หนึ่งในแนวทางของการกระตุ้นความสดใหม่ให้กับผลิตภัณฑ์คือการเปิดตัวรุ่น ลิมิเต็ด เอดิชัน ที่ได้รับความนิยมทำกันมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน และมักจะได้รับความสนใจจากกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบความแปลกแตกต่าง โดยคงไว้ซึ่งประโยชน์ใช้สอยอย่างครบถ้วน โดยรถที่จะทำการตลาดแบบลิมิเต็ดได้นั้นส่วนมากเป็นรถที่ได้รับการยอมรับอย่างดีจากผู้ใช้งานอยู่ก่อนแล้ว

หลังจากที่โตโยต้า ทำตลาด ยาริส มาเป็นระยะเวลาหนึ่ง มีการเสริมทัพด้วยการเปิดตัวรุ่นซีดานในชื่อ ยาริส เอทีฟ เมื่อปี2560 และ เมื่อปลายปี 2563 มีการปรับปรุงโฉม พร้อมปรับเครื่องยนต์ใหม่ให้สามารถผ่านมาตรฐานการเข้าเงื่อนไขของอีโคคาร์เฟสสอง ที่มีความเข้มงวดกว่าเฟสแรกได้ ล่าสุดกับการกระตุ้นตลาดครั้งใหม่ ด้วยการแนะนำรุ่น “PLAY” แบบลิมิเลต เอดิชัน จำหน่ายจำนวนจำกัดเพียง 1,500 คัน เท่านั้น
ทีมงานเอ็มจีอาร์ มอเตอริ่ง ได้นำ “โตโยต้า เอทีฟ เพลย์” มาทดลองขับดูว่ามีสิ่งใดน่าสนใจมากน้อยเพียงใดเชิญติดตามได้

Limited Edition เพิ่มออปชัน ขยับราคา 25,000 บาท
สำหรับรุ่นพิเศษ “PLAY” (Limited Edition) จะมีจำหน่ายทั้งในรุ่น ยาริส และรุ่น เอทีฟ (โตโยต้า กำลังปรับการรับรู้ใหม่ให้เหลือการเรียกเพียง เอทีฟ เพื่อสร้างความแตกต่างกับยาริสรุ่น 5 ประตู) มีการขยับราคาเพิ่มขึ้น 25,000 บาท จากรุ่นปกติที่นำเอารุ่นย่อย Sport และ Sport Premium มาตกแต่งเพิ่มเติม ซึ่งจะมีอุปกรณ์และออพชันพิเศษต่างๆ ดังต่อไปนี้
จุดแรกที่ถือว่าเด่นที่สุดคือการใช้สีภายนอกใหม่ “Ice Pink Metallic” เสริมด้วยกระจังหน้าด้านบนเป็นสีดำเงา พร้อมสัญลักษณ์ชื่อรุ่น “PLAY” ท้ายรถ ล้ออัลลอยปัดเงาสีทูโทนดีไซน์ใหม่ กระจกบังลมหน้าใหม่ “Acoustic Glass” แบบช่วยดูดซับพลังงานความร้อน (High Solar Energy Absorption) ช่วยลดความร้อนที่เข้ามาภายในห้องโดยสารได้

ส่วนภายในห้องโดยสาร ตกแต่งด้วยโทนสีใหม่ “Dark Mulberry” เบาะหนังสีทูโทนขาว-ดำ เพิ่มลูกเล่นด้วยการเดินด้ายสี “Dark Mulberry” พร้อมออปชันพิเศษ ระบบปรับอากาศพร้อมแผ่นกรองอากาศใหม่ PM 2.5 หมดห่วงเรื่องฝุ่นพิษทำลายสุขภาพ Trunk Organizer ที่จัดเก็บสัมภาระท้ายรถใหม่ ใส่ของได้จุใจยิ่งกว่า และ Panoramic View Monitor กล้องมองรอบคัน 360 องศา ผ่านกล้อง 4 จุด แสดงภาพแบบเรียลไทม์

เหนือกว่าด้วยระบบ PLAY CONNECT Car Telematics เทคโนโลยีที่เชื่อมต่อระหว่างผู้ขับกับตัวรถ ที่มีการใช้งานรูปแบบใหม่ ผ่านแอปพลิเคชัน Play Connect Car Telematics ที่มีฟังก์ชั่นการใช้งานหลากหลายเช่น Real-Time Location แสดงตำแหน่งรถยนต์และนำทางไปยังจุดจอดรถผ่าน Google Map, Geo-fences กำหนดพื้นที่เข้าออก พร้อมระบบแจ้งเตือนเมื่อรถเข้าหรือออกพื้นที่ๆกำหนดหรือเมื่อรถมีการสั่นสะเทือน เพื่อป้องกันการโจรกรรม

รวมถึงยังมี สรุปรายงานการขับขี่ แสดงระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุด ระยะเวลาและระยะทางการขับขี่ ความเร็วเฉลี่ย และรายงานการเดินทางย้อนหลัง พร้อมการวิเคราะห์พฤติกรรมการขับขี่ (Driving Analysis) ในกรณีมีการเร่งความเร็ว เบรก หรือหักเลี้ยวกะทันหัน ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตราย, แสดงสถานะการทำงานของรถยนต์เบื้องต้น เช่น แบตเตอรี่รถยนต์ อุณหภูมิหม้อน้ำ โดยสามารถใช้งานผ่านแอปพลิเคชัน Play Connect Car Telematics ที่รองรับทั้งระบบ iOS และ Android



หัวใจยังคงเดิมกับเครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตร 4 สูบ Dual VVT-iE กำลังสูงสุด 92 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 109 นิวตันเมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติแบบ Super CVT-I เคลมอัตราการบริโภคน้ำมันไว้ที่ 23.3 กม./ลิตร และอัตราการปล่อยไอเสีย 100 กรัม/กม. ตามมาตรฐานของอีโคคาร์เฟสสอง ซึ่งดีกว่ารุ่นก่อนปรับโฉมอย่างชัดเจน

นอกเมืองประหยัด ในเมืองคล่องตัว
การทดลองขับ โตโยต้า เอทีฟ เราเลือกแบ่งเป็นสองส่วนหลักๆ คือการใช้งานในเมือง และการขับขี่แบบเดินทางยยาวๆ ไปต่างจังหวัด โดยเน้นที่เรื่องของอัตราการบริโภคน้ำมันเป็นหัวใจสำคัญ เพราะโดยโครงสร้างพื้นฐานทางวิศวกรรมรุ่น เพลย์ มิได้มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก มีเพียงการเสริมอุปกรณ์และฟังก์ชันเด่นๆ เข้ามาให้ใช้งาน
โดยพื้นฐานแล้วจากที่เราได้ทดลองขับ เอทีฟ มาทุกครั้งกล่าวตรงๆว่า ระบบช่วงล่างและการดูดซับแรงสะเทือนทำได้ถูกจริต และประทับใจเรา ซึ่งเรายกให้เป็น Best in class เท่าเทียมกับ ฮอนด้า ซิตี้ แน่นอนว่า ขับแล้วจะรู้สึกแตกต่างกัน เอทีฟจะเน้นมาทางนุ่มนวล ทรงตัวดี ส่วนซิตี้จะออกแนวสปอร์ต และเด่นกว่าเมื่อขับด้วยความเร็วสูง

สำหรับการขับขี่ในเมือง คือจุดเด่นประการหนึ่งของ เอทีฟ ด้วยความคล่องตัว พวงมาลัยเบามือ เข้าจอดสะดวกสบายแม้จะเป็นซอยแคบหรือที่จอดรถอันแสนจะแออัด ด้วยกล้องมองรอบคันที่ใส่เพิ่มเข้ามาทำให้ง่ายเวลาจอดรวมถึงปลอดภัยเพราะมีกล้องบันทึกเหตุการณ์หน้ารถติดตั้งเป็นมาตรฐานมาให้ด้วย
ขนาดภายในห้องโดยสาร ผู้ขับขี่ค่อนข้างสบายเช่นเดียวกับผู้โดยสารทางด้านหลังมีที่ว่างสำหรับคนตัวสูงระดับ 173 ซม. นั่งและนอนได้โดยขาไม่ติดชนเบาะหน้า ส่วนเบาะแบบสีทูโทนเฉพาะของรุ่น เพลย์ ขึ้นกับความชอบส่วนบุคคล ความเห็นของเรา ชอบแบบสีเรียบมากกว่า แต่ถ้าเป็นคนชอบความเด่น เบาะสีแบบนี้ตรงใจอย่างแน่นอน

การออกแบบตกแต่งภายในหลายจุดเน้นสีสันสะดุดตา ด้วยสีม่วง เช่นเดียวกับสีภายนอกที่มองผิวเผือนจะเป็นสีขาว แต่บางเหลี่ยมมุมจะเป็นสีชมพู แบบหลายเฉดสี ซึ่งความสวยงามในลักษณะนี้เป็นเรื่องนานาจิตตัง ที่เราย้ำมาโดยตลอดว่า แต่ละท่านชอบไม่เหมือนกัน
อีกหนึ่งฟังก์ชันที่มีเฉพาะรุ่น เพลย์ เท่านั้นคือ ระบบ Play Connect ที่ติดตั้งเพิ่มเติมเป็นพิเศษ ลักษณะการทำงานเหมือน T-Connect หรือบางท่านจะคุ้นในชื่อ Telematics ซึ่งระบบใหม่นี้จะค่อนข้างเข้มงวดในแง่ของความปลอดภัยที่เพิ่มมากขึ้น ต้องมีการลงทะเบียนและยืนยันตัวตน เพราะเป็นความปลอดภัยของเจ้าของรถ ในการติดตามหากเกิดกรณีรถหาย ดังนั้น การทดลองขับคราวนี้จึงขออนุญาตไม่ทดลองใช้งานระบบดังกล่าวนี้

การขับขี่แบบออกนองเมือง เราเลือกเส้นทางกรุงเทพฯ-สระบุรี โดยใช้ถนนพหลโยธินเป็นหลัก ขาไปช่วงเช้า ขากลับช่วงกลางคืน กล่าวแบบสรุปได้ทันทีว่า ประทับใจกับรถเล็กคันนี้ ระบบช่วงล่างดีเพียงพอที่จะทำให้ผู้โดยสารทางด้านหลังหลับได้สบายตลอดการเดินทาง ผู้ขับขี่ไม่เหนื่อยล้าแม้จะขับยาวนานร่วม 300 กม.
อัตราการเร่งแซงทำได้ทันที ระบบเกียร์อัตโนมัติแบบซีวีที นุ่มนวล ราบรื่น ส่วนสิ่งที่ไม่ชอบคงเป็นเรื่องของการป้องกันเสียงรบกวนจากภายนอก แม้จะทำได้ดีเท่าที่รถพิกัดนี้ควรจะทำได้ แต่เราตั้งความหวังไว้มากกว่านั้น เสียงลมประทะทางด้านหน้าเริ่มดังให้ได้ยินหากขับเกิน 120 กม./ชม.

ด้านอัตราการบริโภคน้ำมัน ในเมืองจากที่เราขับด้วยระยะทางกว่า 100 กม. เห็นตัวเลขระดับ 10-14 กม./ลิตร ส่วนนอกเมืองนั้นตัวเลขอยู่ระหว่าง 20-23 กม./ลิตร ตามการแสดงผลบนหน้าจอ ด้วยพฤติกรรมการขับแบบเรา วิ่งอยู่ระหว่าง 80-120 กม./ชม. ถือว่าทำได้ประทับใจ ความเร็วสูงสุดที่ได้ลองใช้งานคือ กว่า 140 กม./ชม. ยังมั่นใจในการทรงตัวได้

เหมาะกับใคร
รถยนต์คันแรกของบ้านหรือของวัยทำงาน ที่มั่นใจได้ในทุกๆ ด้าน ซึ่ง เพลย์ จะตอบโจทย์ในแง่ของการอยากได้ความแตกต่างจากรุ่นปกติ ซึ่งหากเทียบกับค่าตัวที่เพิ่มขึ้น 25,000 บาทกับสิ่งที่โตโยต้าใส่เพิ่มเข้ามาให้ กล่าวอย่างมั่นใจเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า คุ้มค่าแน่นอน



หลังจากที่โตโยต้า ทำตลาด ยาริส มาเป็นระยะเวลาหนึ่ง มีการเสริมทัพด้วยการเปิดตัวรุ่นซีดานในชื่อ ยาริส เอทีฟ เมื่อปี2560 และ เมื่อปลายปี 2563 มีการปรับปรุงโฉม พร้อมปรับเครื่องยนต์ใหม่ให้สามารถผ่านมาตรฐานการเข้าเงื่อนไขของอีโคคาร์เฟสสอง ที่มีความเข้มงวดกว่าเฟสแรกได้ ล่าสุดกับการกระตุ้นตลาดครั้งใหม่ ด้วยการแนะนำรุ่น “PLAY” แบบลิมิเลต เอดิชัน จำหน่ายจำนวนจำกัดเพียง 1,500 คัน เท่านั้น
ทีมงานเอ็มจีอาร์ มอเตอริ่ง ได้นำ “โตโยต้า เอทีฟ เพลย์” มาทดลองขับดูว่ามีสิ่งใดน่าสนใจมากน้อยเพียงใดเชิญติดตามได้
Limited Edition เพิ่มออปชัน ขยับราคา 25,000 บาท
สำหรับรุ่นพิเศษ “PLAY” (Limited Edition) จะมีจำหน่ายทั้งในรุ่น ยาริส และรุ่น เอทีฟ (โตโยต้า กำลังปรับการรับรู้ใหม่ให้เหลือการเรียกเพียง เอทีฟ เพื่อสร้างความแตกต่างกับยาริสรุ่น 5 ประตู) มีการขยับราคาเพิ่มขึ้น 25,000 บาท จากรุ่นปกติที่นำเอารุ่นย่อย Sport และ Sport Premium มาตกแต่งเพิ่มเติม ซึ่งจะมีอุปกรณ์และออพชันพิเศษต่างๆ ดังต่อไปนี้
จุดแรกที่ถือว่าเด่นที่สุดคือการใช้สีภายนอกใหม่ “Ice Pink Metallic” เสริมด้วยกระจังหน้าด้านบนเป็นสีดำเงา พร้อมสัญลักษณ์ชื่อรุ่น “PLAY” ท้ายรถ ล้ออัลลอยปัดเงาสีทูโทนดีไซน์ใหม่ กระจกบังลมหน้าใหม่ “Acoustic Glass” แบบช่วยดูดซับพลังงานความร้อน (High Solar Energy Absorption) ช่วยลดความร้อนที่เข้ามาภายในห้องโดยสารได้
ส่วนภายในห้องโดยสาร ตกแต่งด้วยโทนสีใหม่ “Dark Mulberry” เบาะหนังสีทูโทนขาว-ดำ เพิ่มลูกเล่นด้วยการเดินด้ายสี “Dark Mulberry” พร้อมออปชันพิเศษ ระบบปรับอากาศพร้อมแผ่นกรองอากาศใหม่ PM 2.5 หมดห่วงเรื่องฝุ่นพิษทำลายสุขภาพ Trunk Organizer ที่จัดเก็บสัมภาระท้ายรถใหม่ ใส่ของได้จุใจยิ่งกว่า และ Panoramic View Monitor กล้องมองรอบคัน 360 องศา ผ่านกล้อง 4 จุด แสดงภาพแบบเรียลไทม์
เหนือกว่าด้วยระบบ PLAY CONNECT Car Telematics เทคโนโลยีที่เชื่อมต่อระหว่างผู้ขับกับตัวรถ ที่มีการใช้งานรูปแบบใหม่ ผ่านแอปพลิเคชัน Play Connect Car Telematics ที่มีฟังก์ชั่นการใช้งานหลากหลายเช่น Real-Time Location แสดงตำแหน่งรถยนต์และนำทางไปยังจุดจอดรถผ่าน Google Map, Geo-fences กำหนดพื้นที่เข้าออก พร้อมระบบแจ้งเตือนเมื่อรถเข้าหรือออกพื้นที่ๆกำหนดหรือเมื่อรถมีการสั่นสะเทือน เพื่อป้องกันการโจรกรรม
รวมถึงยังมี สรุปรายงานการขับขี่ แสดงระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุด ระยะเวลาและระยะทางการขับขี่ ความเร็วเฉลี่ย และรายงานการเดินทางย้อนหลัง พร้อมการวิเคราะห์พฤติกรรมการขับขี่ (Driving Analysis) ในกรณีมีการเร่งความเร็ว เบรก หรือหักเลี้ยวกะทันหัน ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตราย, แสดงสถานะการทำงานของรถยนต์เบื้องต้น เช่น แบตเตอรี่รถยนต์ อุณหภูมิหม้อน้ำ โดยสามารถใช้งานผ่านแอปพลิเคชัน Play Connect Car Telematics ที่รองรับทั้งระบบ iOS และ Android
หัวใจยังคงเดิมกับเครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตร 4 สูบ Dual VVT-iE กำลังสูงสุด 92 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 109 นิวตันเมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติแบบ Super CVT-I เคลมอัตราการบริโภคน้ำมันไว้ที่ 23.3 กม./ลิตร และอัตราการปล่อยไอเสีย 100 กรัม/กม. ตามมาตรฐานของอีโคคาร์เฟสสอง ซึ่งดีกว่ารุ่นก่อนปรับโฉมอย่างชัดเจน
นอกเมืองประหยัด ในเมืองคล่องตัว
การทดลองขับ โตโยต้า เอทีฟ เราเลือกแบ่งเป็นสองส่วนหลักๆ คือการใช้งานในเมือง และการขับขี่แบบเดินทางยยาวๆ ไปต่างจังหวัด โดยเน้นที่เรื่องของอัตราการบริโภคน้ำมันเป็นหัวใจสำคัญ เพราะโดยโครงสร้างพื้นฐานทางวิศวกรรมรุ่น เพลย์ มิได้มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก มีเพียงการเสริมอุปกรณ์และฟังก์ชันเด่นๆ เข้ามาให้ใช้งาน
โดยพื้นฐานแล้วจากที่เราได้ทดลองขับ เอทีฟ มาทุกครั้งกล่าวตรงๆว่า ระบบช่วงล่างและการดูดซับแรงสะเทือนทำได้ถูกจริต และประทับใจเรา ซึ่งเรายกให้เป็น Best in class เท่าเทียมกับ ฮอนด้า ซิตี้ แน่นอนว่า ขับแล้วจะรู้สึกแตกต่างกัน เอทีฟจะเน้นมาทางนุ่มนวล ทรงตัวดี ส่วนซิตี้จะออกแนวสปอร์ต และเด่นกว่าเมื่อขับด้วยความเร็วสูง
สำหรับการขับขี่ในเมือง คือจุดเด่นประการหนึ่งของ เอทีฟ ด้วยความคล่องตัว พวงมาลัยเบามือ เข้าจอดสะดวกสบายแม้จะเป็นซอยแคบหรือที่จอดรถอันแสนจะแออัด ด้วยกล้องมองรอบคันที่ใส่เพิ่มเข้ามาทำให้ง่ายเวลาจอดรวมถึงปลอดภัยเพราะมีกล้องบันทึกเหตุการณ์หน้ารถติดตั้งเป็นมาตรฐานมาให้ด้วย
ขนาดภายในห้องโดยสาร ผู้ขับขี่ค่อนข้างสบายเช่นเดียวกับผู้โดยสารทางด้านหลังมีที่ว่างสำหรับคนตัวสูงระดับ 173 ซม. นั่งและนอนได้โดยขาไม่ติดชนเบาะหน้า ส่วนเบาะแบบสีทูโทนเฉพาะของรุ่น เพลย์ ขึ้นกับความชอบส่วนบุคคล ความเห็นของเรา ชอบแบบสีเรียบมากกว่า แต่ถ้าเป็นคนชอบความเด่น เบาะสีแบบนี้ตรงใจอย่างแน่นอน
การออกแบบตกแต่งภายในหลายจุดเน้นสีสันสะดุดตา ด้วยสีม่วง เช่นเดียวกับสีภายนอกที่มองผิวเผือนจะเป็นสีขาว แต่บางเหลี่ยมมุมจะเป็นสีชมพู แบบหลายเฉดสี ซึ่งความสวยงามในลักษณะนี้เป็นเรื่องนานาจิตตัง ที่เราย้ำมาโดยตลอดว่า แต่ละท่านชอบไม่เหมือนกัน
อีกหนึ่งฟังก์ชันที่มีเฉพาะรุ่น เพลย์ เท่านั้นคือ ระบบ Play Connect ที่ติดตั้งเพิ่มเติมเป็นพิเศษ ลักษณะการทำงานเหมือน T-Connect หรือบางท่านจะคุ้นในชื่อ Telematics ซึ่งระบบใหม่นี้จะค่อนข้างเข้มงวดในแง่ของความปลอดภัยที่เพิ่มมากขึ้น ต้องมีการลงทะเบียนและยืนยันตัวตน เพราะเป็นความปลอดภัยของเจ้าของรถ ในการติดตามหากเกิดกรณีรถหาย ดังนั้น การทดลองขับคราวนี้จึงขออนุญาตไม่ทดลองใช้งานระบบดังกล่าวนี้
การขับขี่แบบออกนองเมือง เราเลือกเส้นทางกรุงเทพฯ-สระบุรี โดยใช้ถนนพหลโยธินเป็นหลัก ขาไปช่วงเช้า ขากลับช่วงกลางคืน กล่าวแบบสรุปได้ทันทีว่า ประทับใจกับรถเล็กคันนี้ ระบบช่วงล่างดีเพียงพอที่จะทำให้ผู้โดยสารทางด้านหลังหลับได้สบายตลอดการเดินทาง ผู้ขับขี่ไม่เหนื่อยล้าแม้จะขับยาวนานร่วม 300 กม.
อัตราการเร่งแซงทำได้ทันที ระบบเกียร์อัตโนมัติแบบซีวีที นุ่มนวล ราบรื่น ส่วนสิ่งที่ไม่ชอบคงเป็นเรื่องของการป้องกันเสียงรบกวนจากภายนอก แม้จะทำได้ดีเท่าที่รถพิกัดนี้ควรจะทำได้ แต่เราตั้งความหวังไว้มากกว่านั้น เสียงลมประทะทางด้านหน้าเริ่มดังให้ได้ยินหากขับเกิน 120 กม./ชม.
ด้านอัตราการบริโภคน้ำมัน ในเมืองจากที่เราขับด้วยระยะทางกว่า 100 กม. เห็นตัวเลขระดับ 10-14 กม./ลิตร ส่วนนอกเมืองนั้นตัวเลขอยู่ระหว่าง 20-23 กม./ลิตร ตามการแสดงผลบนหน้าจอ ด้วยพฤติกรรมการขับแบบเรา วิ่งอยู่ระหว่าง 80-120 กม./ชม. ถือว่าทำได้ประทับใจ ความเร็วสูงสุดที่ได้ลองใช้งานคือ กว่า 140 กม./ชม. ยังมั่นใจในการทรงตัวได้
เหมาะกับใคร
รถยนต์คันแรกของบ้านหรือของวัยทำงาน ที่มั่นใจได้ในทุกๆ ด้าน ซึ่ง เพลย์ จะตอบโจทย์ในแง่ของการอยากได้ความแตกต่างจากรุ่นปกติ ซึ่งหากเทียบกับค่าตัวที่เพิ่มขึ้น 25,000 บาทกับสิ่งที่โตโยต้าใส่เพิ่มเข้ามาให้ กล่าวอย่างมั่นใจเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า คุ้มค่าแน่นอน


