Mercedes-Benz เผยโฉม S-Class (W223) โฉมเฟซลิฟต์ปี 2026 ที่ถูกปรับปรุงโฉมกว่า 50% เปลี่ยนชิ้นส่วนใหม่กว่า 2,700 รายการ พร้อมสัญลักษณ์ดาวสามแฉกเหนือฝากระโปรงที่สามารถเรืองแสงได้เป็นครั้งแรก
แม้ว่า S-Class รหัสตัวถัง W223 ดังกล่าวจะเป็นเพียงการปรับเฟซลิฟต์เพื่อกระตุ้นยอดขายช่วงกลางอายุตลาด แต่เมอร์เซเดส-เบนซ์ระบุว่าได้มีการปรับเปลี่ยนชิ้นส่วนใหม่ถอดด้ามไปมากกว่า 2,700 ชิ้นทั้งภายนอกและภายในห้องโดยสาร เพื่อรักษาความเป็นรถยนต์หรูระดับแฟลกชิปของค่าย
ด้านหน้าของโฉมเฟซลิฟต์มาพร้อมไฟหน้า DIGITAL LIGHT ดีไซน์ใหม่ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิม ตกแต่งไฟส่องสว่างเวลากลางวันและไฟหรี่เป็นรูปดาวสามแฉกคู่ พร้อมเทคโนโลยี Micro-LED ช่วยเพิ่มพื้นที่ส่องสว่างแบบความละเอียดสูงขึ้นอีก 40% อีกทั้งมีระบบไฟสูง Dynamic ULTRA RANGE ที่สามารถส่องสว่างได้ไกลสุดถึง 600 เมตร เชื่อมต่อกับระบบกล้องและแผนที่นำทางเพื่อปรับทิศทางการส่องสว่างได้อย่างแม่นยำ
กระจังหน้าแบบเรืองแสงถูกเพิ่มขนาดใหญ่ขึ้น 20% และเป็นครั้งแรกที่เมอร์เซเดส-เบนซ์เริ่มติดตั้งตราสัญลักษณ์ดาวสามแฉกแบบเรืองแสงเหนือฝากระโปรงหน้า ช่วยเพิ่มความโดดเด่นยามค่ำคืน ส่วนไฟท้ายยังคงดีไซน์ชุดโคมเดิม แต่ปรับเปลี่ยนรายละเอียดให้ส่องสว่างเป็นรูปดาวสามแฉกจำนวน 3 ดวงต่อข้าง พร้อมดีไซน์แถบโครเมียมให้มีความเรียวบางกว่ารุ่นก่อนเฟซลิฟต์
ห้องโดยสารถูกเปลี่ยนหน้าจอกลางแนวตั้งมาเป็น MBUX Superscreen ที่ประกอบด้วยหน้าจอกลางแนวนอนขนาด 14.4 นิ้ว และหน้าจอสำหรับผู้โดยสารขนาด 12.3 นิ้ว ควบคู่ไปกับหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ขนาด 12.3 นิ้วอีก 1 จอ มาพร้อมช่องแอร์ Digital Vent Control ที่สามารถปรับแรงลมได้อัตโนมัติ พร้อมระบบกรองอากาศที่สามารถกรองอนุภาคที่มีขนาดเล็กกว่าเม็ดเกลือ 1,200 เท่า
S-Class ใหม่ มาพร้อมที่ชาร์จสมาร์ทโฟนไร้สาย 2 ตำแหน่งบริเวณตอนหน้า พร้อมช่องจ่ายไฟ USB-C ที่จ่ายไฟได้สูงถึง 100 วัตต์ สามารถติดตั้งหน้าจอ MBUX High-End Rear Seat Entertainment System ขนาด 13.1 นิ้ว จำนวน 2 จอสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง พร้อมกล้องความละเอียดระดับ HD รองรับการประชุมแบบวิดีโอผ่าน Microsoft Teams, Zoom และ Webex หรือจะชมภาพยนตร์ผ่าน Disney+ หรือ RIDEVU ก็ได้เช่นกัน
ระบบปฏิบัติการ MB.OS เจเนอเรชันล่าสุดมาพร้อมระบบ AI จาก ChatGPT4o, Microsoft Bing และ Google Gemini ขณะที่ระบบผู้ช่วยสั่งงาน MBUX Virtual Assistant รองรับคำสั่งเสียงเริ่มต้น 'Hey Mercedes' ได้จากทุกตำแหน่งที่นั่ง และยังสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชันเพิ่มเติมได้มากกว่า 40 รายการ (ขึ้นอยู่กับประเทศที่ใช้งาน)
ระบบช่วยเหลือการขับขี่ MB.DRIVE ทำงานผ่านกล้องภายนอก 10 ตัว เรดาร์ 5 ตัว และเซนเซอร์อัลตราโซนิก 12 ตัว ประมวลผลโดยอัลกอริทึม MB.OS. Artificial Intelligence ผ่านซูเปอร์คอมพิวเตอร์แบบระบายความร้อนด้วยน้ำ สามารถรองรับฟังก์ชันใหม่ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
S-Class โฉมเฟซลิฟต์ทุกคันถูกติดตั้งระบบ MB.DRIVE ASSIST ที่ประกอบด้วย ระบบ Distance Assist DISTRONIC พร้อมระบบ Steering Assist และ Lane Change Assist รวมถึงมีระบบ Proactive Lane Change Assist ที่สามารถช่วยเปลี่ยนเลนอัตโนมัติบนทางหลวงได้
ลูกค้าสามารถอัปเกรดเป็น MB.DRIVE ASSIST PRO ที่มีฟังก์ชันช่วยหยุดรถอัตโนมัติตามสัญญาณไฟจราจรและป้ายหยุด และยังสามารถขับขี่จากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งโดยอัตโนมัติอย่างปลอดภัย ซึ่งปัจจุบันเปิดให้ใช้งานเฉพาะประเทศจีน ก่อนจะตามมาด้วยสหรัฐอเมริกาในอีกไม่ช้า ขณะที่การใช้งานในยุโรปจะต้องรอหลังจากกฎหมายได้มีการอนุญาตแล้วเท่านั้น
นอกจากนี้ ยังมีระบบช่วยจอดอัตโนมัติ MB.DRIVE PARKING ASSIST ที่สามารถทำงานได้แม้ไม่มีเส้นแบ่งช่องจอดบนพื้นถนน พร้อมฟังก์ชันถอยหลังอัตโนมัติ Reverse Manoeuvring ที่สามารถถอยหลังย้อนเส้นทางเดิม และระบบ MB.DRIVE PARKING ASSIST 360 ที่มีฟังก์ชัน Visual Rim Protection ช่วยป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับล้อขณะจอดได้
ด้านขุมพลังของ Mercedes-Benz S-Class โฉมเฟซลิฟต์ยังคงมีให้เลือกครบครัน ทั้งเครื่องยนต์เบนซิน 8 สูบ Mild-hybrid ในรุ่น S 580 4MATIC ที่มีกำลังสูงสุดถึง 537 แรงม้า (HP) หรือเครื่องยนต์ Plug-in Hybrid ที่ทำงานร่วมกันระหว่างเครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบ และมอเตอร์ไฟฟ้าที่เพิ่มกำลังสูงสุดขึ้นอีก 55 กิโลวัตต์ สามารถขับขี่ด้วยไฟฟ้าล้วนสูงสุดราว 100 กม.
ส่วนผู้ที่ชื่นชอบเครื่องยนต์ดีเซลยังคงมีเครื่องยนต์ 6 สูบ รหัส OM 656 EVO ที่พัฒนาให้ผ่านค่ามาตรฐานมลพิษฉบับใหม่ที่จะมีผลบังคับใช้ในอนาคต พร้อมมอเตอร์ ISG (Integrated Starter-Generator) กำลังสูงสุด 17 กิโลวัตต์ ที่ช่วยให้การดับและสตาร์ทเครื่องยนต์ทำได้อย่างเรียบเนียน และยังช่วยให้รถเคลื่อนที่ด้วยความเร็วคงที่ (Coasting) โดยไม่ต้องใช้เครื่องยนต์


