xs
xsm
sm
md
lg

Honda F1 DNA ที่ไม่เคยจางหาย

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์










ชื่อของ “ฮอนด้า” กับการแข่งขันรถยนต์นั้นถือว่ามีความเกี่ยวเนื่องกันมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะกับการแข่งขันรถยนต์สูตรหนึ่ง หรือ ฟอร์มูล่า วัน (F1) ที่ถือว่าเป็นสุดยอดการแข่งรถที่มีรถมาประลองความเร็วกันเพื่อค้นหาการเป็นที่สุดทั้งผู้ผลิตและนักแข่ง เพื่อได้ชื่อว่าเป็น แชมป์โลก















ปัจจุบันการแข่งขันรถยนต์ฟอร์มูล่า วัน มีทีมที่เข้าร่วมทั้งสิ้น 10 ทีม รถแข่ง 20 คัน โดยส่วนใหญ่เป็นทีมที่มาจากยุโรปแทบทั้งสิ้น ขณะที่ฮอนด้า เป็นเพียงผู้ผลิตรายเดียวจากเอเชียที่มีส่วนร่วมในการแข่งขัน แม้จะไม่ใช่เจ้าของทีมโดยตรงแต่ถือว่ามีส่วนร่วมที่สำคัญอย่างมาก เนื่องจากเป็นผู้จัดหาเครื่องยนต์มาให้ 2 ทีมได้ใช้งาน ได้แก่ Redbull Toro Rosso Honda และAston Martin Redbull Racing


สำหรับการเกี่ยวเนื่องของฮอนด้ากับ F1 นั้นจุดเริ่มต้นแท้จริงมาจากพลังแห่งความฝันในวัยเด็กของ “โซอิจิโร่ ฮอนด้า” ผู้ก่อตั้ง ฮอนด้า ออโตโมบิล เขามีความประสงค์ที่จะเข้าร่วมการแข่งขันความเร็วทุกรายการ ทั่วโลกด้วยยานพาหนะที่ออกแบบและสร้างขึ้นเอง ซึ่งนับแต่นั้นฮอนด้ามีส่วนในการแข่งขันรถยนต์สูตรหนึ่งชิงแชมป์โลกอย่างสม่ำเสมอ















ยุคแรก (พ.ศ. 2507 – พ.ศ. 2511)




ก่อนที่ โซอิจิโร่ ฮอนด้า จะตัดสินใจเข้าร่วมการแข่งขันในรายการฟอร์มูล่า วัน ฮอนด้าได้เข้าร่วมการแข่งขันความเร็วหลายรายการในทวีปยุโรป และได้ก่อตั้งทีมนักพัฒนารถแข่งขึ้น จนสามารถเข้าร่วมการแข่งขันในรายการฟอร์มูล่า วัน ในปี 2507 โดยเข้าแข่งขันที่เยอรมัน กรังด์ปรีซ์ เป็นสนามแรก ด้วยรถแข่ง Honda RA271 ซึ่งถือเป็นรถแข่งสัญชาติญี่ปุ่นคันแรกในการแข่งขันฟอร์มูล่า วัน




หลังจากนั้นในปี 2508 ริชชี่ กินเธอร์ นักแข่งของทีมฮอนด้าก็พาทีมคว้าชัยชนะแรกในรายการเม็กซิกัน กรังด์ปรีซ์ โดยชัยชนะในครั้งนี้ เป็นเสมือนแรงผลักดันพลังแห่งความฝันของฮอนด้า ที่จะทุ่มเทพัฒนารถแข่งให้มาพร้อมกับขุมกำลังที่ทรงพลังและมีประสิทธิภาพสูงสุดหลากหลายรุ่น ในปีต่อๆ มา เช่น Honda RA 300 รถแข่งที่สามารถคว้าชนะในรายการฟอร์มูล่า วัน ที่มอนซ่าในปี 2510 โดย จอห์น เซอร์ตีส ก่อนที่จะยุติการเข้าร่วมไป


















ยุคที่สอง (พ.ศ. 2526 – พ.ศ. 2535)





หลังจากที่ไม่ได้เข้าร่วมการแข่งขันนานกว่า 15 ปี ในปี 2526 ฮอนด้าได้ตัดสินใจกลับคืนสู่สังเวียน ฟอร์มูล่า วัน อีกครั้ง ด้วยการพัฒนาและสนับสนุนเครื่องยนต์ให้กับทีมเข้าแข่งขัน และในที่สุดความพยายามของฮอนด้าก็เป็นผลสำเร็จ โดยในปี 2529-2530 ทีมวิลเลียมส์-ฮอนด้า (Williams-Honda) สามารถคว้าชัยชนะในฐานะทีมวิศวกร




ผู้สร้างสรรค์ (F1 Constructors’ Championship) รวมถึงนักแข่งในทีมอย่าง อแลง พรอสต์ และเนลสัน ปิเก้ ก็สามารถคว้าชัยชนะในฐานะนักแข่ง (Drivers' Championship) ได้สำเร็จอีกด้วย










ในปี 2531-2534 ฮอนด้าได้จับมือกับพันธมิตรใหม่แมคราเลน ภายใต้ชื่อทีมแมคราเลน-ฮอนด้า (Mclaren-Honda) ซึ่งการรวมทีมในครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง โดยทีมสามารถคว้าชัยชนะ 4 ปีติดต่อกัน ทั้งชัยชนะประเภทของนักแข่ง(Drivers' Championship) และทีมวิศวกรผู้สร้างสรรค์ (F1 Constructors’ Championship)


จากความสำเร็จของเครื่องยนต์ของฮอนด้าที่สนับสนุนให้กับทีมวิลเลียมส์-ฮอนด้า (Williams-Honda) และทีมแมคราเลน-ฮอนด้า (Mclaren-Honda) ทำให้ทีมสามารถคว้าแชมป์โลกถึง 6 ปีติดต่อกัน รวมถึงนักแข่งของทีมก็ได้รับชัยชนะ 5 ปีติดต่อกัน เรียกได้ว่า ยุคนี้เป็นยุคทองของฮอนด้าในวงการฟอร์มูล่า วัน อย่างแท้จริง





หลังจากนั้นฮอนด้าได้ยุติการแข่งขัน ฟอร์มูล่า วัน เนื่องจากทางสมาพันธ์รถยนต์ระหว่างประเทศ (FIA) ผู้จัดการแข่งขันได้มีการเปลี่ยนแปลงกฎกติกาเกี่ยวกับเครื่องยนต์ใหม่ทั้งหมด



















ยุคที่สาม (พ.ศ. 2543 – พ.ศ. 2551)





ฮอนด้ากลับคืนสู่สนามการแข่งขัน ฟอร์มูล่า วัน อีกครั้งในปี 2543 โดยสนับสนุนเครื่องยนต์ให้กับทีมบริทิช อเมริกัน เรซซิ่ง (BAR) และทีมจอร์แดน มูแกน ฮอนด้า (Jordan-Mugen-Honda) ซึ่งทำให้ทีมบริทิช อเมริกัน เรซซิ่ง (BAR) สามารถคว้าชัยชนะรองอันดับสองในฐานะทีมวิศวกรผู้สร้าง (F1 Constructors’ Championship) ได้สำเร็จในปี 2547 โดยในปีนั้น เจนสัน บัททัน นักแข่งของทีมยังได้ขึ้นรับรางวัลบนโพเดียมเป็นอันดับที่สามอีกด้วย













หลังจากนั้นในปี 2548 ฮอนด้าได้กลับมาทำทีมของตนเองอีกครั้ง ด้วยการพัฒนาเครื่องยนต์และแชสซีส์ ภายใต้ชื่อทีมฮอนด้า เรซซิ่ง ฟอร์มูล่า วัน (Honda Racing F1) ซึ่งในปี 2549ที่สนามฮังกาเรียน กรังด์ปรีซ์ เจนสัน บัททันก็สามารถคว้าชัยชนะแรกให้กับทีมได้สำเร็จ ปี 2550 ฮอนด้าเริ่มการพัฒนาเครื่องยนต์ด้วยเทคโนโลยี เอิรธ์ดรีม และได้ประกาศถอนตัวจากวงการเอฟวันอีกครั้งในปี 2551 เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจโลกที่เกิดการถดถอยอย่างรุนแรง














ยุคปัจจุบัน (พ.ศ. 2558 – พ.ศ. 2562)



หลังจากที่ปี 2557 การแข่งขันฟอร์มูล่า วัน ได้มีการเปลี่ยนกฎของการใช้เครื่องยนต์ให้เป็นเครื่องยนต์ไฮบริด เทอร์โบชาร์จ ขนาด 1.6 ลิตร ฮอนด้า ตัดสินใจหวนคืนสู่สนามแข่งขันอีกครั้งในปี 2558 ด้วยการเริ่มต้นสนับสนุนเครื่องยนต์ RA615H ให้กับพันธมิตรเก่าอย่าง แมคราเลน




จนกระทั่งในปี 2561 ฮอนด้าได้จับมือกับพันธมิตรรายใหม่ ได้แก่ ทีมสคูเดอเรีย โตโร รอสโซ่ ฮอนด้า (Scuderia Toro Rosso Honda) โดยให้การสนับสนุนและพัฒนาเทคโนโลยีของเครื่องยนต์ ซึ่งในปีนั้น ทีมสามารถทำอันดับได้ดีที่สุดคืออันดับ 4 ในการแข่งขันที่สนามบาห์เรน กรังด์ปรีซ์ ด้วยฝีมือการขับของปิแอร์ แกสลีย์









ปัจจุบันปี 2562 นอกจากการสนับสนุนเครื่องยนต์ให้กับทีมสคูเดอเรีย โตโร รอสโซ่ ฮอนด้า(Scuderia Toro Rosso Honda) ฮอนด้ายังได้ประกาศสนับสนุนเครื่องยนต์ให้กับทีมเรดบูล เรซซิ่ง ฮอนด้า (Reb Bull Racing Honda) ซึ่งถือเป็นทีมแม่ของทีมสคูเดอเรีย โตโร รอสโซ่ โดยมีหัวหน้าวิศวกรประจำทีมจากฮอนด้าคอยกำกับดูแลรักษารถแข่งและการซ่อมบำรุง


ซึ่งรถแข่งของทั้งสองทีมจะใช้เครื่องยนต์รุ่นใหม่ล่าสุด Honda RA619H ที่ได้รับการพัฒนาจากทีม R&D ของฮอนด้า ฟอร์มูล่า วัน เรซซิ่ง ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อรถแข่งฟอร์มูล่า วัน ณ เมืองซากุระ ประเทศญี่ปุ่น โดยเป็นเครื่องยนต์ที่ให้ประสิทธิภาพและครอบคลุมระยะทางในการขับได้มากขึ้น ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นสิ่งที่มีความสำคัญในการแข่งขัน เอฟวัน ในยุคปัจจุบัน















ฮอนด้า จึงกลายเป็นผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นเพียงรายเดียวที่ยังยืนหยัดต่อสู้ด้านความแรงกับบรรดาค่ายรถยนต์ยุโรป โดยสามารถมายืนอยู่แถวหน้าได้อย่างสูสี




เหนือสิ่งอื่นใดคือ การนำเอาเทคโนโลยีใหม่และผลลัพธ์ต่างๆ จากสนามแข่ง นำไปเป็นข้อมูลในการพัฒนารถยนต์รุ่นใหม่ๆ ให้กับลูกค้าเอาไว้ใช้งาน โดยแฝงDNA จากสนามแข่งเอาไว้อย่างชนิดที่ลูกค้าสัมผัสได้ในรถทุกคัน















กำลังโหลดความคิดเห็น...