xs
xsm
sm
md
lg

รีวิว Ferrari Purosangue นุ่ม เงียบ เพียบพร้อมเพื่อครอบครัว

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

หลังจากที่หัวเรือใหญ่ของเฟอร์รารี่ประกาศกลางงานแถลงข่าวว่า ม้าลำพอง จะสร้างรถเอสยูวี กระแสของเหล่าสาวกต่างมีความเห็นแตกไปเป็นสองทางคือ ทั้งเห็นด้วยและคัดค้าน สุดท้ายโครงการดังกล่าวเสร็จสมบูรณ์และเปิดตัวอย่างเป็นทางการในชื่อ Ferrari Purosangue (เฟอร์รารี่ พูโรซังเกว้)


การเปิดตัวอย่างเป็นทางการมีขึ้นในเดือนกันยายน 2565 หลังจากนั้นเป็นคิวของแต่ละภูมิภาคในการไล่เรียงเปิดตัวตามที่กำหนดเอาไว้ ซึ่งหลังจากเปิดตัวเป็นคิวของสื่อมวลชนจากทั่วโลกไปร่วมทดลองขับเป็นครั้งแรก ทีมงานมอเตอริ่ง เอ็กซ์ ได้ตอบรับคำเชิญของทาง คาวาลลิโน มอเตอร์ ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์เฟอร์รารี่ในไทย เพื่อไปทดลองขับที่ประเทศอิตาลี ทั้งนี้ สำหรับการเปิดตัวในประเทศไทย มีขึ้นเมื่อวันที่ 5 เมษายน โดยเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้


ใหญ่ที่สุด หนักที่สุด

เฟอร์รารี่ พูโรซังเกว้ ได้ชื่อว่าเป็นรถยนต์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด น้ำหนักมากที่สุด และเงียบที่สุด เท่าที่เฟอร์รารี่ เคยสร้างรถยนต์ออกมาจำหน่าย โดยมิติตัวถังมีขนาด ยาว 4,973 มม. กว้าง 2,028 มม. สูง 1,589 มม. ความยาวฐานล้อ 3,018 มม. น้ำหนักรถเปล่า 2,033 กก. (ติดตั้งอุปกรณ์น้ำหนักเบาเรียบร้อย) อัตราส่วนการกระจายน้ำหนัก หนา41% หลัง 51%


การออกแบบเน้นในเรื่องของหลักอากาศพลศาสตร์เป็นหัวใจสำคัญ โดยมีเป็นการออกแบบใหม่ทั้งหมด ภายนอกอาศัยแรงบันดาลใจจาก GT4 Lusso และ Roma จุดเด่นสำคัญอยู่ที่ประตูบางหลังออกแบบให้เป็นการเปิดจากด้านหน้าและมีบานพับอยู่ที่ด้านหลัง แบบ Suicide Door ซึ่งเฟอร์รารี่เรียกว่าเป็น Welcome Door ทำให้เข้าออกรถได้สะดวก


ตัวเบาะนั่งออกแบบใหม่ เพื่อเป็นรถ 4 ที่นั่งแบบ 2+2 โดยต้องนั่งสบายในทุกตำแหน่ง ตัวเบาะเป็นสไตล์สปอร์ตแบบรถแข่งที่มีทางเลือกของผิวทั้งหนังแท้และหนังอัลคันทารา แบบใหม่ที่ใช้เส้นใย Polyester ถึง 82% ให้ความทนทานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่าการใช้หนังแท้





คลิปขับทดสอบ 


หัวใจเป็นเครื่องยนต์แบบ V12 สูบ (รหัส F104IA) ขนาดความจุ 6.5 ลิตร ไร้ระบบอัดอากาศ พื้นฐานเดียวกับที่อยู่ใน 812 Superfast แต่ได้รับการปรับปรุงชิ้นส่วนใหม่ ให้เหมาะสมกับการเป็นรถอเนกประสงค์ โดยวางกลางด้านหน้า ขับเคลื่อน 4 ล้อ กำลังสูงสุด 725 แรงม้า ที่ 7,750 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 716 นิวตันเมตร ที่ 6,250 รอบ/นาที โดยความพิเศษอยู่ตรงที่แรงบิด 80% ของแรงบิดสูงสุด มาที่รอบต่ำเพียง 2,100 รอบ/นาทีเท่านั้น ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติแบบคลัชท์คู่ F1 DCT 8 สปีด

สมรรถนะเคลมอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ไว้ที่ 3.3 วินาที และ 0-200 กม./ชม. ในเวลา 10.6 วินาที เรียกว่าเร็วที่สุดของรถ SUV ในเวลานี้ ความเร็วสูงสุดมากกว่า 310 กม./ชม. ระยะเบรกจาก 100-0 กม./ชม. ใช้ระยะทาง 32.8 เมตร


ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ คืออีกหนึ่งจุดเด่นใหม่ การขับแบบปกติจะขับเพียง 2 ล้อหลัง โดยแรงบิดอยู่ที่ล้อหลังทั้งหมด เพื่อความนุ่มนวลและการประหยัดน้ำมัน แต่ทันทีที่รถต้องการแรงบิดสูงหรือระบบตรวจจับได้ว่ามีความเสี่ยงในการสูญเสียการยึดเกาะถนน ระบบจะกระจายกำลังตามความเหมาะสมเพื่อให้รถทรงตัวดีขึ้น รวมถึงขณะเข้าโค้งด้วย

ระบบช่วงล่างออกแบบใหม่ทั้งหมด มาด้วยชื่อเรียก True Active Spool Valve (TASV) ซึ่งจะทำงานร่วมกับระบบควบคุมการทรงตัว ESC และระบบอื่นๆ โดยเฉพาะระบบควบคุมการลื่นไถลด้านข้าง (Side Slip Control - SSC) 8.0 และเซ็นเซอร์ของระบบ 6w-CDS ถือเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะของเฟอร์รารี่ ที่ช่วยให้รถทรงตัวได้ดีแตกต่างจากรุ่นอื่นๆ






















สองวิญญาณในร่างเดียว

ก่อนที่จะไปถึงช่วงของการทดลองขับทีมงานเฟอร์รารี่ได้ให้เราพูดคุยสอบถามทุกสิ่งอย่างที่อยากรู้กับทีมผู้สร้างรถ รวมถึงโชว์จุดเด่นที่สำคัญ 2 เรื่องคือ เบาะนั่งหนังอัลคัลทาราแบบใหม่ที่สามารถรีไซเคิลได้ และระบบเครื่องเสียงของ Burmester ที่เป็นการร่วมมือกันครั้งแรกของทั้งสองแบรนด์ โดยนำเอาระบบเสียงที่ดีที่สุดของแบรนด์มาติดตั้งให้เป็นพิเศษเฉพาะเฟอร์รารี่เท่านั้น เซ็ตอัพให้เวทีเสียงดีที่สุดเท่ากันไม่ว่าคุณจะนั่งในตำแหน่งใด นับเป็นความใส่ใจความต้องการของลูกค้าที่ชัดเจน

ประเด็นสำคัญหนึ่งเรื่องที่เราถามทีมผู้พัฒนาคือเรื่องของ “ความเงียบ” ในห้องโดยสาร เพราะคุณแม่บ้านจำนวนไม่น้อยที่ไม่ชอบเสียงดังคำราม โดยคำตอบที่ได้รับกลับมาคือ “เงียบที่สุดที่เราเคยสร้างมา ต้องไปลองนั่งฟังเอง” ได้ฟังดังว่าจึงขอตัดภาพเข้าสู่การทดลองขับ ซึ่งทีมงานเลือกเส้นทางทดสอบ ขึ้น-ลงภูเขาสูงที่เป็นจุดเล่นสกีทางตอนเหนือของอิตาลี ระยะทางรวมมากกว่า 200 กม.


ขอเริ่มต้นด้วยเรื่องของการเก็บเสียงภายในห้องโดยสาร ปิดประตู ติดเครื่องยนต์ ความรู้สึกแรกคือ เงียบมาก มีเสียงเพียงเล็กน้อย แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับเฟอร์รารี่รุ่นอื่นๆ (ยกเว้น PHEV ที่เงียบเพราะระบบจะขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าก่อน) ทั้งๆ ที่เป็นรถเครื่องยนต์ V12 ที่มักจะมากับความดุดันตั้งแต่วินาทีแรกที่เครื่องยนต์ทำงาน

ขับเคลื่อนออกตัวไปกดคันเร่งเบาๆ รอบเครื่องยนต์ไม่ถึง 2,000 รอบ ยังคงความเงียบอย่างน่าประทับใจ แต่แค่เพียงเปิดกระจกโลกจะเปลี่ยนทันที เสียงภายนอกยังคงได้ยินผลิตผลของเครื่องยนต์ V12 พร้อมเสียงคำรามของท่อไอเสียอย่างชัดเจน แสดงให้เห็นถึงการออกแบบและเลือกวัสดุที่สามารถป้องกันเสียงได้ดี


การขับขี่ช่วงความเร็วต่ำหรือใช้รอบเครื่องยนต์ไม่สูงเกิน 3,000 รอบ/นาที รถจะยังคงเงียบ เหมือนคุณขับรถธรรมดาทั่วไป ไม่ใช่บุคลิกของเฟอร์รารี่ที่คุ้นเคย แต่บรรดาแม่บ้านจะต้องชอบอย่างแน่นอน การขับขี่ด้วยความเร็วราว 120 กม./ชม. แบบปกติทั่วไป ไล่คันเร่งไม่กดกระชาก รอบเครื่องยนต์จะอยู่ราว 2,000 รอบต่อนาทีเท่านั้น เรียกว่าขับได้สบายๆ คุณผู้หญิงไม่ต้องกังวล

อย่างไรก็ตาม เฟอร์รารี่ ไม่มีทางทอดทิ้ง DNA ของตัวเอง เพียงแค่คุณกดคันเร่งให้รอบเครื่องยนต์ทะลุ 4,000 รอบ/นาที เจ้าม้าลำพองจะคืนชีพทันที ทั้งเสียงคำรามของเครื่องยนต์และท่อไอเสียจะสร้างความบันเทิง พร้อมกับเรียงดึงมหาศาลที่พุ่งทะยานออกมา แต่เป็นม้าที่ได้รับการฝึกฝน มีความสุภาพ ดึงหลังติดเบาะแต่ไม่กระชากหรือกระแทกกระทั้นแบบเครื่องยนต์เทอร์โบ เพราะ พูโรซังเกว้ ไร้ระบบอัดอากาศ จังหวะเร่งจึงขึ้นแบบเนียนๆ


ยิ่งไปกว่านั้นหากคุณรักษาระดับรอบเครื่องยนต์ให้สูง ความสนุกสนานในการขับขี่แบบซูเปอร์คาร์จะยังคงเหมือนเดิม ไม่แตกต่างจากรุ่นอื่นเท่าใดนัก แต่จะดีกว่าด้วยซ้ำ จากระบบช่วงล่างและระบบเสริมความปลอดภัยที่ช่วยให้การบังคับควบคุมรถง่ายขึ้น ซึ่งเรารับรู้ได้โดยเฉพาะเมื่อต้องขับขี่ขึ้น-ลงที่มีความชันและโค้งที่คดเคี้ยว รวมถึงทางที่เล็กแคบ แต่ไม่มีปัญหาขับผ่านได้ฉลุย

จุดตัดเครื่องยนต์ที่ 4,000 รอบ/นาที คือ สิ่งที่ทำให้เราบอกว่า รถคันนี้มีสองจิตวิญญาณ ขึ้นอยู่กับตัวคุณว่าจะเลือกใช้วิญญาณใดมาประทับร่างของ พูโรซังเกว้

การดูดซับแรงสะเทือนและการเกาะถนนคือ สิ่งที่โดดเด่นที่สุดอีกหนึ่งหัวข้อ เทียบให้เข้าใจง่ายๆ ก่อนหน้าเราได้ขับเจ้า ลัมโบกินี อูรูส เพอร์ฟอร์มานเต้ มาก่อนซึ่ง พูโรซังเกว้ จะใกล้เคียงกัน แต่ดูซับแรงสั่นสะเทือนได้ดีกว่าและนุ่มเมื่อวิ่งช้าๆ ทำให้รู้สึกว่า อูรูส กระด้างและดิบมากกว่า


ขณะที่การทรงตัวในย่านความเร็วสูงนิ่งพอๆ กัน แต่อูรูสเราได้ลองขับในสนามแข่งที่เปียกและแห้ง รวมถึงได้ขับลุยทางดินโคลนเปียกที่โชว์ให้เห็นระบบขับเคลื่อนสี่ล้อที่ควบคุมรถได้อย่างยอดเยี่ยม ส่วน พูโรซังเกว้ เสียดายที่เราไปไม่ทันการลองนั่งขับลุยหิมะ แต่ยังดีที่ได้ลองขับท่ามกลางหิมะที่ตกลงมาบนยอดเขา ทำให้ได้ลองโหมดการขับขี่ใหม่ที่มีการปรับอย่างละเอียดมากขึ้น เรียกว่า อุ่นใจได้ไม่แพ้กัน

ด้านการนั่งทางด้านหลัง มีความสบายและเป็นส่วนตัว ประตูที่เปิดออกทางด้านหน้า ทำให้เข้าออกได้อย่างสะดวก ไม่รู้สึกอึดอัด นั่งขึ้นเขาไม่เวียนหัว แน่นอนว่าหากให้เลือกเราเลือกตำแหน่งผู้ขับขี่อย่างไม่ต้องสงสัย สำหรับตัวอัตราสิ้นเปลือง ต้องขออภัยที่ไม่ได้เก็บรวบรวมเอามา เพราะด้วยเวลาที่จำกัดและสภาพการขับขี่ที่ค่อนข้างโหดกว่าปกติ


เหมาะกับใคร

คงไม่ต้องบรรยาย เพราะปัจจุบันเฟอร์รารี่ได้ประกาศหยุดรับจอง พูโรซังเกว้ ชั่วคราว เนื่องจากมียอดสั่งจองเข้ามามากเกินขีดความสามารถของกำลังการผลิต(20%ของทั้งหมด) ลูกค้าต้องรถส่งมอบไม่ต่ำกว่าหนึ่งปีครึ่งและอาจจะทะลุสองปีสำหรับบางสี สรุปสั้นๆ ถ้าคุณได้จองไปแล้ว ไม่ต้องลังเล ยืนยันสิทธิ์การซื้อเพื่อ รับรถก่อน ได้ขับก่อน ครอบครัวรักแน่นอน






















กำลังโหลดความคิดเห็น