แนวคิดโครงการรถเก่าแลกรถใหม่ถูกจับตาในฐานะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและฟื้นภาคการผลิตรถยนต์ไทย โดยภาคเอกชนชี้ หากออกแบบเงื่อนไขจูงใจและเน้นรถที่ใช้ชิ้นส่วนในประเทศสูง เช่น รถกระบะ จะช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ และหนุนเศรษฐกิจในวงกว้าง
แนวคิดนโยบาย “รถเก่าแลกรถใหม่” ถูกมองว่าอาจเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยช่วงที่เหลือของปีนี้ โดยต้องรอดูรายละเอียดเงื่อนไขจากภาครัฐว่าจะสามารถจูงใจประชาชนให้ตัดสินใจซื้อรถใหม่ได้มากน้อยเพียงใด หากต้องการให้เกิดผลเชิงบวกอย่างแท้จริง ควรออกแบบมาตรการที่ช่วยหนุนห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ภายในประเทศ เพื่อให้เกิดการจ้างงาน คนไทยมีรายได้เพิ่มขึ้น และมีกำลังซื้อกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ส่งผลดีต่อหลายอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง
นอกจากนี้ มีข้อเสนอให้รวมรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน B20 และปล่อยมลพิษต่ำเข้าอยู่ในโครงการด้วย โดยเฉพาะรถกระบะ ซึ่งถือเป็นกลุ่มรถสำคัญของไทย เนื่องจากมีการใช้ชิ้นส่วนผลิตในประเทศสูงกว่า 90% หากสามารถกระตุ้นยอดขายรถกระบะใหม่ได้ จะช่วยเร่งการลงทุน สร้างงาน สร้างอาชีพ และเพิ่มรายได้หมุนเวียนในประเทศ อีกทั้งยังอาจช่วยดึงดูดการลงทุนใหม่ให้เกิดขึ้นเร็วขึ้นในปีนี้
ภาคธุรกิจมองว่า หากเม็ดเงินลงทุนเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง จะเป็นแรงส่งสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย เช่น กรณีการลงทุนผ่าน Board of Investment Thailand หรือ BOI ในช่วงไตรมาส 4 ปี 2568 ที่มีมูลค่าราว 5 แสนล้านบาท ซึ่งช่วยสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจได้อย่างมีนัยสำคัญ
ขณะที่ Kasikorn Research Center ประเมินเพิ่มเติมว่า แม้โครงการรถเก่าแลกรถใหม่ยังไม่มีข้อสรุปชัดเจน แต่ถือเป็นโอกาสสำคัญในการกระตุ้นอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยและลดปัญหามลพิษทางอากาศ หากมีการออกแบบมาตรการอย่างเหมาะสม
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า รถเก่าที่มีอายุมากกว่า 20 ปี ซึ่งปล่อยมลพิษสูง ส่วนใหญ่เป็นรถกระบะ และรถประเภทนี้มีการใช้ชิ้นส่วนผลิตในประเทศสูงถึงราว 90% อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันรถกระบะในกลุ่ม xEV หรือรถพลังงานทางเลือกยังมีการผลิตไม่มากนัก หากรัฐต้องการผลักดันให้เกิดการแลกรถกระบะเก่า อาจจำเป็นต้องร่วมมือกับภาคเอกชนในการพัฒนาทางเลือกเพิ่มเติม
ทั้งนี้ หากงบประมาณภาครัฐมีจำกัด การกำหนดส่วนลดหรือสิทธิประโยชน์ให้เหมาะสมกับประเภทรถและอายุรถที่นำมาแลก รวมถึงขยายระยะเวลาโครงการให้นานขึ้น อาจช่วยให้มีผู้เข้าร่วมมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อการผลิตรถยนต์ในประเทศและการลดมลพิษในระยะยาว
ส่วนแนวทางการส่งออกรถเก่ามือสองไปขายต่างประเทศนั้น ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า ไม่ควรเป็นทางเลือกหลัก เพราะตลาดรองรับมีจำกัดและการแข่งขันสูง โดยเฉพาะรถที่มีอายุมากกว่า 20 ปี ดังนั้น การพัฒนาระบบกำจัดซากรถเก่าอย่างมีประสิทธิภาพ ควรดำเนินควบคู่ไปพร้อมกันด้วย


