แม้ว่าจะเป็นแบรนด์น้องใหม่ในตลาดรถยนต์ที่มีความโดดเด่นในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าและพลังงานทางเลือกจนได้รับการจับตามอง แต่ทว่าในการเปิดเผยผลประกอบการล่าสุดของบริษัท มีการระบุว่า BYD ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่ใหญ่ของจีน มีผลกำไรที่ลดลงมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ อันเป็นผลมาจากปัจจัยเรื่องยอดขายในตลาดรถยนต์จีนที่ลดลงอย่างมาก เช่นเดียวกับผลกระทบอันเกิดจากการนำตลาดเข้าสู่สงครามของการตัดราคาจนทำให้มาร์จินของรถยนต์เหลือน้อย และมีการเปิดเผยในตอนนี้ บริษัทเริ่มเผยแล้วว่าอาจจะต้องมีการลดพนักงานอีกครั้งหนึ่ง
นอกจากนั้น BYD กำลังได้รับผลกระทบต่อเนื่อง เมื่อยอดขายในเดือนมีนาคมที่ผ่านมาไม่ฉลุยอย่างที่คิด และโดน Geely คู่แข่งในจีน ทำยอดขายแซงหน้า จนทำให้พวกเขาต้องหล่นจากบัลลังก์ของการเป็นบริษัทรถยนต์จีนที่มียอดขายรถยนต์พลังไฟฟ้าและพลังงานใหม่สูงสุดในจีน
Reuter กล่าวถึงข้อมูลของ BYD ที่ยื่นต่อตลาดหลักทรัพย์ว่า ในปี 2025 ที่ผ่านมา กำไรสุทธิลดลง 19% เหลือ 32.6 พันล้านหยวน (4.72 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งเป็นการลดลงของกำไรประจำปีครั้งแรกในรอบ 4 ปี ซึ่งตัวเลขนี้ถือว่าสูงกว่าที่นักวิเคราะห์ที่สำรวจโดย LSEG คาดการณ์ไว้ เพราะทาง LSEG ระบุว่าการลดลงของกำไรจากผลประกอบการของ BYD น่าจะลดลงโดยเฉลี่ยที่ 12.1% เท่านั้น
ในปี 2026 น่าจะเป็นอีกปีที่ยากลำบากสำหรับ BYD เพราะแม้ว่าการเติบโตในตลาดต่างประเทศของพวกเขาจะดำเนินไปได้ด้วยดี แต่ทว่าการเข้าสู่ตลาดใหญ่อย่างยุโรปและสหรัฐอเมริกายังมีปัญหาอยู่เพราะเรื่องของกำแพงภาษี ขณะเดียวกัน ตลาดในประเทศถือว่ามีการแข่งขันที่สูงมาก และคู่แข่งมีมากขึ้น รวมถึงมีรถยนต์ไฟฟ้าที่มาพร้อมกับราคาที่เย้ายวน เช่นเดียวกับสเป็กที่สูงกว่า อีกทั้งในปีนี้ทางนักวิเคราะห์เชื่อว่าความต้องการของผู้บริโภคในจีนน่าจะลดลงอันเป็นผลมาจากการที่ตลาดอิ่มตัว และเศรษฐกิจในประเทศ โดยสิ่งเหล่านี้จะเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดผลกระทบในด้านกำไรของทาง BYD อย่างแน่นอน
ที่ผ่านมา BYD ประสบความสำเร็จในการสร้างยอดจำหน่ายจากรถยนต์พลังไฟฟ้าในตระกูล Dynasty และ Ocean ที่ราคาไม่แพง แต่กำลังสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดเนื่องจากคู่แข่งอย่าง Leapmotor และ Geely สามารถพัฒนารถยนต์ที่มีเทคโนโลยีในระดับใกล้เคียงกัน โดยมีราคาที่ถูกกว่าออกมาแข่งขันในตลาด ซี่งตรงนี้ถือเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ BYD กำลังระส่ำทั้งในเรื่องตัวเลขยอดขายลดลงและกำไรสุทธิของบริษัทลดลงกว่าที่ถูกประเมินเอาไว้
มีรายงานว่า ยอดขายของ BYD ในจีนลดลงติดต่อกัน 6 เดือน ยอดขายรวมในเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ลดลง 36% เมื่อเทียบกับปีต่อปี เหลือ 400,241 คัน แม้ว่ายอดขายในต่างประเทศจะเพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่สามารถชดเชยความอ่อนแออย่างต่อเนื่องของยอดขายในประเทศจีนได้
BYD เคยเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของจีนในปี 2025 แต่ตกลงมาอยู่ในอันดับที่ 4 ในช่วงเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เนื่องจากยอดขายโดยรวมลดลงมากที่สุดนับตั้งแต่การระบาดของ COVID-19 โดยพวกเขามีอัตราการเติบโตของรายได้เพียงแค่ 3.5% ซึ่งเป็นอัตราต่ำที่สุดในรอบ 6 ปี และในช่วงปลายปีที่ผ่านมา BYD ได้ลดจำนวนพนักงานลง 10.2% เหลือ 869,622 คน
ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ผลประกอบการของ BYD ไม่ค่อยสู้ดีนัก มีกำไรลดลง 38.2% เหลือ 9.3 พันล้านหยวน ซึ่งเป็นการลดลงติดต่อกันเป็นไตรมาสที่สาม โดยอัตรากำไรขั้นต้นจากรถยนต์และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งคิดเป็น 80.7% ของรายได้จากการดำเนินงาน ลดลงถึง 20.5% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว
สงครามราคาที่ดุเดือดในจีน ตลาดรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ส่งผลกระทบต่อผลกำไรของ BYD และคู่แข่งอย่าง Geely Auto ก็กำลังได้เปรียบในช่วงต้นปี 2026 "เราตระหนักดีว่าการแข่งขันในอุตสาหกรรม (รถยนต์พลังงานใหม่) ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมาก และกำลังอยู่ในช่วงที่สาหัสสำหรับแบรนด์" Wang Chuanfu ประธานบริษัท BYD กล่าว พร้อมยืนยันถึงแผนการขยายตลาดต่างประเทศของบริษัท
Eugene Hsiao นักวิเคราะห์จาก Macquarie กล่าวว่า“การมุ่งเน้นไปที่การอัพเกรดเทคโนโลยีจะช่วยผลักดันความสามารถในการแข่งขันมากกว่าราคา ในขณะที่ยอดขายในต่างประเทศและการผลิตในประเทศยังคงเป็นจุดสำคัญสำหรับการเติบโตในปีนี้”
นอกจากนั้น Hsiao ยังให้ความเห็นอีกว่า ด้วยเหตุที่ BYD ผลิตเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าล้วนและรถยนต์ไฮบริดแบบเสียบปลั๊ก จึงได้รับผลกระทบมากที่สุดจากการหมดอายุของการยกเว้นภาษีซื้อรถยนต์พลังงานใหม่ในจีน ซึ่งประเด็นนี้ถือว่าสำคัญมาก ในการก่อให้เกิดปัญหาครั้งนี้ อีกทั้งในช่วงที่ผ่านมา BYD เองลงทุนและอัพเกรดตัวเองในเรื่องของการเป็นแบรนด์รถยนต์พลังไฟฟ้าที่ครอบคลุมในทุกเซ็กต์เมนต์ของตลาดผ่านแบรนด์ในเครืออย่าง Denza รวมถึงการเปิดตัวเทคโนโลยีการชาร์จเร็วแบบ Ultra Charging และเทคโนโลยีแบตเตอรี่ ซึ่งทั้งหมดล้วนต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก
ในส่วนของยอดขายในประเทศนั้น ยอดขายของ BYD ในปีนี้ยังได้รับผลกระทบจากเงินอุดหนุนที่ปรับปรุงใหม่ ซึ่งเอื้อประโยชน์ต่อรถยนต์ในระดับราคาที่สูงขึ้นไปมากกว่ากลุ่มรถยนต์ราคาประหยัดที่มีราคาต่ำกว่า 150,000 หยวน (21,699 ดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งรถยนต์กลุ่มนี้ถือว่าเป็นกระดูกสันหลังของแบรนด์เลยก็ได้ เพราะมีสัดส่วนมากกว่า 61% ของยอดขายในประเทศจีนของ BYD
แม้ว่า BYD จะพยายามเปิดตัวรถยนต์ 11 รุ่นที่มีแบตเตอรี่ชาร์จได้เร็วขึ้น พร้อมกับการขยายเครือข่ายสถานีชาร์จเร็ว แต่ นักวิเคราะห์กล่าวว่า การเน้นไปที่กลุ่มผลิตภัณฑ์ราคาสูงอาจไม่เพียงพอที่จะกระตุ้นยอดขายได้ เนื่องจากผู้บริโภคมองหาตัวเลือกที่ราคาไม่แพงกว่า และเป็นการวางกลยุทธ์ที่ผิดจุดและผิดจังหวะ
BYD รายงานว่ากระแสเงินสดจากการดำเนินงานลดลงมากกว่า 50 % ในขณะที่การกู้ยืมเพิ่มขึ้นถึง 4เท่า แม้ว่าบริษัทจะเน้นย้ำว่ามี “สภาพคล่องเพียงพอ” เพื่อตอบสนองความต้องการด้านการลงทุน แต่ก็ยังมีข้อสงสัยอีกมาก โดยเฉพาะจากบรรดานักวิเคราะห์ทั้งหลาย โดย Laila Khawaja ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีจีนจากกลุ่มวิจัย Gavekal กล่าวว่าคำถามสำคัญคือ BYD จะสามารถเปลี่ยนการขยายตัวไปทั่วโลกให้เป็นผลกำไรที่ยั่งยืนได้หรือไม่ “ขนาด การบูรณาการในแนวดิ่ง และการลงทุนด้าน R&D ทำให้บริษัทมีรากฐานที่แข็งแกร่ง แต่บริษัทจะยังคงเผชิญกับความเสี่ยงต่างๆ เช่น ความขัดแย้งทางการค้า และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากบริษัทจีนอื่นๆ ที่พยายามคว้าโอกาสการเติบโตที่คล้ายคลึงกัน” เธอกล่าว
ผลประกอบการของ BYD แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่น่าจับตามองจากหลายปีของการเติบโตอย่างต่อเนื่องในจีน เนื่องจากตลาดรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกกำลังเปลี่ยนจากรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซินไปเป็นรถยนต์ไฟฟ้าอย่างรวดเร็ว ยอดขายรถยนต์ 4.6 ล้านคันในปีที่แล้วสูงกว่าปี 2020 มากกว่า 10 เท่า แต่การแข่งขันที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลกระทบมากขึ้น ใน 2 เดือนแรกของปีนี้ ส่วนแบ่งการตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของ BYD ในจีน ซึ่งรวมถึงรถยนต์ไฮบริดแบบเสียบปลั๊ก ลดลงเหลือประมาณ 17% จาก 27 % ในปีก่อนหน้า
นอกจากนั้น ข้อมูลจากบริษัทที่ปรึกษา Automobility ในเซี่ยงไฮ้ระบุว่า การที่ราคาหุ้นร่วงลงสะท้อนให้เห็นถึงการรุกคืบของคู่แข่งในท้องถิ่น ได้แก่ Geely, Huawei, SAIC และ Xiaomi
ก่อนหน้านี้ ผู้บริหารของ BYD เคยตั้งเป้าหมายระยะยาวไว้ที่ยอดขาย 10 ล้านคันต่อปี โดยประมาณครึ่งหนึ่งมาจากนอกประเทศจีน และเพื่อเสริมความแข็งแกร่งในการรุกตลาดรถยนต์โลก กลุ่มบริษัทได้สั่งซื้อเรือขนส่งจำนวน 8 ลำ เพื่อเสริมโรงงานในบราซิล ฮังการี อินโดนีเซีย ไทย ตุรกี และอุซเบกิสถาน แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการขยายตลาดออกสู่นอกประเทศอย่างจริงจัง
อย่างไรก็ตาม หลังจากเติบโตอย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดดมาหลายปี การที่ BYD มีกำไรที่ลดลง ทำให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับความชัดเจนในด้านรายได้ของ BYD ว่าจะมีความยั่งยืนขนาดไหน และนี่คืออีกบทที่ท้าทายสำหรับ BYD แบรนด์ที่เคยผงาดขึ้นมาเป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ที่สุดของโลก


