xs
xsm
sm
md
lg

ปาเจโร สปอร์ต ปรับใหม่คุ้มค่าเงิน ขับดี เงียบ ออพชั่นเพียบ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์







ตลาดรถอเนกประสงค์ ในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา มียอดขายรวมทั้ง 6 ยี่ห้อ อยู่ที่ 42,328 คัน โดยมี โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ ครองอันดับหนึ่ง 18,670 คัน ตามด้วย มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต 9,054 คัน อีซูซุ มิว-เอ็กซ์ 6,823 คัน ฟอร์ด เอเวอเรสต์ 4,491 คัน เชฟโรเลต เทรลเบลเซอร์ 2,170 คันและ นิสสัน เทอร์ร่า 1,120 คัน จึงไม่แปลกใจที่การขับเคี่ยวเพื่อชิงตัวเลขในเซกเม้นท์เข้มข้นไม่น้อย


ล่าสุด ค่ายมิตซูบิชิ เปิดตัว ปาเจโร สปอร์ต รุ่นไมเนอร์เชนจ์ โดยมีการเพิ่มอุปกรณ์ตกแต่ง ทั้งภายใน-ภายนอก มากขึ้นกว่ารุ่นเดิม แต่ราคาก็บวกเพิ่มขึ้นเช่นกัน ประมาณ 1 หมื่นบาทถึง 2 หมื่นห้าพันบาท การปรับโฉมครั้งนี้ ก็เพื่อกระตุ้นยอดขายในเซกเม้นท์นี้ พร้อมให้บรรลุเป้าหมายยอดขายทั้งปีที่ตั้งไว้ 9 หมื่นคัน หรือมีมาร์เก็ตแชร์ 9 % ส่วนยอดขายสำหรับปาเจโร สปอร์ต ใหม่ มิตซูบิชิ คาดหวังตัวเลขยอดขายเดือนละ 1,300 คัน ต่อเดือน










เรามาดูกันว่ามีอะไรใหม่ใน มิตซูบิชิ ปาเจโร่ สปอร์ต ใหม่ กันบ้าง เริ่มจากรูปร่างหน้าตายังคงเดิม มีการปรับเปลี่ยนเล็กน้อยในเรื่องของด้านหน้า ตรงไฟหน้าโปรเจคเตอร์ แบบ Bi-LED พร้อมระบบปรับระดับลำแสงอัตโนมัติ มาพร้อมไฟส่องสว่างเวลากลางวันแบบ Spectrum LED ไฟส่องสว่างขณะเลี้ยวและไฟตัดหมอกหน้าแบบ LED โฉบเฉี่ยวในลุคสปอร์ตอย่างลงตัว


ด้านข้างล้ออัลลอย 18 นิ้ว ดีไซน์สีทูโทน ทำให้ตัวรถดูบึกบึนขึ้น ด้านท้ายยังทรงเดิม ไฟท้ายแบบ LED มีกล้องมองหลังแบบรอบคัน แต่สิ่งที่เพิ่มมา คือ ระบบเปิด-ปิด ฝาท้ายอัตโนมัติ พร้อมการสั่งงานด้วยระบบแฮนด์ฟรี ทำงานร่วมกับระบบมิตซูบิชิ รีโมท คอนโทรล ผู้ขับขี่สามารถสั่งงานเปิด-ปิดประตูท้ายผ่านสมาร์ทโฟน โดยสามารถตั้งค่าให้เปิดหรือปิดอัตโนมัติเมื่อผู้ขับขี่เดินเข้ามาใกล้ หรือเดินออกห่างจากตัวรถ และอีกหนึ่งอย่างที่ลูกค้าควรรู้ คือ ปาเจโร สปอร์ต รุ่นนี้ ไม่มียางอะไหล่มาให้แล้ว แต่จะมีชุดซ่อมยางมาให้แทน แต่ถ้าใครอยากติดยางอะไหล่ไว้ สามารถติดได้ใต้ท้องรถมีซุ้มล้อไว้ให้


















นอกจากนี้ ระบบมิตซูบิชิ รีโมท คอนโทรล สามารถแสดงข้อมูลเกี่ยวกับสถานะตัวรถ ข้อมูลการใช้งาน การแจ้งเตือนระบบและการสั่งงานอื่นๆ เพื่อตอบโจทย์การใช้งานของผู้ขับขี่ผ่านสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์แวเรเบิล สามารถส่งคำสั่งได้จากทุกที่ในระยะของการเชื่อมต่อรถยนต์ ผ่านแอปพลิเคชัน โดยทำงานควบคู่กับระบบกุญแจอัจฉริยะ KOS หรือเมื่ออยู่ในระยะสัญญาณบลูทูธ


สำหรับภายในห้องโดยสารมีการปรับปรุงใหม่ เริ่มจากพื้นที่บริเวณหัวเข่าและข้อศอกกว้างขวางขึ้น พร้อมติดตั้งวัสดุบุนุ่มบริเวณมือจับประตูและคอนโซลกลาง รวมถึงมีช่องเก็บของเพิ่มขึ้นที่บริเวณคันเกียร์และช่องว่างของที่ด้านล่างของคอนโซลกลาง และเพิ่มช่องจ่ายไฟ, พอร์ท USB สำหรับชาร์จไฟ ส่วนผู้โดยสารด้านหลังมีจอภาพพร้อมรีโมทคอนโทรล ขนาด 12.1 นิ้ว ติดตั้งบนเพดานรถ รองรับการเชื่อมต่อผ่าน USB และสมาร์ทโฟน ผ่าน HDMI










ขณะเดียวกันอุปกรณ์อำนวยความสะดวกก็จัดมาให้อย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีเชื่อมต่อและควบคุมการใช้งานด้วยจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ LED ขนาด 8 นิ้วใหม่ ที่ง่ายต่อการอ่าน มีการแสดงผลมาตรวัดความเร็ว มาตรวัดรอบเครื่องยนต์และข้อมูลอื่นๆ ของตัวรถ และที่สำคัญรูปแบบหน้าจอเปลี่ยนได้ 3 แบบ รองรับเมนูภาษาไทย สามารถเชื่อมต่อและแสดงข้อมูลจากหน้าจอระบบสัมผัส SDA (Smartphone –link Display Audio) ขนาด 8 นิ้ว อีกทั้งยังรองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนและแอปเปิคคาร์เพลย์ ใช้งานง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัส และการสั่งงานด้านเสียง


สำหรับการทดสอบเริ่มออกเดินทางในช่วงแรกโดยมีระยะทาง 180 กม.มุ่งหน้าสู่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ผ่านการจราจรที่หนาแน่นในเมือง ต้องบอกว่า สมรรถนะโดยรวมอยู่ในระดับที่น่าพึงพอใจ กำลังของเครื่องยนต์พอเพียงทั้งจังหวะออกตัวหรือการเร่งแซง ช่วงความเร็วสูงสามารถปรับเปลี่ยนความเร็วขึ้น-ลง เพื่อเร่งแซงได้อย่างทันใจ ถึงแม้จะไม่จี๊ดจ๊าด แต่ก็ไต่ระดับไปแบบสบาย สบาย การเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ค่อนข้างสัมพันธ์กับความเร็ว ราบเรียบ นุ่มนวล จะติดนิดหนึ่งตรงพวงมาลัยค่อนข้างหนัก เวลาขับขี่ในเมือง เลี้ยวซ้าย-ขวา กลับรถ ค่อนข้างลำบาก ไม่คล่องตัวเท่าไรนัก



สำหรับช่วงล่าง มีความนุ่มนวลปานกลางแต่ไม่ถึงกับแข็งกระด้าง การซับแรงกระแทกทำได้ดีจากการปรับสปริงหลังให้ยาวขึ้น ทำให้คนที่นั่งในรถจะรู้สึกใกล้เคียงกับการนั่งอยู่ในรถเอสยูวี นั่งสบาย การทรงตัวบริเวณโค้ง นิ่ง แน่น หนึบ มั่นใจเวลาใช้ความเร็ว ที่สำคัญ คือ ความเงียบภายในห้องโดยสาร ค่อนข้างเงียบ เสียงเครื่องยนต์ ลมปะทะ ไม่ค่อยได้ยิน


หลังจากนั้น ขบวนของเราก็ลุยต่อบนเส้นทางออฟโรด ระยะทาง 9 กม.ทดสอบระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ เริ่มต้นด้วยการปรับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ มาเป็นแบบ 4H เหมาะสมกับสภาพถนนที่เปียกลื่น เพราะระบบจะส่งกำลังไปยังล้อหน้า 40% ล้อหลัง 60 % พอเจอสภาพถนนลื่นระบบก็จะส่งกำลังมาที่ล้อหน้า 50% หลัง 50% ระบบจะทำงานแปรผันของล้ออัตโนมัติ เมื่อต้องข้ามผ่านอุปสรรคมาก ในพื้นที่แคบ ๆ รถคันนี้ ยังมีกล้อง 360 องศา แสดงภาพรวมทั้งคัน ทำให้ข้ามผ่านอุปสรรคได้ง่ายมากขึ้น มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ช่วงที่ฝนตกลงมาทำให้สภาพถนนตรงนี้เป็นโคลนและมีพื้นที่ชื้นแฉะ เลยเปลี่ยนมาใช้ 4HLC ทำให้การขับขี่เป็นไปอย่างง่าย ๆ สบาย ๆ ไม่น่ากลัว ระบบพารถผ่านไปได้อย่างฉลุย







เครื่องยนต์คงเดิม MIVEC ขนาด 2.4 ลิตร 2,442 ซีซี. เทอร์โบแปรผัน VG-Turbo – Intercooler พร้อมระบบแปรผันวาล์ว MIVEC กำลังสูงสุด 181 แรงม้า ที่ 3,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 430 นิวตันเมตร ที่ 2,500 รอบ/นาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ ขับเคลื่อน 2 ล้อ (2WD) หรือขับเคลื่อน 4 ล้อ Full-time (Super Select 4WD II)


สรุป หากคุณมองหารถอเนกประสงค์คันใหม่ มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ ในราคาค่าตัวเท่านี้มาพร้อมออพชั่นแบบครบครัน หากเทียบกับคู่แข่งถือว่าให้เยอะกว่าด้วย แถมการขับขี่ก็ไม่ได้น้อยหน้า ใคร …ในตลาดตอนนี้ถือว่า 0K สุด










































กำลังโหลดความคิดเห็น...