xs
xsm
sm
md
lg

Tesla ทวงบัลลังก์ EV เบียด BYD ขึ้นแท่นผู้ผลิตอีวี 1 ของโลกไตรมาสแรกปี 2569

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าโลกกลับมาดุเดือดอีกครั้ง เมื่อผลประกอบการไตรมาสแรกของปี 2569 พบว่า "เทสลา" (Tesla) ยักษ์ใหญ่จากสหรัฐฯ สามารถทำยอดขายแซงหน้าคู่แข่งอย่าง "บีวายดี" (BYD) กลับมาครองตำแหน่งผู้นำอันดับ 1 ของโลกในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าล้วนได้สำเร็จ หลังจากที่เคยเสียแชมป์ไปในช่วงปลายปีที่ผ่านมา


ข้อมูลระหว่างเดือนมกราคมถึงมีนาคม 2569 ระบุว่า เทสลาสามารถส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้าให้ลูกค้าทั่วโลกได้ถึง 358,023 คัน เติบโตขึ้น 6.5% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว แม้จะเป็นตัวเลขการเติบโตที่ไม่หวือหวา แต่ก็เพียงพอที่จะทิ้งห่างคู่แข่งได้

ในทางกลับกัน BYD กลับเผชิญกับช่วงต้นปีที่ยากลำบาก โดยยอดขายเฉพาะกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าล้วน (ไม่นับรวมไฮบริด) ลดลงถึง 25.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยส่งมอบไปได้ 310,389 คัน ส่งผลให้เทสลาขึ้นนำด้วยส่วนต่างเกือบ 4.8 หมื่นคัน

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ยอดขายของ BYD สะดุดลง ส่วนใหญ่เกิดจากปัจจัยภายในประเทศจีน ซึ่งเป็นตลาดหลัก โดยรัฐบาลจีนได้มีการปรับเปลี่ยนกฎระเบียบและลดระดับการสนับสนุนผู้ซื้อรถยนต์ไฟฟ้าครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา

มาตรการใหม่ระบุว่า ผู้ที่นำรถเก่ามาแลกซื้อรถใหม่ (Trade-in) จะได้รับส่วนลดเพียง 12% ของราคารถ และจำกัดวงเงินสูงสุดไม่เกิน 20,000 หยวน (ประมาณ 1 แสนบาท) จากเดิมที่เคยได้รับความช่วยเหลือเต็มจำนวนโดยไม่จำกัดเพดานราคารถ นอกจากนี้ รัฐบาลยังเริ่มเก็บภาษีการขายรถยนต์ไฟฟ้าในอัตรา 5% หลังจากที่เคยยกเว้นให้ในปีที่แล้ว ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ผู้ซื้อต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้นหลายหมื่นบาท ส่งผลให้ครอบครัวชาวจีนจำนวนมากตัดสินใจชะลอการซื้อออกไป


ขณะที่เทสลาสามารถรักษาความแข็งแกร่งไว้ได้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการมีฐานยอดขายกระจายอยู่ทั่วโลก โดยเฉพาะโรงงาน Gigafactory ในเซี่ยงไฮ้ที่ยังคงเป็นหัวใจหลัก ผลิตรถได้ถึง 213,398 คันในไตรมาสแรก หรือคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของยอดขายเทสลาทั่วโลก

นอกจากนี้ เทสลายังงัดไม้ตายด้านการเงินมาดึงดูดใจผู้บริโภคในจีน ด้วยการเสนอสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำพิเศษและขยายระยะเวลาผ่อนนานถึง 7 ปี (จากปกติ 5 ปี) ทำให้ผู้ซื้อสามารถเป็นเจ้าของ Model 3 หรือ Model Y ได้ด้วยการผ่อนชำระเพียงไม่ถึง 2,000 หยวนต่อเดือน (ประมาณ 1 หมื่นบาท) หลังจากวางเงินดาวน์ก้อนแรก

แม้จะพ่ายแพ้ในไตรมาสแรก แต่ BYD ก็เริ่มเห็นสัญญาณบวกอย่างชัดเจนในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ด้วยยอดขายเฉพาะเดือนเดียวที่พุ่งสูงถึง 300,222 คัน (รวมทุกประเภท) ซึ่งเป็นการก้าวกระโดดจากเดือนกุมภาพันธ์อย่างมาก ประกอบกับได้รับแรงหนุนจากรัฐบาลท้องถิ่นในบางมณฑล และราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าของ BYD กลับมาดูคุ้มค่าในสายตาผู้บริโภคอีกครั้ง