อีซูซุ มอเตอร์ ลิมิเต็ด และโตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชัน ประกาศบรรลุข้อตกลงความร่วมมือในการพัฒนารถบรรทุกขนาดเล็กพลังงานเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน (Fuel Cell Electric Truck) ตั้งเป้าเริ่มสายการผลิตภายในปีงบประมาณ 2570 หรือในอีก 3 ปีข้างหน้า
โครงการดังกล่าวเป็นการนำพื้นฐานโครงสร้างจากรถบรรทุกไฟฟ้า Isuzu ELF EV ที่ถูกเปิดตัวเมื่อปี 2566 ภายใต้แพลตฟอร์ม I-MACS มาติดตั้งระบบขับเคลื่อนแบบเซลล์เชื้อเพลิง หรือ ฟิวเซล เจเนอเรชันที่ 3 ของโตโยต้า โดยความร่วมมือดังกล่าวมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อควบคุมต้นทุนการพัฒนาและการผลิต เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทาง Multi-pathway ในการก้าวสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนของภาคขนส่งและโลจิสติกส์
ตลาดรถบรรทุกขนาดเล็กของญี่ปุ่นส่วนใหญ่มักถูกใช้ในภารกิจรับ-ส่งสินค้าให้กับซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านสะดวกซื้อ ซึ่งมักมีการติดตั้งตู้แช่แข็งหรือระบบทำความเย็นเพิ่มเติม ทำให้รถต้องใช้งานต่อเนื่องเป็นเวลานานและมีระยะทางการวิ่งต่อวันค่อนข้างสูง ทางผู้ผลิตระบุว่าเทคโนโลยีไฮโดรเจน (FCEV) มีข้อได้เปรียบกว่าระบบไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) เนื่องจากสามารถเติมพลังงานได้รวดเร็วกว่าการชาร์จไฟ และให้ระยะทางการวิ่งที่ไกลกว่าในสภาวะการใช้งานหนัก
นอกเหนือจากด้านสมรรถนะแล้ว รถบรรทุกพลังงานไฮโดรเจนรุ่นใหม่ยังชูจุดเด่นเรื่องแรงสั่นสะเทือนต่ำและทำงานเงียบเช่นเดียวกับรถ EV โดยไม่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในขณะใช้งาน
ทั้งสองบริษัทได้นำองค์ความรู้จากการพัฒนาโครงการรถบัสไฮโดรเจน "ERGA FCV" รวมถึงผลการทดสอบใช้งานจริงจาก Commercial Japan Partnership Technologies Corporation (CJPT) มาต่อยอดเพื่อปรับปรุงระบบควบคุมและความทนทานของระบบเซลล์เชื้อเพลิงให้มีประสิทธิภาพสูงสุดตามมาตรฐานรถเพื่อการพาณิชย์
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายหลักของการแพร่หลายในรถยนต์ FCEV คือราคาจำหน่ายที่ยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งอีซูซุและโตโยต้ากำลังดำเนินการร่วมกันในการปรับปรุงโครงสร้างตัวถังและกระบวนการผลิตเพื่อลดต้นทุนลง ในขณะเดียวกันการเปิดตัวในช่วงแรกจะยังคงเน้นตลาดในประเทศญี่ปุ่นเป็นหลัก เนื่องจากต้องรอความพร้อมของการขยายโครงสร้างพื้นฐานสถานีเติมไฮโดรเจนในตลาดโลกที่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนาตามนโยบายของแต่ละประเทศต่อไป


