GWM ORA 5 เผยรายละเอียดก่อนประกาศราคาจำหน่ายที่งานบางกอกมอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 สามารถเลือกได้ทั้งขุมพลังไฮบริด (HEV) กำลังสูงสุด 223 แรงม้า และไฟฟ้าล้วน (EV) กำลังสูงสุด 204 แรงม้า แบตเตอรี่ขับขี่ไกลสุด 520 กม.
GWM (Thailand) เผยโฉม GWM ORA 5 ก่อนประกาศราคาจำหน่ายในประเทศไทย โดย GWM ORA 5 HEV ถือเป็นการเปิดตัวครั้งแรกของโลก ขณะที่ GWM ORA EV เป็นการเปิดตัวต่อจากประเทศจีน สะท้อนกลยุทธ์ “Multi-Powertrain” ของ GWM ที่มุ่งมอบทางเลือกด้านพลังงานที่หลากหลาย เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเลือกรูปแบบการขับขี่ที่เหมาะสมกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน
GWM ORA 5 ทั้งรุ่น HEV และ EV มีความยาว 4,471 มิลลิเมตร ความกว้าง 1,833 มิลลิเมตร ความสูง 1,641 มิลลิเมตร และระยะฐานล้อ 2,720 มิลลิเมตร ระยะความสูงใต้ท้องรถ 175 มิลลิเมตร รองรับการขับขี่บนสภาพถนนที่หลากหลาย
GWM ORA 5 HEV ติดตั้งเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ 1.5 ลิตร กำลังสูงสุด 150 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 240 นิวตัน-เมตร ทำงานคู่กับมอเตอร์ไฟฟ้า 190 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 236 นิวตัน-เมตร กำลังรวมสูงสุดทั้งระบบ 223 แรงม้า แรงบิดรวมสูงสุด 476 นิวตัน-เมตร สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลา 7.7 วินาที ขับเคลื่อนล้อหน้า
รุ่นไฮบริดมีอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 4.3 ลิตร ต่อ 100 กม. (ตามที่ปรากฎบน ECO Sticker) หรือประมาณ 23.3 กม./ลิตร สามารถขับขี่ได้ระยะทางสูงสุดมากกว่า 1,000 กม. ต่อน้ำมัน 1 ถัง (ความจุถังน้ำมัน 55 ลิตร)
ระบบไฮบริดของ ORA 5 HEV ติดตั้งระบบเกียร์ 2 จังหวะ DHT-HEV 2-Speed Direct Drive พร้อมระบบ Intelligent Energy Management ที่ควบคุมสมดุลการทำงานระหว่างเครื่องยนต์สันดาปและพลังงานไฟฟ้า เพื่อลดการสูญเสียพลังงานและเพิ่มความประหยัดในการใช้งานจริง รวมถึงมีระบบ Regenerative Energy Recovery ที่สามารถนำพลังงานจากช่วงชะลอความเร็วกลับมาเก็บและนำมาใช้ใหม่
ระบบแบตเตอรี่ของ GWM ORA 5 HEV ได้รับการออกแบบโดยให้ความสำคัญกับความทนทานและความน่าเชื่อถือในระยะยาว ผ่านโครงสร้างป้องกันด้านล่างที่ช่วยปกป้องแบตเตอรี่จากแรงกระแทกใต้ท้องรถ และการป้องกันน้ำในสภาพแวดล้อมการใช้งานที่หลากหลายและท้าทาย รวมถึงมีระบบระบายความร้อนด้วยระบบน้ำยาแอร์ หรือ Liquid Cooling System
GWM ORA 5 EV ติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนล้อหน้า กำลังสูงสุด 204 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 260 นิวตัน-เมตร อัตราเร่งจาก 0–100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 7.5 วินาที และมีความเร็วสูงสุด 170 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่ความจุ 58.3 kWh รองรับระยะทางวิ่งสูงสุด 520 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง (NEDC) พร้อมระบบ Vehicle to Load (V2L) กำลังไฟ 6 กิโลวัตต์
แบตเตอรี่รองรับการชาร์จไฟด่วนแบบ DC สูงสุด 120 กิโลวัตต์ และแบบ AC สูงสุด 6.6 กิโลวัตต์ โดยสามารถชาร์จแบบ DC จาก 30–80% ได้ภายในเวลาเพียง 20 นาที ช่วยเพิ่มความสะดวกและความคล่องตัวในการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าในชีวิตประจำวัน
ภายนอกติดตั้งอุปกรณ์มาตรฐาน เช่น ไฟหน้า LED อัจฉริยะ ที่มาพร้อมฟังก์ชันเปิด–ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ ระบบปรับไฟสูง–ต่ำอัตโนมัติ และระบบหน่วงเวลาไฟส่องทางหลังดับเครื่องยนต์ Follow Me Home ไฟส่องสว่างเวลากลางวัน LED DRL ไฟท้าย LED แบบซ่อน ที่ปัดน้ำฝนอัตโนมัติด้านหน้า และที่ปัดน้ำฝนด้านหลัง ติดตั้งล้ออัลลอยสีดำขนาด 18 นิ้ว พร้อมยาง 225/60 R18
รุ่น Ultra ติดตั้งหลังคากระจกพาโนรามิกซันรูฟ ช่วยเพิ่มความโปร่งโล่งให้กับห้องโดยสาร รวมถึงสปอยเลอร์หลังพร้อมไฟเบรกดวงที่สาม ประตูท้ายไฟฟ้าพร้อมระบบกันหนีบ และกระจกมองข้างปรับ–พับไฟฟ้า
ห้องโดยสารถูกออกแบบเน้นความพรีเมียมและสะดวกสบาย ติดตั้งเบาะนั่งหุ้มหนังสังเคราะห์คุณภาพสูง ปรับไฟฟ้า 6 ทิศทางฝั่งผู้ขับขี่ และปรับไฟฟ้า 4 ทิศทางฝั่งผู้โดยสาร เบาะหลังพับได้แบบ 60:40 กระจกมองหลังปรับแสงอัตโนมัติ ระบบปรับอากาศอัตโนมัติพร้อมช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง ช่องเก็บความเย็นขนาด 3.2 ลิตร และแท่นชาร์จไร้สายกำลังไฟ 50 วัตต์ (เฉพาะรุ่น Ultra)
อีกทั้งยังติดตั้งระบบกุญแจ Smart Key พร้อมระบบ Push Start หน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบดิจิทัลขนาด 10.25 นิ้ว ช่องต่อ USB สำหรับผู้โดยสารด้านหน้าและหลัง และกล้องมองภาพรอบคัน 360 องศาพร้อมระบบแสดงภาพใต้ท้องรถ
GWM ORA 5 มาพร้อมหน้าจอมัลติมีเดียแบบสัมผัสขนาด 14.6 นิ้ว ที่รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย ระบบสั่งการด้วยเสียงที่รองรับทั้ง ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ และระบบนำทางอัจฉริยะออนไลน์ Petal Maps ขณะที่รุ่น Ultra เพิ่มเติมด้วยลำโพง Amor 9 ตำแหน่ง และไฟสร้างบรรยากาศภายในห้องโดยสาร
GWM ORA 5 ติดตั้งระบบปฏิบัติการ Coffee OS 3.0 ที่มีเฉพาะรถยนต์ระดับพรีเมียมของ GWM ทำงานร่วมกับชิปประมวลผลรุ่นใหม่ที่ช่วยให้การใช้งานรวดเร็ว ลื่นไหล และตอบสนองได้อย่างฉับไว รองรับการเชื่อมต่อผ่านแอปพลิเคชัน GWM สามารถควบคุมและตรวจสอบสถานะรถผ่านโทรศัพท์มือถือ เช่น การสตาร์ท-ดับเครื่องยนต์ เปิด-ปิดระบบปรับอากาศ รวมถึงสั่งจองการชาร์จไฟล่วงหน้า และเปิด–ปิดประตูท้าย ปิดกระจกข้างได้
ระบบความปลอดภัยพื้นฐานครบครัน อาทิ ระบบติดต่อฉุกเฉิน E-Call ถุงลมนิรภัยคู่หน้า ด้านข้าง และม่านถุงลม เข็มขัดนิรภัยพร้อมระบบเตือนการคาดเข็มขัดนิรภัย ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS) ระบบกระจายแรงเบรกอิเล็กทรอนิกส์ (EBD) ระบบควบคุมการลื่นไถล (TCS) รวมถึงระบบช่วยควบคุมรถบนทางลาดชัน HSA/HDC และจุดยึดเบาะนั่งสำหรับเด็กแบบ ISOFIX
นอกจากนี้ ยังติดตั้งฟังก์ชันความปลอดภัยที่ช่วยเพิ่มความสะดวกในการใช้งาน เช่น ระบบล็อกประตูอัตโนมัติ สัญญาณเตือนกะระยะ 4 จุด ระบบตรวจจับแรงดันลมยาง (TPMS) และชุดปะยางฉุกเฉิน มาพร้อมเทคโนโลยีช่วยขับขี่อัจฉริยะ ADAS มากถึง 18 ระบบ ที่ทำงานร่วมกับกล้องมองภาพรอบคัน 360 องศา พร้อมระบบแสดงภาพใต้ท้องรถแบบโปร่งใส (Body Transparent) ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถมองเห็นสภาพแวดล้อมรอบตัวรถได้อย่างชัดเจน ลดความเสี่ยงจากจุดอับสายตา
GWM ORA 5 ทั้งรุ่น HEV และ EV แต่ละรุ่นมาพร้อม 2 รุ่นย่อย ได้แก่ รุ่น HEV Pro, HEV Ultra และรุ่น EV Pro, EV Ultra โดยรุ่น HEV มีสีภายนอกให้เลือกทั้งหมด 3 สี ได้แก่ Onyx Black (สีดำ), Ivory White (สีขาว) และ Mountain Grey (สีเทา) จับคู่กับสีภายใน Dark Grey (ดำ-เทา)
ขณะที่รุ่น EV เพิ่มความโดดเด่นด้วยสีภายนอก 4 สี ได้แก่ Ivory White (สีขาว), Mountain Grey (สีเทา), Emerald Green (สีเขียว) และ So Blue (สีฟ้า) พร้อมดีไซน์หลังคาสีดำเสริมลุคสปอร์ตและพรีเมียม ภายในมีให้เลือก 2 โทนสี ได้แก่ Brown Beige (น้ำตาล-เบจ) และ Dark Grey (ดำ-เทา)
ทั้งนี้ GWM ORA 5 เตรียมประกาศราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการที่งานบางกอกอินเตอร์เนชันแนลมอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 รอบสื่อมวลชนวันที่ 23 มีนาคม 2569 ที่จะถึงนี้


