xs
xsm
sm
md
lg

นายใหม่ “แอสตัน มาร์ติน” เผยแผนระดับโลก 10 รุ่น 3 ปี EV มาแน่

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เปิดบทสัมภาษณ์พิเศษนายใหญ่คนใหม่ “โทเบียส มัวร์” ซีอีโอ แอสตัน มาร์ติน ลากอนด้า" ที่เข้ามารับตำแหน่งร้อน ๆ ณ ประเทศอังกฤษ เมื่อเดือนสิงหาคม 2563 ผ่านทางระบบออนไลน์ครั้งแรกกับสื่อมวลชนทั่วโลก ถึงนโยบายการรุกตลาดโลกท่ามกลางวิกฤตโควิด-19 และหลายคนอาจจะคุ้นเคยเป็นอย่างดีเพราะเขามิใช่คนอื่นคนไกลแต่เป็นอดีต ซีอีโอของ Mercedes-AMG ที่ปลุกปั้นแบรนด์ AMG ให้กับเมอร์เซเดส-เบนซ์ ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญของแอสตัน มาร์ติน ด้วยนั่นเอง

การเข้ามารับตำแหน่งใหม่คราวนี้ของ โทเบียส มัวร์ ถือเป็นความท้าทายครั้งยิ่งใหญ่ และด้วยระยะเวลาเพียงไม่นานหลังเริ่มต้นบริหารงานมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากมายกับแบรนด์ระดับตำนานที่มีอายุกว่า 100 ปีของอังกฤษ แอสตัน มาร์ติน จะเดินไปทิศทางใด เชิญติดตาม

Aston Martin DBS Concorde  Photo Max Earey
รับตำแหน่งใหม่เป็นอย่างไรบ้าง

ผมเข้ามาในช่วงสถาณการณ์ตลาดได้รับผลกระทบค่อนข้างหนักหน่วงอย่างมาก และไม่มีเวลามากพอจะเข้าไปดูสิ่งต่าง ๆ อย่างละเอียดได้ เราจำเป็นต้องตัดสินใจในเวลาจำกัด ภายใต้เงื่อนไขบีบเข้ามาทุกด้าน สิ่งสำคัญที่สุดคือเรามีรถในสต็อกจำนวนมาก ต้องบริหารจัดการ โดยปีที่แล้วมีรถถึง 3,000 คัน ค้างอยู่ แล้วโควิด-19 ก็มา ทำให้ต้องปิดโรงงานไปจนถึงช่วงต้นเดือนกันยายน กว่าที่จะสามารถจัดการกับสต็อกที่ค้างได้เรียบร้อย แม้จะไม่ถึงกับศูนย์เลยแต่ถือว่าผ่านพ้นวิกฤตได้อย่างงดงาม

ทั้งนี้ ตัวแทนจำหน่ายในประเทศทั่วโลก ค่อนข้างมีความสุขกับการจัดการของเรา พวกเขาไม่จำเป็นต้องลดราคาหรือจัดแคมเปญ ไม่ต้องมีสต็อกจำนวนมาก เราสร้างสมดุลทางการขายเพื่อไม่ให้เป็นภาระกับคู่ค้าทางธุรกิจ ซึ่งสิ่งนี้คือ ความยั่งยืนในการดำเนินธุรกิจ


โทเบียส มัวร์” ซีอีโอ แอสตัน มาร์ติน ลากอนด้า
การหยุดผลิตของโรงงานกระทบอย่างไร

แอสตัน มาร์ติน หยุดผลิตในส่วนของรถสปอร์ตไปตั้งแต่เดือนมีนาคมเมื่อโควิด-19 ระลอกแรกเกิดขึ้นทั้งที่เครมบริดจ์ อังกฤษและเยอรมนี เพื่อจัดการกับสต็อกจำนวน 3,000 คัน ตัวเลขนี้คือ ยอดขายเกือบทั้งปีที่ค้างอยู่ ดังนั้น เราไม่ต้องการให้เกิดปัญหากับดีลเลอร์หรือผู้แทนจำหน่าย ด้วยการผลักภาระสต็อกไปให้ จึงต้องหยุดการผลิตชั่วคราว

มีการปรับกลยุทธ์ใหม่ ด้วยการรอให้ลูกค้าสั่งแล้วจึงผลิตรถขึ้นตามความต้องการ คิดเหมือนเป็นตัวแทนจำหน่าย มิใช่ เป็นผู้ขายส่ง ที่จ้องจะขายปริมาณมากเพียงอย่างเดียว ด้วยกลยุทธ์ใหม่ดังกล่าวทำให้แอสตัน มาร์ติน ไม่จำเป็นต้องลดราคาขายแต่อย่างใด ส่งผลดีต่อแบรนด์ในระยะยาว

ความคาดหวังของลูกค้า

กลุ่มระดับซูเปอร์คาร์มีความหลากหลายอย่างสูง แต่เชื่อหรือไม่ว่าแอสตัน มาร์ติน สามารถรับมือกับความต้องการของลูกค้าอย่างครบถ้วน เช่นรุ่น DBX มีสีให้ลูกค้าเลือกมากกว่า 50 เฉดสี เลือกตกแต่งภายในได้ตามชอบแบบไร้ขีดจำกัด สามารถสนองสิ่งที่ลูกค้าอยากได้ ซึ่งนี่คือ จุดแข็งของแอสตัน มาร์ติน ที่เราจะยังคงรักษาเอาไว้ต่อไป

ลูกค้าจากอเมริกา ลูกค้าจากจีน ต่างก็มีความต้องการที่ไม่เหมือนกัน สิ่งที่เหมือนกันคือทุกคนอยากซื้อรถของ แอสตัน มาร์ติน และเรามีทุกสี ทุกแบบให้ลูกค้าได้ตัดสินใจเลือก จึงทำให้ประสบความสำเร็จได้

Aston Martin DBS Concorde  Photo Max Earey
จะรักษาDNA ของแบรนด์เมื่อผลิตEVได้อย่างไร

เป็นคำถามที่เราเพิ่งจะประชุมหารือกับทีมวิศวกรของแอสตัน มาร์ติน ว่าจะทำอย่างไรจึงจะรักษา DNA ของแบรนด์เอาไว้ได้ ในมุมของแอสตัน มาร์ติน เมื่อเข้าสู่ยุคของ EV ความแข็งแกร่งของแบรนด์จะมีส่วนสำคัญอย่างมากในการตัดสินใจเลือกของลูกค้า

แอสตัน มาร์ติน เป็นแบรนด์ของรถสปอร์ต ที่มีความหรูหรา ให้การขับขี่ที่สบาย เรามั่นใจว่าสามารถสร้าง EV ที่รวมทุกสิ่งดังกล่าวเอาไว้ได้ โดยเฉพาะเทคโนโลยียุคหน้าที่เป็น Connected Car หรือรถเชื่อมต่อกับระบบอินเตอร์เนต มีเตรียมพร้อมไว้แล้ว

Aston Martin Valkyrie
ทิศทาง EV ของแอสตัน มาร์ติน

ด้วยขนาดของบริษัทอย่าง แอสตัน มาร์ติน ทำให้มีงบประมาณจำกัด ดังนั้นจึงต้องเลือกพัฒนาแพลตฟอร์มที่เหมาะสมตามกำลัง แน่นอนว่าโครงสร้างพื้นฐานเรามาจาก AMG V8 และเทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริดมีความพร้อมใช้งานร่วมกับแพลตฟอร์มที่แอสตัน มาร์ตินมีอยู่ ฉะนั้น ระบบปลั๊กอินไฮบริดจึงเป็นหนึ่งในเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าที่เราจะนำมาใช้ เป็นหนึ่งในการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีที่กำลังเกิดขึ้นในเวลานี้

ส่วนเครื่องยนต์หลักจะยังคงเป็น V8 อยู่ ขณะที่เครื่องยนต์ V12 จะมาอยู่ในรถแบบพิเศษแทน โดยยังไม่หายไปในเวลาอันใกล้ แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าจะยุติเมื่อใด เราให้คำสัญญาว่า แอสตัน มาร์ติน จะรักษาการทำตลาดเครื่องยนต์ V12 เอาไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

นโยบาย 90% จะเป็น EV ในปี 2573

สำหรับการระบุสัดส่วนการขายที่ 90% เป็นการตั้งเป้า แต่ความจริงจะเป็นเท่าไหร่ 50% 80% หรือเป็นไฟฟ้าทั้งหมด ยังไม่สามารถระบุได้ชัดเจนในขณะนี้ ส่วนยอดขายรถใช้เครื่องยนต์เพียง 10% จะเพียงพอต่อการบริหารต้นทุนการพัฒนาเครื่องยนต์หรือไม่ เมื่อเราพูดถึงสินค้าที่มีความหรูหรา รถยนต์เป็นหนึ่งในนั้นและยังมีรถเอาไว้วิ่งในสนามแข่ง เหมือนเป็นของเล่นวันหยุด จึงยังมีพื้นที่ให้รถที่ใช้เครื่องยนต์ขายได้อยู่

Aston Martin Valkyrie
ความร่วมมือกับ AMG รถรุ่นใหม่ที่จะออกในปี 2568

มองในมุมของแบรนด์ เราไม่ใช่เฟอร์รารี่ ที่เน้นแต่เรื่องสมรรถนะเพียงอย่างเดียว แอสตัน มาร์ติน สามารถขยับขยายความเป็นแบรนด์ให้คลอบคลุมกลุ่มลูกค้าที่หลากหลายมากขึ้นได้ และเป็นที่ชัดเจนว่าโดยโครงสร้างพื้นฐานของตัวรถแอสตัน มาร์ติน เป็นความร่วมมือกันทางสถาปัตยกรรมยานยนต์กับ Mercedes-AMG ส่วนจะมีรถในสไตล์ของ GT ออกมาหรือไม่ ยังไม่สามารถตอบรับหรือปฏิเสธได้

เมื่อพูดถึงเฟอร์รารี่ยอมรับว่าในมุมของผู้ถือหุ้นว่า เฟอร์รารี่ คือ ต้นแบบทางธุรกิจ ที่ประสบความสำเร็จที่สุด ไม่ว่าใครหรือแบรนด์ใดต่างอยากให้แบรนด์ของตัวเองประสบความสำเร็จอย่างเช่นที่เฟอร์รารี่ทำ

Aston Martin Cognizant Formula One
การจัดการกับ R&D รถรุ่นใหม่

แอสตัน มาร์ติน มิได้มีแผนก R&D อยู่แต่อย่างใด ด้วยขนาดขององค์กรและฐานะทางการเงิน จึงทำตามขั้นตอนพัฒนารถมาตฐาน เร็วๆ นี้จะมีการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในรถสปอร์ตทุกรุ่นของ แอสตัน มาร์ติน เริ่มต้นด้วย DBS เป็นการปรับเปลี่ยนครั้งสำคัญ

สำหรับ DBX คือจุดแข็งของ แอสตัน มาร์ติน เพราะเราพัฒนาแพลตฟอร์มขึ้นมาใหม่เป็นของตัวเอง เปรียบเทียบกับคู่แข่งอย่าง ลัมโบร์กินี่ อูรูส , ปอร์เช่ , เบนทลี่ย์ ต่างใช้แพลตฟอร์มร่วมกัน จึงมั่นใจว่า DBX คือเอสยูวีระดับซูเปอร์คาร์ที่ควบคุมได้ดีที่สุดในตลาด และกำลังจะมีการขยายรุ่นย่อยเพิ่มเติม ซึ่งจะให้ความรู้สึกที่เหมือนรถสปอร์ตมากกว่ารถเอสยูวี คาดว่าจะเปิดตัวราวไตรมาสสุดท้ายของปีนี้

ส่วนระบบเกียร์ธรรมดาจะไม่มีออกมาจำหน่ายอีกต่อไป รุ่นสุดท้ายที่มีคือ แอสตัน มาร์ติน แวนเทจ ซึ่งยังไม่สามารถบอกได้ว่า จะยุติเมื่อใด อาจจะเป็นการเปิดตัวรุ่นปรับโฉมใหม่ (Facelift) ก็เป็นไปได้ เนื่องจากตลาดของรถสปอร์ตเปลี่ยนแปลงแล้ว เหนือสิ่งอื่นใดกฎระเบียบด้านมลพิษของประเทศต่าง ๆ มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอทุกปี เราให้ความสนใจในเรื่องนี้มากกว่า

DBX 9
ทิศทางของแบรนด์ ลากอนด้า

เรากำลังแยกส่วนอย่างชัดเจน โดยให้ แอสตัน มาร์ติน เป็นหลักและมุ่งไปทางรถสปอร์ต รวมถึงการสร้าทีมแข่งฟอร์มูล่า วัน ส่วนลากอนด้า จะมีการประเมินใหม่ เพราะมองว่า ลากอนด้า เป็นแบรนด์ที่เน้นความหรูหรามากกว่า และมุ่งไปในทิศทางของรถยนต์ไฟฟ้าแบบเต็มตัวที่ต้องมีการให้บริการต่าง ๆ ทุกสิ่งทุกอย่างด้วย ดังนั้นหากต้องทำหลายอย่างพร้อมกัน ดูแล้วจะไม่เหมาะสมกับขนาดและสถานการณ์ของบริษัทในเวลานี้

ขณะที่แบรนด์ Aston Martin Racing กำลังอยู่ระหว่างการสร้างให้มีความแข็งแกร่ง ด้วยการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า “Valkyrie” ไฮเปอร์คาร์รุ่นแรกของเรา ต่อไปจะมีการแยกส่วนกับ แอสตัน มาร์ติน ชัดเจนและจะใช้ชื่อ AMR เป็นแบรนด์เฉพาะกลุ่มในอนาคต

การเข้าร่วมแข่ง F1 ของแอสตัน มาร์ติน

เป็นเรื่องยอดเยี่ยม สามารถสร้างการรับรู้ของแบรนด์ให้เป็นที่จดจำได้มากขึ้น ตัวเลขการเข้าชมเว็ปไซต์ การค้นหาข้อมูล การเข้าถึงผลิตภัณฑ์ของ แอสตัน มาร์ติน มียอดสูงขึ้นอย่างมากชนิดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ของแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้บริโภคจาก อเมริกา ยุโรป เอเชีย รวมถึงจีน ต่างให้ความสนใจอย่างมาก

DBX 9
Valhalla และVanquish โฉมใหม่จะมาเมื่อไหร่

Valhalla มีกำหนดเผยโฉมราวครึ่งหลังของปี 2566 และจะไม่ใช่เครื่องยนต์แบบ V6 อย่างแน่นอน มีการปรับปรุงใหม่หมดทั้งคันและคงไม่พัฒนาเครื่องยนต์ขึ้นใหม่ เนื่องจากเรามีเทคโนโลยีอันยอดเยี่ยมของเครื่องยนต์ V8 ที่สร้างสรรค์อย่างเป็นเอกลักษณ์ และในแง่ของการลงทุนทุกแบรนด์มุ่งไปที่ EV ฉะนั้นจึงมีเพียง 2 ทางเลือกสำหรับรถรุ่นใหม่ของเรา

แน่นอนว่าต้องมากับเทคโนโลยีการขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าอาจจะเป็นไฮบริดก็ได้ หรือเทอร์โบไฟฟ้า เกียร์ไฟฟ้า เรามีหลากหลายเทคโนโลยีให้เลือกใช้งานได้ ส่วนแพลตฟอร์มจะเป็นคาร์บอนไฟเบอร์ ส่วน Vanquish จะใช้คนละแพลตฟอร์ม เพราะอยู่คนละกลุ่มกัน

สำหรับแผน 7 ปี 7 รุ่น นั้นยุติไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยแอสตัน มาร์ตินเข้าสู่ยุคใหม่ จะมีรถใหม่ 10 รุ่น ภายในปี 2566 ซึ่งไม่ใช่แค่การนับรุ่นย่อยเหมือนแบรนด์อื่น ซึ่งหากเรานับแบบนั้นจะมีรุ่นใหม่มากกว่า 10 รุ่น

Valhalla
เมอร์เซเดส-เบนซ์ จะเข้ามาซื้อกิจการแอสตันมาร์ ตินหรือไม่


ด้วยการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่กำลังเกิดขึ้น ปัจจุบัน เมอร์เซเดส-เบนซ์ ถือหุ้นอยู่ในแอสตัน มาร์ติน 20% เรียบร้อยแล้ว แต่มั่นใจได้เลยว่า ทุกอย่างแยกกันชัดเจน ผมทำงานร่วมกับแอสตัน มาร์ติน มาตั้งแต่ปี 2555 มุมมองขณะนั้นจากการเป็นคนภายนอก ผมเชื่อในแอสตัน มาร์ติน ยิ่งกว่านั้น บริษัทเคยผ่านการล้มละลายมาแล้วถึง 7 ครั้ง แต่แบรนด์ยังคงอยู่ มันคือสิ่งที่น่าเหลือเชื่อมาก

เป้าหมายหลังการเข้ามาบริหารของผมคือ ทำให้แอสตัน มาร์ติน ดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าจะขายได้เท่าไหร่ ยอดขายอาจจะได้ 10,000 คันต่อปี รายได้ 2,000 ล้านปอนด์ แต่มันไม่สำคัญเลยถ้าบริษัทไม่สามารถทำกำไรได้ ฉะนั้นสิ่งสำคัญคือสร้างกำไรให้เติบโตอย่างมั่นคงมากกว่า

Valhalla
ทั้งหมดนี้คือแผนการใหม่ของ แอสตัน มาร์ติน ภายใต้กัปตันคนใหม่ “โทเบียส มัวร์” ที่สามารถประคองให้แบรนด์ระดับตำนานผ่านพ้นวิกฤตโควิด-19 มาได้อย่างน่าทึ่งและกำลังมุ่งหน้าไปในทิศทางที่สดใส


กำลังโหลดความคิดเห็น...