ส.อ.ท. เผยภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยปี 2568 ยอดขายรถยนต์ในประเทศขยายตัว 8.4% รถยนต์ไฟฟ้าพุ่งทุกประเภท โดย BEV ครองเกือบ 20% ของตลาด ขณะที่ยอดผลิตรวมทรงตัวใกล้เป้า ส่งออกยังเป็นแรงขับหลัก ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจและการค้าโลก
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดรถยนต์ไทยในปี 2568 มียอดขายรถยนต์ในประเทศรวมทั้งสิ้น 621,166 คัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าร้อยละ 8.4 สะท้อนการฟื้นตัวของกำลังซื้อในบางกลุ่ม แม้เศรษฐกิจโดยรวมยังคงชะลอตัว
โดยยอดขายดังกล่าวแบ่งเป็น รถยนต์นั่ง 404,845 คัน รถกระบะ 143,072 คัน รถกระบะดัดแปลง (PPV) 43,916 คัน รถบรรทุกขนาด 5–10 ตัน 15,305 คัน และรถประเภทอื่น ๆ 13,283 คัน
รถยนต์ไฟฟ้าโตแรง ครองสัดส่วนตลาดเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ในจำนวนยอดขายทั้งหมด พบว่ารถยนต์ไฟฟ้าเติบโตอย่างโดดเด่น โดย รถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEV) มียอดขาย 120,301 คัน คิดเป็น 19.37% ของตลาด เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึงร้อยละ 80.27
ขณะที่ รถยนต์ไฟฟ้าผสมแบบเสียบปลั๊ก (PHEV) มียอดขาย 8,621 คัน เพิ่มขึ้นสูงถึงร้อยละ 260.56 และ รถยนต์ไฟฟ้าแบบขยายระยะทาง (REEV) มียอดขาย 971 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 100
ส่วน รถยนต์ไฮบริด (HEV) ยังคงเติบโตต่อเนื่อง มียอดขาย 146,059 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 24
ในทางกลับกัน รถยนต์สันดาปภายใน (ICE) ในกลุ่มรถยนต์นั่งและรถยนต์นั่งตรวจการณ์ มียอดขาย 128,893 คัน คิดเป็น 20.75% ของตลาด ซึ่งมีสัดส่วนลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
ตลาดรถกระบะยังหด แต่เริ่มเห็นสัญญาณไฟฟ้า
สำหรับตลาดรถกระบะในปี 2568 มียอดขายรวม 143,072 คัน ลดลงจากปีก่อนร้อยละ 12.41 อย่างไรก็ตาม เริ่มเห็นการขยับตัวของรถกระบะพลังงานไฟฟ้า โดยมียอดจำหน่าย รถกระบะ BEV จำนวน 726 คัน และ รถกระบะ REEV จำนวน 19 คัน หลังจากปีก่อนไม่มียอดขาย ขณะที่ตลาดรถ PPV มียอดขาย 43,916 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 19.20
ยอดจดทะเบียน EV ป้ายแดงพุ่ง สะสม BEV ทะลุ 3.7 แสนคัน
ข้อมูลการจดทะเบียนยานยนต์ไฟฟ้าป้ายแดงตลอดปี 2568 ระบุว่า รถยนต์ไฟฟ้าแบบ BEV มีการจดทะเบียนใหม่สะสม 147,522 คัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 52.74 โดยเป็นรถยนต์นั่งและรถประเภทต่าง ๆ ถึง 122,123 คัน เพิ่มขึ้นสูงถึงร้อยละ 74.70
ขณะที่ รถยนต์ไฟฟ้าแบบไฮบริด (HEV) มีการจดทะเบียนใหม่สะสม 137,588 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.15 และ รถยนต์ไฟฟ้าแบบ PHEV มีการจดทะเบียนใหม่สะสม 18,416 คัน เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว หรือร้อยละ 96.48
ทั้งนี้ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 ประเทศไทยมียานยนต์ไฟฟ้าแบบ BEV จดทะเบียนสะสมรวม 372,662 คัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 63.83 สะท้อนการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างตลาดยานยนต์ไทยเข้าสู่ยุคไฟฟ้าอย่างชัดเจน
ยอดผลิตรถยนต์ปี 2568 ใกล้เป้า ส่งออกยังเป็นสัดส่วนหลัก
ด้านการผลิตรถยนต์ในประเทศ ปี 2568 มียอดผลิตรวม 1,455,569 คัน ลดลงจากปีก่อนเล็กน้อยร้อยละ 0.9 แต่ยังสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 1,450,000 คัน
โดยการผลิตเพื่อการส่งออกยังคงเป็นสัดส่วนหลัก มียอดผลิต 956,230 คัน คิดเป็นร้อยละ 65.69 ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลงจากปีก่อนร้อยละ 5.2 อย่างไรก็ตาม การผลิตเพื่อส่งออกยังสูงกว่าเป้าหมาย ส่วนหนึ่งมาจากการเร่งผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อการส่งออก ซึ่งสามารถนำไปนับเป็นการผลิตชดเชยในอัตรา 1.5 เท่า ตามมาตรการสนับสนุนของภาครัฐ
ขณะที่การผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศมีจำนวน 499,339 คัน คิดเป็นร้อยละ 34.31 ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าร้อยละ 8.5 สอดคล้องกับการฟื้นตัวของยอดขายรถยนต์ในประเทศ โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์พลังงานทางเลือก
คาดการณ์ปี 2569 ผลิต 1.5 ล้านคัน แต่ยังต้องจับตาความเสี่ยง
ส.อ.ท. คาดว่าในปี 2569 ประเทศไทยจะมียอดผลิตรถยนต์ 1.5 ล้านคัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 3 จากปี 2568 แบ่งเป็นการผลิตเพื่อการส่งออกประมาณ 950,000 คัน ซึ่งคาดว่าจะทรงตัวจากปีก่อน และการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 550,000 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 10
ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐที่เริ่มปรับลดลง รวมถึงการเร่งขยายการส่งออกของผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ท่ามกลางการรอคำวินิจฉัยของศาลสูงสหรัฐเกี่ยวกับมาตรการภาษีศุลกากรในยุคประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งยังสร้างความไม่แน่นอนต่อการค้าโลก
ขณะเดียวกัน ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ทั้งมาตรการเข้มงวดด้านการปล่อยคาร์บอนของประเทศคู่ค้า การแข่งขันจากรถยนต์ไฟฟ้าราคาถูกจากประเทศจีน ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า และความเสี่ยงจากการขาดแคลนชิ้นส่วนยานยนต์จากข้อจำกัดการส่งออกแร่หายาก


