Mercedes-Benz GLS ปรับเฟซลิฟต์เพิ่มความหรูหราเทียบชั้น S-Class พร้อมช่วงล่าง E-ACTIVE BODY CONTROL รองรับการเชื่อมต่อระบบคลาวด์เพื่อปรับการทำงานล่วงหน้า เจาะกลุ่มลูกค้าระดับ Ultra-luxury ชูไฮไลต์ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลสุดล้ำ
เมอร์เซเดส-เบนซ์ เปิดตัว GLS-Class โฉมเฟซลิฟต์ที่พัฒนาเป็นรถเอสยูวีระดับแฟลกชิปของค่าย ชูแนวคิด "S-Class แห่งเอสยูวี" มุ่งเน้นการยกระดับความหรูหรา ความสะดวกสบาย การติดตั้งระบบอินโฟเทนเมนต์รวมถึงสถาปัตยกรรมดิจิทัลที่ถอดแบบมาจากซาลูนหรูระดับผู้บริหารอย่าง S-Class เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าระดับบนที่มองหาความเหนือระดับทั้งในด้านภาพลักษณ์และเทคโนโลยีการขับขี่
ในการปรับโฉมครั้งนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้นำเอกลักษณ์ความคลาสสิกของแบรนด์กลับมาใช้อีกครั้ง ด้วยการติดตั้งตราสัญลักษณ์ดาวสามแฉกแบบตั้งตรง (Upright Star) เหนือฝากระโปรงหน้า โดยตลาดบางประเทศ เช่น จีนและสหรัฐอเมริกา จะถูกเสริมด้วยไฟเรืองแสงเพิ่มความโดดเด่น ขณะที่กระจังหน้ามาพร้อมชุดไฟ Contour Lighting และกันชนหน้าดีไซน์ใหม่ที่เชื่อมต่อชุดไฟหน้าและกระจังหน้าเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน
ไฟหน้าแบบ DIGITAL LIGHT และไฟท้ายมาพร้อมไฟส่องสว่างรูปดาวสามแฉกเช่นเดียวกับ S-Class โฉมเฟซลิฟต์ โดยไฟหน้าทำงานด้วยไมโคร LED ให้ความละเอียดสูงและมีขอบเขตการส่องสว่างกว้างขึ้นถึง 40% แต่ใช้พลังงานลดลงกว่าครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับระบบเดิม พร้อมระบบไฟสูง ULTRA RANGE ที่สามารถส่องสว่างไกลสูงสุดถึง 600 เมตร
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ชูจุดขายด้วยระบบปฏิบัติการใหม่ล่าสุดอย่าง MB.OS (Mercedes-Benz Operating System) ซึ่งทำหน้าที่เป็นเสมือนซูเปอร์คอมพิวเตอร์ส่วนกลาง ควบคุมการทำงานของระบบประมวลผลทั้งหมดในตัวรถ พร้อมทั้งทำงานร่วมกับระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเรียนรู้และปรับตัวตามพฤติกรรมของผู้ขับขี่ นอกจากนี้ยังรองรับการอัปเดตซอฟต์แวร์แบบไร้สาย (OTA) ช่วยให้ระบบในตัวรถมีความทันสมัยอยู่เสมอตลอดอายุการใช้งาน
บริเวณห้องโดยสารตอนหน้าได้รับการติดตั้งหน้าจอ MBUX Superscreen ขนาดใหญ่เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ซึ่งเป็นแผงกระจกชิ้นเดียวที่ทอดยาวเต็มความกว้างของแดชบอร์ด บรรจุหน้าจอแสดงผลความละเอียดสูงขนาด 12.3 นิ้ว จำนวน 3 จอภาพแยกจากกัน ได้แก่ หน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่, หน้าจอกลางระบบสัมผัส และหน้าจอสำหรับผู้โดยสารตอนหน้า โดยระบบจะมีกล้องตรวจจับการมองของผู้ขับขี่ หากระบบพบว่าผู้ขับขี่หันมามองหน้าจอฝั่งผู้โดยสารในขณะที่รถกำลังเคลื่อนที่ ระบบจะทำการหรี่แสงหน้าจอฝั่งผู้โดยสารลงโดยอัตโนมัติเพื่อลดการรบกวนสมาธิและเพิ่มความปลอดภัยสูงสุดในการขับขี่
สำหรับระบบความบันเทิงและฟังก์ชันอำนวยความสะดวกในห้องโดยสารตอนหลัง (MBUX High-End Rear Entertainment) มาพร้อมหน้าจอ Full HD ขนาด 11.6 นิ้ว จำนวน 2 จอภาพ พร้อมกล้องความละเอียดสูงในตัวที่รองรับการใช้งานฟังก์ชันการประชุมทางไกลผ่านแอปพลิเคชันยอดนิยม เช่น Microsoft Teams ขณะเดินทาง โดยระบบจะตัดสัญญาณภาพของผู้ขับขี่โดยอัตโนมัติเมื่อรถเคลื่อนที่เพื่อความปลอดภัย
นอกจากนี้ ผู้โดยสารตอนหลังยังสามารถควบคุมระบบปรับอากาศ ม่านบังแดด และระบบนวดของเบาะนั่งผ่านรีโมทคอนโทรล MBUX รูปแบบใหม่ที่สามารถถอดแยกการใช้งานได้
ทางด้านขุมพลังและการขับเคลื่อน เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้ทำการปรับปรุงไลน์อัปเครื่องยนต์ใหม่ทั้งหมดเพื่อเพิ่มความคล่องตัว และลดแรงสั่นสะเทือนรวมถึงเสียงรบกวนภายในห้องโดยสาร โดยในรุ่นท็อปอย่าง GLS 580 4MATIC ขุมพลังเบนซิน V8 ได้รับการปรับปรุงมาใช้เพลาข้อเหวี่ยงแบบ Flat-Plane แทนที่แบบ Cross-Plane เดิม ส่งผลให้การตอบสนองต่อคันเร่งรวดเร็วขึ้น ให้กำลังสูงสุดเพิ่มขึ้นเป็น 395 กิโลวัตต์ (เดิม 380 กิโลวัตต์) และแรงบิดสูงสุด 750 นิวตันเมตร
สำหรับรุ่น GLS 450 4MATIC เครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบเรียง ได้รับการปรับเพิ่มแรงบิดขึ้นอีก 12% เป็น 560 นิวตันเมตร ด้วยการติดตั้งคอมเพรสเซอร์ไฟฟ้าเสริมตัวใหม่ (Electric Auxiliary Compressor) ขณะที่ขุมพลังดีเซลอย่าง GLS 350d 4MATIC และ GLS 450d 4MATIC ถูกติดตั้งระบบบำบัดไอเสียคาตาไลติกไฟฟ้า (Electrically Heated Catalyst) เป็นครั้งแรก ช่วยให้ระบบบำบัดไอเสียทำงานได้เต็มประสิทธิภาพเร็วขึ้นเพื่อรองรับมาตรฐานมลพิษในอนาคต
โดยเครื่องยนต์ทุกรุ่นจะทำงานร่วมกับระบบไฮบริดขนาดเล็ก 48 โวลต์ (Integrated Starter Generator - ISG) ที่ช่วยเสริมกำลังในรอบต่ำและช่วยประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง
Mercedes-Benz GLS ใหม่ มาพร้อมช่วงล่าง E-ACTIVE BODY CONTROL ที่ทำงานบนระบบไฟฟ้า 48 โวลต์ โดยหน่วยประมวลผลจะทำการวิเคราะห์สภาพการขับขี่แบบเรียลไทม์ถึง 1,000 ครั้งต่อวินาที เพื่อปรับระดับความหนืดของโช้คอัพและสปริงในแต่ละล้ออย่างเป็นอิสระ ผสานการทำงานร่วมกับระบบช่วงล่างถุงลม AIRMATIC
อีกทั้งยังมีระบบควบคุมระดับความสูง-ต่ำอัจฉริยะที่ใช้ข้อมูลจากระบบคลาวด์และเซนเซอร์รอบคันในการตรวจจับสภาพพื้นผิวถนนและเนินลูกระนาดล่วงหน้า เพื่อปรับความนุ่มนวลของช่วงล่างให้พร้อมรับแรงกระแทก ส่งผลให้ตัวรถสามารถเคลื่อนที่ผ่านอุปสรรคได้อย่างราบรื่นและลดอาการโยนตัวของตัวถังได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทางด้านระบบความปลอดภัยและระบบช่วยเหลือการขับขี่ New GLS ติดตั้งเซนเซอร์ตรวจจับรอบคันอย่างครบครัน ประกอบด้วยกล้องภายนอก 10 ตัว, เซนเซอร์เรดาร์สูงสุด 5 ตัว และเซนเซอร์อัลตราโซนิก 12 ตัว ทำงานร่วมกับระบบขับขี่อัตโนมัติของเมอร์เซเดส-เบนซ์ โดยระบบช่วยจอดอัจฉริยะ (MB.DRIVE PARKING ASSIST) รุ่นใหม่สามารถตรวจจับพื้นที่จอดรถที่ไม่มีเส้นแบ่งสีขาวได้อย่างแม่นยำ และทำงานได้เร็วขึ้นกว่าระบบเดิมถึง 60%
New Mercedes-Benz GLS ยังคงรักษาจุดเด่นในฐานะเอสยูวีขนาด 7 ที่นั่งขนาดใหญ่ ด้วยมิติตัวถังความยาว 5,207 มิลลิเมตร และระยะฐานล้อที่ยาวถึง 3,135 มิลลิเมตร เบาะนั่งทั้ง 3 แถวควบคุมด้วยระบบไฟฟ้าทั้งหมด โดยเบาะแถวที่สามสามารถพับเก็บเรียบไปกับพื้นห้องบรรทุกสัมภาระได้ด้วยการกดปุ่มเพียงครั้งเดียว เพื่อขยายพื้นที่เก็บสัมภาระสูงสุดถึง 2,400 ลิตร
สำหรับกำหนดการวางจำหน่ายและการเปิดตัวในแต่ละภูมิภาค ทางเมอร์เซเดส-เบนซ์ จะเริ่มทยอยส่งมอบรถให้กับตัวแทนจำหน่ายในตลาดหลักอย่างยุโรป สหรัฐอเมริกา และจีนเป็นลำดับแรก


