xs
xsm
sm
md
lg

โคโรลล่า อัลติส ไฮบริด เด่นประหยัด จัดเต็มเซฟตี้

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



โตโยต้า โคโรลล่า อัลติส ชื่อนี้การันตีได้ในเรื่องของยอดขายและความเชื่อมั่น ด้วยการเป็นรถยนต์รุ่นที่ขายดีที่สุดตลอดกาลของโตโยต้า และครองตำแหน่งรถขายดีที่สุดในญี่ปุ่นมาอย่างยาวนาน รวมถึงประเทศไทยด้วย และด้วยความมั่นใจดังกล่าวทำให้ โคโรลล่า กลายเป็นขวัญใจของรถแท็กซี่ในไทย เพราะขึ้นชื่อในเรื่องของ ความทนทาน การใช้งานที่ดูแลง่าย

หลังจากทำตลาดมาจนครบอายุโมเดล โตโยต้า ได้ฤกษ์เผยโฉม โคโรลล่า อัลติส ใหม่ เจเนอเรชันที่ 12 ซึ่งโมเดลนี้มีไฮไลต์สำคัญอยู่ที่การนำ ระบบไฮบริด เข้ามาประจำการในอัลติส ใหม่ ภายใต้แผนการลงทุนมูลค่ากว่า สองหมื่นล้านบาทของโตโยต้า ทำให้ อัลติส กลายเป็นรถไฮบริดรุ่นที่ 3 แล้วที่อยู่ในไลน์การขาย ซึ่งทีมงานเอ็มจีอาร์ มอเตอริ่ง มีโอกาสเข้าร่วมทดลองขับ อัลติส ตัวท็อปสุด ติดตามกัน





ไฮบริดเจน 4 ระบบ Safety เพียบ




เครื่องยนต์ไฮบริดของโตโยต้า อัลติส มากับรหัส 2ZR-FXE ขนาด 1.8 ลิตร ตัวเดียวกับที่อยู่ในรุ่น ซี-เอชอาร์ ให้กำลังสูงสุด 122 แรงม้า เมื่อทำงานร่วมกัน (เครื่องยนต์ 98 แรงม้า มอเตอร์ไฟฟ้า 53 แรงม้า) แรงบิดสูงสุดจากเครื่องยนต์ 142 นิวตันเมตร มอเตอร์ไฟฟ้า 163 นิวตันเมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติแบบอี-ซีวีที





แบตเตอรี่ แบบนิกเกิลเมทัลไฮดราย ขนาด 6.5 แอมแปร์ (3ชั่วโมง) ซึ่งมีขนาดเล็กลงกว่าเดิม ได้รับการติดตั้งไว้ที่ใต้เบาะนั่งผู้โดยสารทางด้านหลัง เพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้สอยในฝากระโปรงท้าย รวมถึงการถูกออกแบบภายใต้ TNGA ทำให้ตัวรถมีความสมดุลมากขึ้นกว่าเดิม






สำหรับรูปโฉมภายนอก ออกแบบใหม่หมดสะท้อนแนวคิดในการสร้างรถยุคปัจจุบันของโตโยต้า ด้านหน้าเน้นความหรูหราภูมิฐาน สวยงามหรือไม่แล้วแต่ใครจะมอง ส่วนด้านท้ายดีไซน์ดูปราดเปรียวและเพียวลมมากกว่าโฉมก่อนหน้า ซึ่งรุ่นไฮบริดนั้นจะมากับโลโก้โตโยต้าสีฟ้าอันเป็นสัญลักษณ์ของรถไฮบริด

ภายในห้องโดยสารออกแบบใหม่หมดทิ้งแนวคิดเดิมไปสิ้น คอนโซลหน้า เน้นการโอบกระชับตัวผู้ขับขี่ เรียกว่า ถ้าคุณชอบพื้นที่โล่งว่างของโฉมก่อนหน้า คุณไม่น่าจะชอบดีไซน์นี้เพราะมันดูยื่นออกมาเต็มพื้นที่ ส่วนเรื่องของคุณภาพวัสดุ สัมผัสได้ว่าดีขึ้นกว่าเดิมชัดเจน






หน้าปัดของรุ่นไฮบริดนั้นจะแตกต่างจากรุ่นอื่นๆ โดยมีมาตรวัดแบบเรืองแสงพร้อมจอแสดงผลการขับขี่ขนาด 7 นิ้ว ส่วนคอนโซลกลางเป็นหน้าจอระบบสัมผัสขนาด 8 นิ้ว รองรับ Apple Car Play พร้อมระบบนำทางและ ระบบปรับอากาศแบบอัตโนมัติ พิเศษเฉพาะรุ่น Hybrid High ตัวท็อปสุด จะมี HUD , ม่านบังแดดหลัง และระบบกรองอากาศภายในห้องโดยสาร










ระบบความปลอดภัยเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่โตโยต้า ภูมิใจนำเสนอเป็นอย่างยิ่ง ระบบมาตรฐานอย่าง VSC, TRC, ABS, EBD, BA, HAC และถุงลมนิรภัย 7 จุด มีให้ครบทุกรุ่นย่อย




ส่วนในรุ่นท็อปสุด เสริมด้วยระบบ BSM ช่วยเตือนมุมอับ, RCTAช่วยเตือนขณะถอยรถ, TPMS แจ้งเตือนลมยาง, DRCC ควบคุมและปรับลดความเร็วอัตโนมัติทุกความเร็ว, AHB ควบคุมไฟสูงอัตโนมัติ, PCS เตือนก่อนการชน, LDA เตือนเมื่อออกนอกเลน และหน่วงพวงมาลัยกลับอัตโนมัติ และ LTA ควบคุมรถให้อยู่กลางเลน เรียกว่าใส่มาเต็มไม่ให้น้อยหน้าคู่แข่งอย่าง มาสด้า 3 และฮอนด้า ซีวิค
















นิ่งขึ้น ประหยัดนำโด่ง




การขับแบ่งเป็นสองส่วน ช่วงแรกคือการได้ลองระบบต่างๆ ในสถานีจำลองการขับขี่ที่ TDEX และการลองขับจริงด้วยเส้นทางยาวๆ กว่า สามร้อยกิโลเมตร จุดหมายคือพัทยา


เริ่มกันที่การทดลองขับในสถานีจำลองของ โตโยต้า ที่ TDEX บางนา จุดแรกเป็นการเบรกบนพื้นลื่น วิ่งด้วยความเร็วราว 30 กม./ชม. เหยียบเบรกเต็มแรง ได้ยินเสียงระบบทำงาน พร้อมการลื่นไถลของตัวรถแต่เรายังพอจะควบคุมทิศทางได้ และรถสามารถหลบกรวยที่ขวางอยู่ได้ พร้อมกับการกดเร่งคันออกตัวไปต่อโดยที่ล้อไม่หมุนฟรีแม้พื้นจะลื่นมากก็ตาม ทั้งหมดนี้มาจากระบบความปลอดภัยที่กล่าวไว้ข้างต้น
















ต่อมาเป็นการลองขับแบบสลาลมที่ความเร็วประมาณ 60 กม./ชม. ผู้เขียนเหยียบทะลุอยู่ราว 65 กม./ชม. พบว่ายังทรงตัวได้ดี ควบคุมได้ดังใจและโยนตัวน้อย หลังจากนั้นเข้าโค้งด้วยความเร็วประมาณ 70 กม./ชม. รู้สึกมั่นใจดี ต่อเนื่องกันไปด้วยการเร่งความเร็วให้ถึง 100 กม./ชม. แล้วเบรกเต็มแรง เพื่อดูระยะเบรก มั่นใจว่าเอาอยู่






หลังจากนั้นเป็นการขับวนในโค้งด้วยความเร็วราว 40-60 กม./ชม. เพื่อดูการโยนตัว มีบ้างแต่รับรู้ได้ว่า ดีกว่าเดิม การโยนตัวน้อยลง รถค่อนข้างนิ่งดี สุดท้ายจบด้วยการลองใช้งานระบบ DRCC ขับตามคันหน้า ได้ทั้งความปลอดภัยและความสบายกับการใช้งานในเมือง นี่คือระบบที่สร้างความประทับใจให้เราที่สุด






เนื่องจากระบบดังกล่าวนี้ เราเคยใช้งานใน เลกซัส รุ่นแอลเอส (ราคาประมาณ 15 ล้านบาท) เมื่อ 2 ปีก่อน มาในวันนี้ระบบดังกล่าวมาประจำการอยู่ใน โคโรลล่า อัลติส ที่มีราคาเพียง 1.1 ล้านบาทเท่านั้น




หลังจากนั้น เป็นการขับบนถนนจริง เราอาสาเป็นผู้โดยสารทางด้านหลังก่อนเป็นลำดับแรก พบว่า เบาะนั่งดูเหมือนจะสั้นไปเล็กน้อยสำหรับคนตัวสูงและขายาว ส่วนพื้นที่ว่างมีเหลือเฟือ ขณะที่ แรงสั่นสะเทือนพอจะรับรู้ได้ในระดับหนึ่ง แต่ไม่ถึงกับเวียนหัวหรือมวนท้องแต่อย่างใด ส่วนเสียงดังรบกวนนั้นจะมีเสียงยางที่ชัดกว่าเสียงลม แต่โดยภาพรวมของการนั่งโดยสารถือว่า ประทับใจ หลับได้สบาย

















มาดูในแง่ของการขับขี่กันบ้าง กับระบบไฮบริด ออกตัวทันใจ เร่งแซงสบาย เร่งแล้วตอบสนองติดเท้าดีมาก แม้จะไม่ทันใจเท่ารุ่น 1.8 จีอาร์สปอร์ต นั่นเพราะ โตโยต้า ตั้งใจเซ็ตมาให้การตอบสนองเป็นแบบนั้น และอาจจะไม่ว้าวเท่ากับการที่เราได้ลองขับซี-เอชอาร์ ด้วย






เหตุผลของการเซตระบบการขับขี่ไม่ให้พุ่งมากนัก เนื่องจากต้องการเอาใจลูกค้าที่เป็นกลุ่มผู้หญิง และไม่ได้ต้องการความเป็นสปอร์ต ซึ่งรวมไปถึงการเซ็ตช่วงล่างให้ค่อนข้างนุ่มกว่าตัว 1.8 จีอาร์สปอร์ต ดังนั้น การเข้าโค้งหรือวิ่งด้วยความเร็วสูงมาก (ราว 160 กม./ชม.ขึ้นไป) รุ่น 1.8 จีอาร์สปอร์ตจะประทับใจเรามากกว่า



















ความเร็วเฉลี่ยที่เราขับส่วนใหญ่อยู่ราว 120 กม./ชม. จังหวะเร่งแซงจาก 80-120 กม./ชม. ทำได้อย่างมั่นใจกระชับ มีการรอรอบเพียงเล็กน้อย แต่หากคิกดาวน์ที่ความเร็วเกินกว่า 120 กม./ชม. จะมีบ้างที่รู้สึกขัดใจ แต่ต้องทำใจเพราะโตโยต้า ตั้งใจเซ็ตมาเป็นรถบ้านไม่เน้นความสปอร์ต ซึ่งจะส่งผลดีในแง่ของอัตราการบริโภคน้ำมันด้วยนั่นเอง






ความเร็วสูงสุดที่เราขับในรอบนี้ทำได้กว่า 160 กม./ชม. ณ ความเร็วนั้น เสียงลมมีให้ได้ยินจากฝั่งกระจกบานข้าง การทรงตัวรู้สึกว่าเร็วแต่ยังมั่นใจว่า เอาอยู่ การบิดและการโยนตัวของรถขณะเข้าโค้งค่อนข้างน้อยลงอย่างมากเมื่อเทียบกับโฉมเก่า เรียกว่าเป็นหนึ่งในรถที่มีสมดุลดี











อัตราการบริโภคน้ำมัน เราขับแบบปกติธรรมดา หลายจังหวะที่เร่งแซงและทำความเร็วสูงสุด ค่าเฉลี่ยสุดท้ายบนการแสดงผลของหน้าจอระบุตัวเลข 19.0 กม./ลิตร ขณะที่คันอื่นๆ ทั้งหมด12 คันในขบวนคราวนี้มีค่าเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 17-20 กม./ลิตร เรียกว่า ประหยัดจริงๆ


เหมาะกับใคร




ด้วยค่าตัวระดับ 1.1 ล้านบาท มองไปที่เทคโนโลยีความปลอดภัยและสมรรถนะ ประหยัดน้ำมัน ขออนุญาตใช้คำว่า “คุ้มค่า” กับคนที่กำลังมองหารถขนาดคอมแพค ไม่เล็ก ไม่ใหญ่จนเกินไป สมดุลดี แต่หากงบไม่ถึงจะหันมาคบกับรุ่นเริ่มต้นที่ราคา 939,000 บาท นั้นถือว่าน่าสนใจไม่น้อย ส่วนเรื่องแบตเตอรี่โตโยต้ารับประกัน 10 ปี ส่วนระบบไฟฟ้าอื่นๆ 5 ปี ดังนั้นถ้าใช้รถไม่เกิน 10 ปี แล้วเปลี่ยน ก็คงไม่ต้องห่วงอะไร
















กำลังโหลดความคิดเห็น...