นายศุภกร รัตนวราหะรอง กรรมการผู้จัดการใหญ่ เลกซัส กรุ๊ป บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยว่าแม้ตลาดรถยนต์หรูในประเทศไทยจะชะลอตัว แต่แบรนด์พรีเมียมจากญี่ปุ่นอย่างเลกซัสยังคงรักษาตำแหน่งในตลาดไว้ได้ โดยในปี 2568 ตลาดรถยนต์หรูมีขนาดรวมประมาณ 26,828 คัน ลดลง 11% จากปี 2567 ขณะที่เลกซัสทำยอดขายได้ 942 คัน คิดเป็นส่วนแบ่งตลาด 3.5% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ที่มียอดขายราว 950-1,000 คันต่อปี
โครงสร้างยอดขายของเลกซัสในไทยยังคงพึ่งพารถยนต์บางรุ่นเป็นหลัก โดยเฉพาะ Lexus LM ที่ได้รับความนิยมสูงและมียอดขาย 503 คัน หรือมากกว่า 50% ของยอดขายรวมในปีที่ผ่านมา ขณะที่กลุ่ม SUV อย่าง RX และ NX มียอดขายรวมกัน 340 คัน โดยได้รับแรงหนุนจากความนิยมของระบบขับเคลื่อนไฮบริด
อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมาอุปทานของรถบางรุ่นยังมีข้อจำกัด โดยเฉพาะรุ่นไฮบริดอย่าง RX และ NX ที่ได้รับผลกระทบจากความต้องการรถไฮบริดทั่วโลก ทำให้เกิดการแข่งขันด้านซัพพลายแบตเตอรี่และเครื่องยนต์ ขณะที่รุ่น LM เริ่มมีปริมาณรถเพียงพอต่อการส่งมอบคำสั่งซื้อใหม่แล้ว
สำหรับปี 2569 บริษัทตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 1,000 คัน โดยจะใช้การเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่เป็นตัวขับเคลื่อนตลาด ประกอบด้วย
-Lexus IS เตรียมเปิดตัวและประกาศราคาในงาน Motor Show เดือนมีนาคม
-Lexus ES เจเนอเรชันใหม่ เปิดตัวช่วง พฤษภาคม โดยมีทั้งรุ่น Hybrid และ BEV
-Luxury BEV SUV รุ่นใหม่ เตรียมเปิดตัวในช่วงปลายปี ภายในงาน Motor Expo
ก่อนหน้านี้บริษัทยังได้แนะนำ Lexus RZ รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) ที่มีระยะทางขับขี่ประมาณ 600 กม. (NEDC) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในโมเดลสำคัญในการขยายไลน์รถไฟฟ้าของแบรนด์
ทิศทางการทำตลาดในปีนี้จะอยู่ภายใต้แนวคิดระดับโลก “Discover Lexus” ที่ประกอบด้วย 3 แกนหลัก ได้แก่
-Electrification การขยายไลน์รถยนต์พลังงานไฟฟ้า ทั้ง BEV, PHEV และ Hybrid
-Experience การสร้างประสบการณ์ลูกค้าผ่านการบริการแบบญี่ปุ่น “Omotenashi” และกิจกรรมพิเศษ
-Equity การสร้างคุณค่าแบรนด์ผ่านกิจกรรมไลฟ์สไตล์และความร่วมมือกับพันธมิตร
บริษัทเตรียมเพิ่มกิจกรรมลูกค้าระดับพรีเมียม รวมถึงโรดโชว์ในหัวเมืองหลัก พร้อมปรับการสื่อสารกับลูกค้าไปใช้ LINE Official Account แทนแอปพลิเคชันเดิม เพื่อเข้าถึงลูกค้าได้ง่ายขึ้น
นายศุภกร กล่าวเพิ่มเติมว่า หนึ่งในความท้าทายสำคัญของตลาดปีนี้คือ การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ที่มีผลตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 ซึ่งทำให้อัตราภาษีรถยนต์บางกลุ่มเพิ่มขึ้นประมาณ 5-10% ส่งผลให้ราคารถยนต์บางรุ่นต้องปรับเพิ่ม อย่างไรก็ตาม บริษัทได้แบกรับภาระต้นทุนส่วนหนึ่ง เพื่อไม่ให้ราคาขายปรับขึ้นเต็มจำนวน โดยเฉพาะในกลุ่ม Plug-in Hybrid (PHEV) ที่มีสัดส่วนภาษีสูงเกือบครึ่งหนึ่งของราคาขาย
ผลจากโครงสร้างภาษีดังกล่าวทำให้เลกซัสต้องปรับแผนผลิตภัณฑ์ โดยนำสเปกและอุปกรณ์บางส่วนของ PHEV ไปใส่ในรุ่น Hybrid (HEV) เพื่อเพิ่มความคุ้มค่าในราคาที่แข่งขันได้มากขึ้น ขณะเดียวกันจะเน้นการทำตลาดรถ BEV มากขึ้นในระยะต่อไป
ปัจจุบันรถยนต์เลกซัสที่จำหน่ายในประเทศไทยส่วนใหญ่นำเข้าจากญี่ปุ่น ขณะที่ตลาดหลักของแบรนด์ยังอยู่ใน ญี่ปุ่น และ สหรัฐอเมริกา ส่วนในอาเซียนตลาดใหญ่คือ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ โดยประเทศไทยอยู่ราวอันดับ 5-6 ของภูมิภาค
"บริษัทอยู่ระหว่างการศึกษา ความเป็นไปได้ในการประกอบรถยนต์เลกซัสในภูมิภาคอาเซียน เพื่อใช้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรี AFTA และช่วยให้สามารถตั้งราคาจำหน่ายแข่งขันได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจยังต้องพิจารณาปริมาณการผลิตและรุ่นรถที่เหมาะสม ซึ่งคาดว่าจะยังไม่เกิดขึ้นในช่วง 5 ปีข้างหน้า"
ปัจจุบันเลกซัสมีโชว์รูมในกรุงเทพฯ 3 แห่ง ได้แก่ พระราม 9 รามอินทรา และสุขุมวิท โดยสาขาสุขุมวิทอยู่ระหว่างย้ายไปยัง วิภาวดี ขณะเดียวกันยังมี Lexus Service Corner 15 แห่ง ในศูนย์บริการโตโยต้าทั่วประเทศ รองรับลูกค้าต่างจังหวัดซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 15% ของยอดขาย รวมถึงบริการ Home Visit Mobility Service ที่ให้ทีมช่างเข้าไปตรวจเช็กและบำรุงรักษารถถึงบ้านลูกค้า
ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในตลาดรถหรู การเร่งขยายไลน์รถไฟฟ้า ปรับกลยุทธ์ราคา และสร้างประสบการณ์ลูกค้า อาจเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดทิศทางการเติบโตของเลกซัสในตลาดไทยในช่วงต่อจากนี้


