปจากการแถลงข่าวผลประกอบการอย่างเป็นทางการของ ฮอนด้า โดย นายโทชิฮิโระ มิเบะ ผู้อำนวยการ ประธานกรรมการบริหาร และตัวแทนเจ้าหน้าที่บริหาร (Global CEO) บริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด ได้กล่าวแนวทางการดำเนินงานของฮอนด้า ในการปรับโครงสร้างธุรกิจยานยนต์และทิศทางธุรกิจของฮอนด้าในอนาคต
ผลประกอบการณ์ในปีงบประมาณ 2025 (สิ้นสุด 31 มีนาคม 2026) ฮอนด้า รายงานผลขาดทุน 414,346 ล้านเยน หรือราว 82,800 ล้านบาท พลิกจากผลกำไร 1,213,486 ล้านเยน เมื่อปี 2024 นับเป็นการขาดทุนอย่างหนักครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของ ฮอนด้า มอเตอร์ โดยเป็นผลมาจากการลงทุนด้านรถยนต์ไฟฟ้า EV ซึ่งฮอนด้า ได้ประกาศยุติการดำเนินงานและปรับโครงสร้างพร้อมแผนงานในอนาคตดังนี้

รถใหม่ ยุติ EV พร้อมลุยไฮบริด
ตั้งแต่ปี 2027 (พ.ศ. 2570) เป็นต้นไป ฮอนด้า จะเริ่มเปิดตัวรถยนต์ไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ ที่มาพร้อมระบบไฮบริดและแพลตฟอร์มใหม่ทั้งหมด โดยมีแผนเปิดตัวรถยนต์ไฮบริดเจเนอเรชันใหม่รวม 15 รุ่นทั่วโลก ภายในปีงบประมาณสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2030 (พ.ศ. 2573) โดยมุ่งเน้นทำตลาดในอเมริกาเหนือ ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดหลัก ทั้งนี้ ในปี 2029 (พ.ศ. 2572)
ฮอนด้า มีแผนเปิดตัวรถยนต์ไฮบริดขนาดใหญ่ในกลุ่ม D-Segment ขึ้นไปอีกด้วย (คาดว่าจะเป็น ฮอนด้า แอคคอร์ด)
โดยในการแถลงข่าวครั้งนี้ได้เผยโฉมรถ Prototype ของรถยนต์ไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ 2 รุ่น ได้แก่ Honda Hybrid Sedan Prototype และ Acura Hybrid SUV Prototype ที่มีแผนจะเปิดจำหน่ายภายใน 2 ปีข้างหน้า
ลดต้นทุนการผลิตและวิจัย
ฮอนด้า จะทำการปรับลดต้นทุนของระบบไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ให้ลดลงมากกว่า 30% เมื่อเทียบกับระบบไฮบริดที่เปิดตัวในปี 2023 โดยการผสานประสิทธิภาพของระบบไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ แพลตฟอร์มเจเนอเรชันใหม่ และระบบขับเคลื่อน AWD แบบไฟฟ้าที่พัฒนาขึ้นใหม่เข้าด้วยกัน พร้อมตั้งเป้าเพิ่มอัตราการประหยัดน้ำมันของรถยนต์ไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ให้ดีขึ้นกว่า 10% จากเดิม
ด้านการพัฒนาระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (ADAS) เจเนอเรชันใหม่ ฮอนด้ากำลังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนา โดยมีแผนเปิดตัวสู่ตลาดในปี 2028 (พ.ศ. 2571) และจะทำการติดตั้งระบบดังกล่าวในรถยนต์มากกว่า 15 รุ่น ภายในระยะเวลา 5 ปี
ฮอนด้า จะจัดสรรกำลังการผลิตของโรงงานผลิตรถยนต์ในรัฐโอไฮโออย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยจะผลิตรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปและไฮบริดเพิ่มขึ้น พร้อมปรับโรงงานผลิตรถยนต์ทุกแห่งในอเมริกาเหนือ ให้สามารถรองรับการผลิตรถยนต์ไฮบริดได้ทั้งหมด
สำหรับโรงงานแบตเตอรี่ร่วมทุนระหว่างฮอนด้า และ LG Energy Solution ภายใต้บริษัท L-H Battery Company จะปรับบางส่วนของสายการผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า (EV Battery) ไปผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฮบริด นอกจากนี้ยังมีแผนเพิ่มสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศสำหรับชุดประกอบ (ASSY) รวมถึงชิ้นส่วนของมอเตอร์และอินเวอร์เตอร์ให้มากกว่าระดับปัจจุบันถึง 4 เท่า เพื่อรองรับการขยายการผลิตรถยนต์ไฮบริด เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากปัญหาการขาดแคลนชิ้นส่วน และบรรเทาผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกา

กำหนดตลาดหลัก อเมริกา ญี่ปุ่น อินเดีย จีน
ฮอนด้า กำหนดให้อเมริกาเหนือ ญี่ปุ่น และอินเดีย เป็นตลาดสำคัญสำหรับการเติบโตในอนาคต และจะมุ่งเน้นการจัดสรรทรัพยากรไปยังตลาดเหล่านี้เป็นหลัก โดยนอกเหนือจากแผนงานในอเมริกาเหนือ ฮอนด้า จะเดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ในญี่ปุ่น และอินเดีย รวมถึงจีน
▸ญี่ปุ่น:
ฮอนด้า จะขยายไลน์อัปผลิตภัณฑ์รถยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยเน้นไปที่กลุ่มรถยนต์ขนาดเล็ก หรือ Kei car เป็นหลัก ซึ่งรวมถึงการเปิดตัว N-BOX EV ในปี 2028 (พ.ศ. 2571) นอกจากนี้ ตั้งแต่ปี 2028 เป็นต้นไป ฮอนด้า จะทยอยเปิดตัวรถยนต์ไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ที่มาพร้อมระบบ ADAS เจเนอเรชันใหม่ โดยเริ่มจาก All-new Vezel (ตัวเดียวกับ HR-Vในประเทศไทย) เป็นรุ่นแรก ขณะเดียวกันก็ยังมีแผนที่จะขยายไลน์อัปผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ผ่านการนำเสนอรุ่นพิเศษอย่าง Sport Line และ Trail Line
▸อินเดีย:
ฮอนด้า จะกำหนดสเปกรถยนต์ที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคในตลาดอินเดีย โดยเตรียมเปิดตัวรถรุ่นใหม่ที่พัฒนาขึ้นเพื่อตลาดอินเดียโดยเฉพาะในปี 2028 ภายใต้ 2 กลุ่มผลิตภัณฑ์ ได้แก่ กลุ่มรถยนต์ความยาวไม่เกิน 4 เมตร และกลุ่มรถยนต์ขนาดกลาง ซึ่งจะเกี่ยวเนื่องกับรถใหม่ในประเทศไทยด้วย
นอกจากนี้ ฮอนด้าจะใช้ประโยชน์จากรากฐานที่แข็งแกร่งของธุรกิจรถจักรยานยนต์ในอินเดีย ซึ่งมียอดจำหน่ายสูงเกือบ 6 ล้านคันต่อปี เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการเปลี่ยนจากการใช้รถจักรยานยนต์สู่รถยนต์ และผลักดันการเติบโตของธุรกิจในอินเดียอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ภายใต้กลยุทธ์ดังกล่าว ฮอนด้า ได้จัดตั้งบริษัท Honda Digital Innovation India เพื่อทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มดิจิทัล รวมถึงเตรียมกระตุ้นยอดขายผ่านการให้บริการต่าง ๆ เช่น การให้บริษัทสินเชื่อภายในเครือแห่งใหม่ในอินเดีย ซึ่งมีกำหนดเริ่มดำเนินงานก่อนสิ้นปีงบประมาณที่สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2027 (พ.ศ. 2570)
▸จีน:
ฮอนด้า จะลดต้นทุน ด้วยการใช้ชิ้นส่วนมาตรฐานและเทคโนโลยีเจเนอเรชันใหม่จากภายซัพพลายเออร์ท้องถิ่น รวมถึงการเปิดตัวรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ที่พัฒนาบนแพลตฟอร์มร่วมกับพันธมิตรในประเทศจีน
ในส่วนของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ฮอนด้า จะยังคงเดินหน้าวางรากฐานสำหรับการเปิดตัวแพลตฟอร์มฮาร์ดแวร์ EV ที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงในอนาคต เพื่อให้มีความพร้อมในการรองรับความต้องการของตลาดเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ควบคู่ไปกับการวิจัยและพัฒนาแบตเตอรี่ All-Solid-State
นอกจากนี้ ฮอนด้า จะนำระบบปฏิบัติการ ASIMO OS มาใช้ ไม่เพียงเฉพาะกับรถยนต์ไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังขยายไปสู่รถยนต์ไฮบริดด้วย เพื่อยกระดับคุณค่าในการขับเคลื่อน เพื่อนำเสนอประสบการณ์ใหม่ในการเดินทางและภายในห้องโดยสาร ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะที่เพิ่มมากขึ้น
สำหรับสถาปัตยกรรมระบบไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (E&E Architecture) ฮอนด้า ได้นำแนวคิด ‘Domain-based architecture’ มาใช้ ซึ่งช่วยให้สามารถปรับเปลี่ยนได้อย่างยืดหยุ่นตามความแตกต่างของแต่ละประเทศ ความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไป และสภาพตลาด รวมถึงการใช้ทรัพยากรจากภายนอก

วางกลยุทธ์ใหม่ในการผลิต
กลยุทธ์ใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ การลดต้นทุนเชิงโครงสร้าง การยกระดับประสิทธิภาพด้านการพัฒนาอย่างรอบด้าน และการวางรากฐานโครงสร้างการผลิตที่มีความยืดหยุ่น
▸การลดต้นทุนเชิงโครงสร้าง:
สำหรับการบริหารจัดการต้นทุนชิ้นส่วนจากผู้ผลิตภายนอก ฮอนด้า จะปรับปรุงโครงสร้างต้นทุนทั่วโลก ผ่านการทบทวนมาตรฐานเฉพาะของฮอนด้า และหันมาใช้ชิ้นส่วนมาตรฐานให้มากขึ้น พร้อมทั้งนำข้อได้เปรียบทางการแข่งขันของผู้ประกอบการท้องถิ่นในประเทศจีนและอินเดียมาปรับใช้
▸การยกระดับประสิทธิภาพด้านการพัฒนาอย่างรอบด้าน:
ฮอนด้า จะเดินหน้ายกระดับประสิทธิภาพการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการทบทวนการบริหารจัดการห่วงโซ่งานด้านวิศวกรรม (engineering chain management) อย่างรอบด้าน ผ่านแนวคิด “Triple Half” ซึ่งมุ่งลด 3 ด้าน ได้แก่ 1. ต้นทุนการพัฒนา 2. ระยะเวลาการพัฒนา และ 3. ปริมาณภาระงานในการพัฒนา โดยจะลดลงครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับปี 2025
นอกเหนือจากการเพิ่มประสิทธิภาพในขั้นตอนการออกแบบ การทดสอบ และการผลิตในช่วงต้น ผ่านการจำลองสภาพแวดล้อมดิจิทัลและเทคโนโลยี AI มาใช้ ฮอนด้า จะเดินหน้าปฏิรูปกระบวนการพัฒนาอย่างเต็มรูปแบบ ตั้งแต่การทบทวนข้อกำหนดทางเทคนิค การวางแผนผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการบริหารจัดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ด้วยแนวทางดังกล่าว จะช่วยให้ฮอนด้าสามารถลดระยะเวลาการพัฒนาสำหรับรถยนต์รุ่น Minor Change ลงครึ่งหนึ่ง โดยเริ่มตั้งแต่ปีงบประมาณนี้เป็นต้นไป ขณะที่รถยนต์รุ่น Full Model Change จะเริ่มลดระยะเวลาการพัฒนาลงครึ่งหนึ่งเช่นกัน โดยเริ่มจากโปรเจ็กต์ที่เข้าสู่กระบวนการพัฒนาในปี 2028 เป็นต้นไป
▸การวางรากฐานโครงสร้างการผลิตที่มีความยืดหยุ่น :
ฮอนด้า ตั้งเป้าที่จะยกระดับประสิทธิภาพการผลิตขึ้นประมาณ 20% ภายใน 5 ปีข้างหน้า ผ่านการบริหารเงินลงทุนและการจัดสรรทรัพยากร สำหรับรถยนต์รุ่นใหม่และอุปกรณ์อย่างมีประสิทธิภาพ

การใช้ทรัพยากรภายนอกอย่างมีประสิทธิภาพ
ฮอนด้า มีแผนที่จะใช้ทรัพยากรจากภายนอกอย่างยืดหยุ่นและมีกลยุทธ์มากขึ้น รวมไปถึงการใช้ประโยชน์จากความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน ความรวดเร็ว ตลอดจนการใช้ชิ้นส่วนที่ได้มาตรฐานอุตสาหกรรมของธุรกิจท้องถิ่นในจีนและอินเดีย สำหรับกลยุทธ์ด้านแบตเตอรี่ ในขณะนี้ ฮอนด้า จะยังไม่เน้นการผลิตเองทั้งหมด แต่จะใช้ศักยภาพจากโรงงานของ L-H Battery อย่างเต็มที่ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าที่จะเติบโตในอนาคต
ฮอนด้าจะเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานด้วยการผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฮบริดซึ่งมีความต้องการสูงในปัจจุบัน รวมถึงการผลิตเพื่อใช้งานในรูปแบบอื่น ๆ นอกจากนี้ ฮอนด้า จะเดินหน้ากลยุทธ์การจัดซื้อแบตเตอรี่ โดยมุ่งเน้นไปที่การสร้างความสามารถในการแข่งขันในตลาดอเมริกาเหนือเป็นหลัก

พลิกขาดทุนเป็นกำไร
ฮอนด้า ตัดสินใจระงับโครงการสร้างห่วงโซ่อุปทานรถยนต์ไฟฟ้าแบบครบวงจรในแคนาดาออกไปอย่างไม่มีกำหนด พร้อมทั้งทบทวนกลยุทธ์การจัดซื้ออย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ฮอนด้า จะมุ่งเน้นการผสมผสานเทคโนโลยีหลักที่ฮอนด้าพัฒนาขึ้นเองเข้ากับทรัพยากรจากภายนอก เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันภายใต้สภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่มีความไม่แน่นอน
ฮอนด้า คาดการณ์ว่าจะสามารถจัดการกับผลขาดทุนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ได้ทั้งหมดภายในปีงบประมาณที่สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2029 (พ.ศ. 2572) ซึ่งเมื่อผนวกกับการยกระดับการปรับโฉมโครงสร้างธุรกิจ รวมถึงเสริมความแข็งแกร่งของไลน์อัปผลิตภัณฑ์ใหม่ จะส่งผลให้ความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจยานยนต์ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ฮอนด้า มุ่งมั่นที่จะสร้างกำไรจากการดำเนินงานรวมให้ได้มากกว่า 1.4 ล้านล้านเยนซึ่งถือเป็นสถิติที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และยังคงมุ่งมั่นเพื่อบรรลุเป้าหมายอัตรา ROIC (Return on Invested Capital) ที่ 10% ซึ่งเป็นเป้าหมายระยะยาวที่ตั้งไว้ ภายในปีงบประมาณสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2031 (พ.ศ. 2574)
ในช่วงระยะเวลา 3 ปี จนถึงปีงบประมาณสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2029 (พ.ศ. 2572) ฮอนด้า จะดำเนินการจัดสรรทรัพยากรใหม่ โดยจะปรับงบประมาณที่เคยกำหนดไว้สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ไปยังรถยนต์ไฮบริดแทน และจะควบคุมการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ EV ให้อยู่ที่ระดับประมาณ 0.8 ล้านล้านเยน โดยฮอนด้าจะลงทุน 1.0 ล้านล้านเยนในด้านเทคโนโลยีซอฟต์แวร์ และอีก 4.4 ล้านล้านเยนในกลุ่มรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปและรถยนต์ไฮบริด ส่งผลให้มียอดเงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 6.2 ล้านล้านเยนในช่วง 3 ปีนี้

บทสรุป ฮอนด้า ปรับโครงสร้างครั้งนี้ เพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ การกลับทิศทางเช่นนี้ ไม่เกิดขึ้นบ่อยแต่เมื่อมองถึงสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วแล้วหากไม่ปรับตัวคาดว่า ฮอนด้า จะสูญเสียหนักกว่านี้ ดังนั้นการปรับตัวดังกล่าวจึงเป็นการดึงจุดแข็งของตัวเองออกมาให้ชัดเจน เพื่อตอบรับความต้องการของผู้บริโภค ส่วนจะตรงใจหรือไม่ ประสบความสำเร็จหรือเปล่า อีก 3 ปี คำตอบจะปรากฎให้เห็น
บทสรุปจากการแถลงข่าวผลประกอบการอย่างเป็นทางการของ ฮอนด้า โดย นายโทชิฮิโระ มิเบะ ผู้อำนวยการ ประธานกรรมการบริหาร และตัวแทนเจ้าหน้าที่บริหาร (Global CEO) บริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด ได้กล่าวแนวทางการดำเนินงานของฮอนด้า ในการปรับโครงสร้างธุรกิจยานยนต์และทิศทางธุรกิจของฮอนด้าในอนาคต
ผลประกอบการณ์ในปีงบประมาณ 2025 (สิ้นสุด 31 มีนาคม 2026) ฮอนด้า รายงานผลขาดทุน 414,346 ล้านเยน หรือราว 82,800 ล้านบาท พลิกจากผลกำไร 1,213,486 ล้านเยน เมื่อปี 2024 นับเป็นการขาดทุนอย่างหนักครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของ ฮอนด้า มอเตอร์ โดยเป็นผลมาจากการลงทุนด้านรถยนต์ไฟฟ้า EV ซึ่งฮอนด้า ได้ประกาศยุติการดำเนินงานและปรับโครงสร้างพร้อมแผนงานในอนาคตดังนี้
รถใหม่ ยุติ EV พร้อมลุยไฮบริด
ตั้งแต่ปี 2027 (พ.ศ. 2570) เป็นต้นไป ฮอนด้า จะเริ่มเปิดตัวรถยนต์ไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ ที่มาพร้อมระบบไฮบริดและแพลตฟอร์มใหม่ทั้งหมด โดยมีแผนเปิดตัวรถยนต์ไฮบริดเจเนอเรชันใหม่รวม 15 รุ่นทั่วโลก ภายในปีงบประมาณสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2030 (พ.ศ. 2573) โดยมุ่งเน้นทำตลาดในอเมริกาเหนือ ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดหลัก ทั้งนี้ ในปี 2029 (พ.ศ. 2572)
ฮอนด้า มีแผนเปิดตัวรถยนต์ไฮบริดขนาดใหญ่ในกลุ่ม D-Segment ขึ้นไปอีกด้วย (คาดว่าจะเป็น ฮอนด้า แอคคอร์ด)
โดยในการแถลงข่าวครั้งนี้ได้เผยโฉมรถ Prototype ของรถยนต์ไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ 2 รุ่น ได้แก่ Honda Hybrid Sedan Prototype และ Acura Hybrid SUV Prototype ที่มีแผนจะเปิดจำหน่ายภายใน 2 ปีข้างหน้า
ลดต้นทุนการผลิตและวิจัย
ฮอนด้า จะทำการปรับลดต้นทุนของระบบไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ให้ลดลงมากกว่า 30% เมื่อเทียบกับระบบไฮบริดที่เปิดตัวในปี 2023 โดยการผสานประสิทธิภาพของระบบไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ แพลตฟอร์มเจเนอเรชันใหม่ และระบบขับเคลื่อน AWD แบบไฟฟ้าที่พัฒนาขึ้นใหม่เข้าด้วยกัน พร้อมตั้งเป้าเพิ่มอัตราการประหยัดน้ำมันของรถยนต์ไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ให้ดีขึ้นกว่า 10% จากเดิม
ด้านการพัฒนาระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (ADAS) เจเนอเรชันใหม่ ฮอนด้ากำลังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนา โดยมีแผนเปิดตัวสู่ตลาดในปี 2028 (พ.ศ. 2571) และจะทำการติดตั้งระบบดังกล่าวในรถยนต์มากกว่า 15 รุ่น ภายในระยะเวลา 5 ปี
ฮอนด้า จะจัดสรรกำลังการผลิตของโรงงานผลิตรถยนต์ในรัฐโอไฮโออย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยจะผลิตรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปและไฮบริดเพิ่มขึ้น พร้อมปรับโรงงานผลิตรถยนต์ทุกแห่งในอเมริกาเหนือ ให้สามารถรองรับการผลิตรถยนต์ไฮบริดได้ทั้งหมด
สำหรับโรงงานแบตเตอรี่ร่วมทุนระหว่างฮอนด้า และ LG Energy Solution ภายใต้บริษัท L-H Battery Company จะปรับบางส่วนของสายการผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า (EV Battery) ไปผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฮบริด นอกจากนี้ยังมีแผนเพิ่มสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศสำหรับชุดประกอบ (ASSY) รวมถึงชิ้นส่วนของมอเตอร์และอินเวอร์เตอร์ให้มากกว่าระดับปัจจุบันถึง 4 เท่า เพื่อรองรับการขยายการผลิตรถยนต์ไฮบริด เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากปัญหาการขาดแคลนชิ้นส่วน และบรรเทาผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกา
กำหนดตลาดหลัก อเมริกา ญี่ปุ่น อินเดีย จีน
ฮอนด้า กำหนดให้อเมริกาเหนือ ญี่ปุ่น และอินเดีย เป็นตลาดสำคัญสำหรับการเติบโตในอนาคต และจะมุ่งเน้นการจัดสรรทรัพยากรไปยังตลาดเหล่านี้เป็นหลัก โดยนอกเหนือจากแผนงานในอเมริกาเหนือ ฮอนด้า จะเดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ในญี่ปุ่น และอินเดีย รวมถึงจีน
▸ญี่ปุ่น:
ฮอนด้า จะขยายไลน์อัปผลิตภัณฑ์รถยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยเน้นไปที่กลุ่มรถยนต์ขนาดเล็ก หรือ Kei car เป็นหลัก ซึ่งรวมถึงการเปิดตัว N-BOX EV ในปี 2028 (พ.ศ. 2571) นอกจากนี้ ตั้งแต่ปี 2028 เป็นต้นไป ฮอนด้า จะทยอยเปิดตัวรถยนต์ไฮบริดเจเนอเรชันใหม่ที่มาพร้อมระบบ ADAS เจเนอเรชันใหม่ โดยเริ่มจาก All-new Vezel (ตัวเดียวกับ HR-Vในประเทศไทย) เป็นรุ่นแรก ขณะเดียวกันก็ยังมีแผนที่จะขยายไลน์อัปผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ผ่านการนำเสนอรุ่นพิเศษอย่าง Sport Line และ Trail Line
▸อินเดีย:
ฮอนด้า จะกำหนดสเปกรถยนต์ที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคในตลาดอินเดีย โดยเตรียมเปิดตัวรถรุ่นใหม่ที่พัฒนาขึ้นเพื่อตลาดอินเดียโดยเฉพาะในปี 2028 ภายใต้ 2 กลุ่มผลิตภัณฑ์ ได้แก่ กลุ่มรถยนต์ความยาวไม่เกิน 4 เมตร และกลุ่มรถยนต์ขนาดกลาง ซึ่งจะเกี่ยวเนื่องกับรถใหม่ในประเทศไทยด้วย
นอกจากนี้ ฮอนด้าจะใช้ประโยชน์จากรากฐานที่แข็งแกร่งของธุรกิจรถจักรยานยนต์ในอินเดีย ซึ่งมียอดจำหน่ายสูงเกือบ 6 ล้านคันต่อปี เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการเปลี่ยนจากการใช้รถจักรยานยนต์สู่รถยนต์ และผลักดันการเติบโตของธุรกิจในอินเดียอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ภายใต้กลยุทธ์ดังกล่าว ฮอนด้า ได้จัดตั้งบริษัท Honda Digital Innovation India เพื่อทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มดิจิทัล รวมถึงเตรียมกระตุ้นยอดขายผ่านการให้บริการต่าง ๆ เช่น การให้บริษัทสินเชื่อภายในเครือแห่งใหม่ในอินเดีย ซึ่งมีกำหนดเริ่มดำเนินงานก่อนสิ้นปีงบประมาณที่สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2027 (พ.ศ. 2570)
▸จีน:
ฮอนด้า จะลดต้นทุน ด้วยการใช้ชิ้นส่วนมาตรฐานและเทคโนโลยีเจเนอเรชันใหม่จากภายซัพพลายเออร์ท้องถิ่น รวมถึงการเปิดตัวรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ที่พัฒนาบนแพลตฟอร์มร่วมกับพันธมิตรในประเทศจีน
ในส่วนของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ฮอนด้า จะยังคงเดินหน้าวางรากฐานสำหรับการเปิดตัวแพลตฟอร์มฮาร์ดแวร์ EV ที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงในอนาคต เพื่อให้มีความพร้อมในการรองรับความต้องการของตลาดเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ควบคู่ไปกับการวิจัยและพัฒนาแบตเตอรี่ All-Solid-State
นอกจากนี้ ฮอนด้า จะนำระบบปฏิบัติการ ASIMO OS มาใช้ ไม่เพียงเฉพาะกับรถยนต์ไฟฟ้าเท่านั้น แต่ยังขยายไปสู่รถยนต์ไฮบริดด้วย เพื่อยกระดับคุณค่าในการขับเคลื่อน เพื่อนำเสนอประสบการณ์ใหม่ในการเดินทางและภายในห้องโดยสาร ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะที่เพิ่มมากขึ้น
สำหรับสถาปัตยกรรมระบบไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (E&E Architecture) ฮอนด้า ได้นำแนวคิด ‘Domain-based architecture’ มาใช้ ซึ่งช่วยให้สามารถปรับเปลี่ยนได้อย่างยืดหยุ่นตามความแตกต่างของแต่ละประเทศ ความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไป และสภาพตลาด รวมถึงการใช้ทรัพยากรจากภายนอก
วางกลยุทธ์ใหม่ในการผลิต
กลยุทธ์ใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ การลดต้นทุนเชิงโครงสร้าง การยกระดับประสิทธิภาพด้านการพัฒนาอย่างรอบด้าน และการวางรากฐานโครงสร้างการผลิตที่มีความยืดหยุ่น
▸การลดต้นทุนเชิงโครงสร้าง:
สำหรับการบริหารจัดการต้นทุนชิ้นส่วนจากผู้ผลิตภายนอก ฮอนด้า จะปรับปรุงโครงสร้างต้นทุนทั่วโลก ผ่านการทบทวนมาตรฐานเฉพาะของฮอนด้า และหันมาใช้ชิ้นส่วนมาตรฐานให้มากขึ้น พร้อมทั้งนำข้อได้เปรียบทางการแข่งขันของผู้ประกอบการท้องถิ่นในประเทศจีนและอินเดียมาปรับใช้
▸การยกระดับประสิทธิภาพด้านการพัฒนาอย่างรอบด้าน:
ฮอนด้า จะเดินหน้ายกระดับประสิทธิภาพการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการทบทวนการบริหารจัดการห่วงโซ่งานด้านวิศวกรรม (engineering chain management) อย่างรอบด้าน ผ่านแนวคิด “Triple Half” ซึ่งมุ่งลด 3 ด้าน ได้แก่ 1. ต้นทุนการพัฒนา 2. ระยะเวลาการพัฒนา และ 3. ปริมาณภาระงานในการพัฒนา โดยจะลดลงครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับปี 2025
นอกเหนือจากการเพิ่มประสิทธิภาพในขั้นตอนการออกแบบ การทดสอบ และการผลิตในช่วงต้น ผ่านการจำลองสภาพแวดล้อมดิจิทัลและเทคโนโลยี AI มาใช้ ฮอนด้า จะเดินหน้าปฏิรูปกระบวนการพัฒนาอย่างเต็มรูปแบบ ตั้งแต่การทบทวนข้อกำหนดทางเทคนิค การวางแผนผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการบริหารจัดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ด้วยแนวทางดังกล่าว จะช่วยให้ฮอนด้าสามารถลดระยะเวลาการพัฒนาสำหรับรถยนต์รุ่น Minor Change ลงครึ่งหนึ่ง โดยเริ่มตั้งแต่ปีงบประมาณนี้เป็นต้นไป ขณะที่รถยนต์รุ่น Full Model Change จะเริ่มลดระยะเวลาการพัฒนาลงครึ่งหนึ่งเช่นกัน โดยเริ่มจากโปรเจ็กต์ที่เข้าสู่กระบวนการพัฒนาในปี 2028 เป็นต้นไป
▸การวางรากฐานโครงสร้างการผลิตที่มีความยืดหยุ่น :
ฮอนด้า ตั้งเป้าที่จะยกระดับประสิทธิภาพการผลิตขึ้นประมาณ 20% ภายใน 5 ปีข้างหน้า ผ่านการบริหารเงินลงทุนและการจัดสรรทรัพยากร สำหรับรถยนต์รุ่นใหม่และอุปกรณ์อย่างมีประสิทธิภาพ
การใช้ทรัพยากรภายนอกอย่างมีประสิทธิภาพ
ฮอนด้า มีแผนที่จะใช้ทรัพยากรจากภายนอกอย่างยืดหยุ่นและมีกลยุทธ์มากขึ้น รวมไปถึงการใช้ประโยชน์จากความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน ความรวดเร็ว ตลอดจนการใช้ชิ้นส่วนที่ได้มาตรฐานอุตสาหกรรมของธุรกิจท้องถิ่นในจีนและอินเดีย สำหรับกลยุทธ์ด้านแบตเตอรี่ ในขณะนี้ ฮอนด้า จะยังไม่เน้นการผลิตเองทั้งหมด แต่จะใช้ศักยภาพจากโรงงานของ L-H Battery อย่างเต็มที่ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าที่จะเติบโตในอนาคต
ฮอนด้าจะเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานด้วยการผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฮบริดซึ่งมีความต้องการสูงในปัจจุบัน รวมถึงการผลิตเพื่อใช้งานในรูปแบบอื่น ๆ นอกจากนี้ ฮอนด้า จะเดินหน้ากลยุทธ์การจัดซื้อแบตเตอรี่ โดยมุ่งเน้นไปที่การสร้างความสามารถในการแข่งขันในตลาดอเมริกาเหนือเป็นหลัก
พลิกขาดทุนเป็นกำไร
ฮอนด้า ตัดสินใจระงับโครงการสร้างห่วงโซ่อุปทานรถยนต์ไฟฟ้าแบบครบวงจรในแคนาดาออกไปอย่างไม่มีกำหนด พร้อมทั้งทบทวนกลยุทธ์การจัดซื้ออย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ฮอนด้า จะมุ่งเน้นการผสมผสานเทคโนโลยีหลักที่ฮอนด้าพัฒนาขึ้นเองเข้ากับทรัพยากรจากภายนอก เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันภายใต้สภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่มีความไม่แน่นอน
ฮอนด้า คาดการณ์ว่าจะสามารถจัดการกับผลขาดทุนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ได้ทั้งหมดภายในปีงบประมาณที่สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2029 (พ.ศ. 2572) ซึ่งเมื่อผนวกกับการยกระดับการปรับโฉมโครงสร้างธุรกิจ รวมถึงเสริมความแข็งแกร่งของไลน์อัปผลิตภัณฑ์ใหม่ จะส่งผลให้ความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจยานยนต์ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ฮอนด้า มุ่งมั่นที่จะสร้างกำไรจากการดำเนินงานรวมให้ได้มากกว่า 1.4 ล้านล้านเยนซึ่งถือเป็นสถิติที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และยังคงมุ่งมั่นเพื่อบรรลุเป้าหมายอัตรา ROIC (Return on Invested Capital) ที่ 10% ซึ่งเป็นเป้าหมายระยะยาวที่ตั้งไว้ ภายในปีงบประมาณสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2031 (พ.ศ. 2574)
ในช่วงระยะเวลา 3 ปี จนถึงปีงบประมาณสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2029 (พ.ศ. 2572) ฮอนด้า จะดำเนินการจัดสรรทรัพยากรใหม่ โดยจะปรับงบประมาณที่เคยกำหนดไว้สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ไปยังรถยนต์ไฮบริดแทน และจะควบคุมการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ EV ให้อยู่ที่ระดับประมาณ 0.8 ล้านล้านเยน โดยฮอนด้าจะลงทุน 1.0 ล้านล้านเยนในด้านเทคโนโลยีซอฟต์แวร์ และอีก 4.4 ล้านล้านเยนในกลุ่มรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปและรถยนต์ไฮบริด ส่งผลให้มียอดเงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 6.2 ล้านล้านเยนในช่วง 3 ปีนี้
บทสรุป ฮอนด้า ปรับโครงสร้างครั้งนี้ เพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ การกลับทิศทางเช่นนี้ ไม่เกิดขึ้นบ่อยแต่เมื่อมองถึงสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วแล้วหากไม่ปรับตัวคาดว่า ฮอนด้า จะสูญเสียหนักกว่านี้ ดังนั้นการปรับตัวดังกล่าวจึงเป็นการดึงจุดแข็งของตัวเองออกมาให้ชัดเจน เพื่อตอบรับความต้องการของผู้บริโภค ส่วนจะตรงใจหรือไม่ ประสบความสำเร็จหรือเปล่า อีก 3 ปี คำตอบจะปรากฎให้เห็น


