xs
xsm
sm
md
lg

‘One Tank, One Charge’ พิสูจน์จริง! BYD SEAL 5 DM-i วิ่งทะลุ 1,252 กม.

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



บททดสอบระยะทางไกลกว่า 1,100 กิโลเมตร ภายใต้เงื่อนไข “น้ำมันหนึ่งถัง ชาร์จหนึ่งครั้ง” ยืนยันศักยภาพเทคโนโลยี DM-i อย่างเป็นรูปธรรม รถทุกคันวิ่งเกิน 1,000 กิโลเมตร ขณะที่ผู้ชนะทำสถิติสูงสุด 1,252 กิโลเมตร ตอกย้ำความประหยัดและการใช้งานจริงของ PHEV ยุคใหม่


บริษัท บริษัท บีวายดี ออโต้ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับ บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายและให้บริการหลังการขายรถยนต์พลังงานใหม่ BYD และ DENZA อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ภายใต้กลุ่มธุรกิจเรเว่ จัดกิจกรรมทดสอบสมรรถนะ “One Tank, One Charge” โดยนำ BYD SEAL 5 DM-i SUPER PHEV รุ่นย่อยใหม่ Standard ให้สื่อมวลชนร่วมพิสูจน์บนเส้นทางจาก จ.เชียงราย – จ.พระนครศรีอยุธยา ครอบคลุมระยะทางกว่า 1,100 กิโลเมตร


จุดประสงค์ของการทดสอบครั้งนี้ คือพิสูจน์ว่าเทคโนโลยี DM-i SUPER PHEV จะสามารถพารถวิ่งได้ไกลสูงสุดเท่าใด ภายใต้เงื่อนไขใช้น้ำมันเพียงหนึ่งถังและชาร์จไฟหนึ่งครั้ง ในสภาพการใช้งานจริงทั้งทางราบ ทางเขา และการจราจรบนถนนหลวง

ผู้ชนะ วิโรจน์ ธัญญหาญ ตู่ showroom on air และ เปรมศักดิ์ เพียรพานิชย์ โจ้ caronline
สำหรับ สถิติผู้ชนะสามารถวิ่งได้ไกลถึง 1,252 กิโลเมตร
รถผู้ชนะเริ่มต้นด้วยการชาร์จไฟ 95% และเติมน้ำมันเต็มถัง โดยหน้าจอแสดงผลว่าสามารถวิ่งได้ประมาณ 1,100 กิโลเมตร
-เลขไมล์เริ่มต้น (ODO) 29 กม.
-สิ้นสุดที่ ODO 1,281 กม.
-รวมระยะทางที่ทำได้จริง 1,252 กิโลเมตร


วันแรก: เชียงราย – เพชรบูรณ์ (10 ชั่วโมง) ระยะทาง 644 กม. แบตเตอรี่เหลือ 50%

วันที่สอง: เพชรบูรณ์ – พระนครศรีอยุธยา (9 ชั่วโมง) ระยะทางเพิ่ม 608 กม. แบตเตอรี่เหลือ 49% จุดสิ้นสุดการแข่งขันอยู่ที่จุดฟิตเนส สถานีบริการ ปตท. บางปะหัน จ.พระนครศรีอยุธยา

ผู้ชนะใช้น้ำมันรวม 42.015 ลิตร เป็นเงิน 1,291.50 บาท อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 29.798 กม./ลิตร ,ต้นทุนเฉลี่ย 0.969 บาทต่อกิโลเมตร ความเร็วเฉลี่ยอยู่ในช่วง 90–100 กม./ชม. และบางช่วงแตะ 130–140 กม./ชม. สะท้อนการขับขี่ในสภาพเส้นทางจริง

แอทมิน เป็นผู้ขับ ส่วนคนข้างๆ สื่อจากเพจ ลำยองพาไปลอง
สำหรับรถคันแอดมิน ซึ่งมีผู้ขับขี่ 2 คน (ผู้หญิงทั้งคู่) ขับในลักษณะใช้งานปกติ ไม่ได้เน้นการแข่งขันหรือขับแบบประหยัดเป็นพิเศษ หากเป็นทางตรงก็ใช้ความเร็วตามปกติ ,ความเร็วเฉลี่ย 90–120 กม./ชม. ,ระยะทางรวมสูงสุด 1,104.7 กิโลเมตร ,ใช้น้ำมัน 43.5 ลิตร (จากความจุถัง 45 ลิตร) ,อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 25.3 กม./ลิตร


ในเรื่องการขับ คันเราเป็นสไตล์สบาย ๆ ขับเหมือนใช้รถในชีวิตประจำวัน ไม่ได้ตั้งใจทำสถิติเพื่อชนะการแข่งขัน ผลลัพธ์ที่ได้จึงสะท้อนภาพการใช้งานของผู้บริโภคทั่วไปได้อย่างชัดเจน และยังสามารถทำระยะทางทะลุ 1,000 กิโลเมตรได้จริง

สำหรับสมรรถนะและการควบคุม เป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของ BYD SEAL 5 DM-i SUPER PHEV คือโครงสร้างที่ช่วยลดน้ำหนักตัวรถลงได้ราว 200 กิโลกรัม ส่งผลให้การควบคุมมีความคล่องตัว  พวงมาลัยคม อัตราเร่งตอบสนองเร็วทันใจ  ช่วงล่างให้ความมั่นคงในระดับที่ดีเมื่อเทียบกับรถขนาดเดียวกัน ทำให้ขับทางไกลไม่รู้สึกเมื่อย ไม่เครียดตอนขับ 


ช่วงขับผ่านเส้นทางภูเขาที่มีความคดเคี้ยวและความชันสลับซับซ้อน รถสามารถรักษาความเร็วได้อย่างมั่นใจ อัตราเร่งตอบสนองได้ไหลลื่น โดยใช้กำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าเป็นหลัก ทำให้การเร่งแซงต่อเนื่องและนุ่มนวล ขณะเดียวกันยังคงความประหยัดเป็นหัวใจสำคัญ


จุดเด่นเทคโนโลยี DM-i SUPER PHEV

ระบบ DM-i SUPER PHEV แบบปลั๊กอินไฮบริด ผสานการทำงานของเครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร และแบตเตอรี่ Blade Battery เทคโนโลยีเอกสิทธิ์ของ BYD วิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนได้สูงสุด 85 กิโลเมตร (มาตรฐาน NEDC) ,อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 28.6 กม./ลิตร* แม้ในสภาวะแบตเตอรี่ต่ำ ให้อัตราเร่งโดดเด่น พร้อมความประหยัดเชื้อเพลิง


ภายหลังประกาศผลการแข่งขัน ได้มีการเปิดราคาอย่างเป็นทางการดังนี้
รุ่น Standard ราคา 599,900 บาท
รุ่น Dynamic ราคา 659,900 บาท


บทพิสูจน์ “One Tank, One Charge” ครั้งนี้ จึงตอกย้ำชัดเจนว่า PHEV อย่าง BYD SEAL 5 DM-i SUPER PHEV สามารถตอบโจทย์การเดินทางไกลได้จริง ทั้งในแง่สมรรถนะ ความประหยัด และต้นทุนต่อกิโลเมตรที่คุ้มค่าในการใช้งานจริงบนถนนเมืองไทย

ปัจจุบันBYD SEAL 5 DM-i Super PHEV มีให้เลือกทั้งสิ้น 3 รุ่นย่อย ได้แก่ รุ่นStandard (ใหม่) ราคาทางการ 599,900 บาท (ราคาพิเศษ 3,000 คันแรก) รุ่นDynamic (ใหม่) ราคาทางการ 659,900บาท และรุ่นPremiumราคาทางการ 769,900 บาท

ผลการขับขี่ของผู้ชนะเลิศ
รุ่นStandardและDynamicมีการปรับลดขนาดความจุแบตเตอรี่ BYD Blade Battery (LFP) จากขนาด 18.3 kWhในรุ่น Premiumเป็นขนาด 13.08 kWh ส่งผลให้มีระยะทางขับขี่ไฟฟ้าลดลงจาก 120 กม. เหลือ 85 กม. เมื่อชาร์จแบตเตอรี่จนเต็ม (ตามมาตรฐานNEDC)

ทั้ง รุ่นย่อยใหม่ยังคงติดตั้งเครื่องยนต์ Plug-in Hybridทำงานร่วมกันระหว่างเครื่องยนต์ Xiaoyunขนาด 1.5 ลิตร กำลังสูงสุด 72 กิโลวัตต์ ( 98 แรงม้า) แรงบิดสูงสุด 122 นิวตัน-เมตร และมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุด 145 กิโลวัตต์
(
197แรงม้า) แรงบิดสูงสุด 300 นิวตัน-เมตร ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวล า7.6 วินาที เพิ่มขึ้นจาก รุ่นPremiumราว 0.1วินาที อันเป็นผลจากขนาดแบตเตอรี่ที่เล็กลง


รุ่นStandard ติดตั้งอุปกรณ์มาตรฐาน เช่น ไฟหน้า LED เปิด-ปิดอัตโนมัติ พร้อม Follow Me Home,ไฟส่องสว่างเวลากลางวัน LED, กระจกมองข้างปรับไฟฟ้า (ไม่มีระบบพับไฟฟ้า),ไฟท้าย LED พร้อมไฟเลี้ยว Sequentialและล้ออัลลอย 17 นิ้ว

ห้องโดยสารติดตั้งเบาะนั่งหุ้มวัสดุผ้า (ปรับมือ),หน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ 8.8 นิ้ว,หน้าจอสัมผัสขนาด 10.1 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay / Android Auto, Bluetooth,ระบบKeyless EntryและKeyless Start,ระบบกุญแจ NFC Card, ช่องจ่ายไฟ USB-Cและ USB-A  สำหรับผู้โดยสารตอนหน้ากล้องมองภาพด้านหลัง และลำโพง ตำแหน่ง


รุ่น Dynamic เพิ่มเติมอุปกรณ์มาตรฐานจากรุ่น Standardประกอบด้วย กระจกมองข้างพับไฟฟ้าอัตโนมัติ,เบาะนั่งหุ้มหนังสังเคราะห์,เบาะนั่งผู้ขับขี่ปรับไฟฟ้า ทิศทาง,ที่พักแขนตอนหลังพร้อมที่วางแก้ว,หน้าจอสัมผัสขนาด 12.8 นิ้ว,ระบบกุญแจ BYD Digital Key,ช่องจ่ายไฟ USB-CและUSB-A สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง,ระบบเชื่อมต่อสัญญาณอินเทอร์เน็ตสำหรับ BYD App และอัปเดตซอฟต์แวร์ OTA, กล้องมองภาพรอบคัน 360 องศา และลำโพง ตำแหน่ง


ระบบความปลอดภัยทั้งรุ่นStandardและ Dynamic ประกอบด้วย ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (ACC),ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแปรผันอัจฉริยะ (ICC),ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ (AEB),ระบบช่วยเตือนการชนด้านหน้า (FCW),ระบบช่วยควบคุมไม่ให้ออกนอกช่องทางเดินรถ (LDP),ระบบควบคุมไฟสูงอัจฉริยะ (IHBC),ระบบตรวจสอบแรงดันลมยาง (TPMS),ถุงลมนิรภัยคู่หน้า / ด้านข้างคู่หน้า / ม่านถุงลมนิรภัย และเซนเซอร์กะระยะด้านหลัง 4 จุด เป็นต้น


อุปกรณ์มาตรฐานที่หายไปจาก รุ่นPremium ประกอบด้วย ระบบปัดน้ำฝนอัตโนมัติ,ไฟส่องพื้นบริเวณกระจกมองข้างและประตูคู่หน้า,เบาะนั่งผู้โดยสารตอนหน้าปรับไฟฟ้า4ทิศทาง,กระจกเปิด-ปิดอัตโนมัติ 4 บาน (รุ่นStandardและDynamicเฉพาะฝั่งคนขับ), Wireless Charger,ลำโพง 8 ตำแหน่ง,เซนเซอร์กะระยะด้านหน้า,ระบบช่วยเตือนการชนด้านหลัง (RCW),ระบบเตือนจุดอับสายตา (BSD) และระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง (RCTA)




BYD SEAL 5 DM-i Super PHEVรุ่นStandardและDynamicมีเฉพาะตัวถังสีขาวHorizon WhiteและสีดำQuantum Black (รุ่นPremiumสามารถเลือกตัวถังสีเทาHarbour Greyเพิ่มเติมได้) ห้องโดยสารทุกรุ่นย่อยมีเฉพาะสีดำเท่านั้น