xs
xsm
sm
md
lg

“อีซูซุ คาราวานสัญจร 2019” เที่ยว “ทวาย” เคล้าสายฝน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์







“อีซูซุ คาราวานสัญจร 2019” เส้นทางที่ 3 จากจังหวัดกาญจนบุรีมุ่งหน้าประเทศเมียนมาร์ ทางฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อเข้าสู่เมืองทวาย ดินแดนอารยธรรมที่ยังคงไว้ซึ่งความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา พร้อมชมวิถีชีวิตและศาสนาสถานอันศักดิ์สิทธิ์ วัดวาอารามอันเก่าแก่รวมถึงพระเจดีย์ของเมืองทวายที่งดงาม









การเดินทางครั้งนี้เริ่มต้น ณ บริษัท อีซูซุกาญจนบุรี จำกัดมีสมาชิกประชาคมอีซูซุ 25 คัน จากทั่วประเทศ มากับรถอีซูซุที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น อีซูซุมิว-เอ็กซ์ ขับเคลื่อน 4 ล้อ และขับเคลื่อน 2 ล้อ รถอีซูซุดีแมคซ์ ไฮแลนเดอร์ และรถอีซูซุดีแมคซ์ วี-ครอส 4x4 และคณะสื่อมวลชนร่วมกว่า 130 ชีวิต โดยมี ปิยพัชร์ วงศ์โดยหวัง ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานกาญจนบุรี นายเอช คาโต้ ผู้จัดการฝ่ายขายดีลเลอร์-บี บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด พร้อมด้วยอาจารย์พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ ผู้อำนวยการจัดคาราวาน ร่วมให้การต้อนรับและตีธงปล่อยขบวนรถอีซูซุคาราวานสัญจรเส้นทางที่ 3 ซึ่งเป็นเส้นทางระหว่างประเทศ ไทย-ทวาย














เมื่อทุกคนพร้อมขบวนคาราวานก็เริ่มขับรถมุ่งสู่ด่านพุน้ำร้อน (ประเทศไทย) ซึ่งห่างจากตัวเมืองกาญจนบุรี ราว 1 ชั่วโมง ไปยังด่านติกิ (ประเทศเมียนมาร์) เพื่อมุ่งหน้าสู่เมืองทวาย ดินแดนทางฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของเมียนมาร์ จริงแล้วจากชายแดนไทยสู่เมืองทวาย มีระยะทางเพียงแค่ 170 กิโลเมตร แต่พวกเราใช้เวลาเดินทางถึงจุดหมายกว่า 8 ชั่วโมง ทั้งนี้เนื่องจากเป็นช่วงฤดูฝน ทำให้ต้องพบกับอุปสรรคของเส้นทางในหลากหลายรูปแบบ ทั้งดินโคลน หลุมบ่อจำนวนมากที่ถูกน้ำฝนกัดเซาะ ตลอดจนต้องผ่าน “เขาช้างร้อง” ที่สูงชัน และคดโค้งหลายช่วง ที่สำคัญน้ำท่วมบางเส้นทาง แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคแต่อย่างใดด้วยสมรรถนะอันแข็งแกร่ง และช่วงล่างที่ทนทานของอีซูซุ จึงทำให้สามารถผ่านมาได้อย่างปลอดภัย
















แม้เส้นทางจะหฤโหด แต่วิวทิวทัศน์ 2 ข้างทางก็ช่วยผ่อนคลายความเครียดทั้งสภาพถนนและสายฝนที่โปรยปรายมาไม่ขาดระยะตลอดการเดินทาง โดยเฉพาะแม่น้ำตะนาวศรี ที่ทอดตัวยาวขนาบข้างเกือบตลอดทริป และกลางแม่น้ำเราจะเห็นแพ ซึ่งไกด์บอกว่า เขากำลังดูดทองกันอยู่ ก่อนที่เราจะเข้าสู่เมืองทวาย เราต้องผ่านอำเภอของรัฐกระเหรี่ยงถึง 3 อำเภอด้วยกัน และคนกระเหรี่ยงส่วนใหญ่ยึดถือวิถีชีวิตที่อยู่กันมา คือเลี้ยงสัตว์ เกษตรกรรม ปลูกพื้นล้มลุก ไว้ขายตามฤดูกาล




จากการสังเกตระหว่างเดินทางจะผ่านหมู่บ้านต่าง ๆ 2 ข้างทาง จะเห็นบรรยากาศ ทั้งชุมชน วัด และวิถีของผู้คนที่นี้ การใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย และดูมีความสุขดี













จบทริปวันแรกด้วยงานเลี้ยงอันแสนอบอุ่น ประทับใจ พร้อมการแสดงที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของชาวเมืองทวายในชื่อชุด “เสน่ห์ตะนาวศรี” โดยมีการแสดง “ระบำหม้อน้ำ” เป็นไฮไลท์












ก่อนที่รุ่งเช้าพวกเราจะเข้าไปท่องเที่ยวไหว้พระในเมืองทวาย เรามาทำความรู้จักทวาย กันสักนิด ทวาย เป็นเมืองหลวงมณฑลตะนาวศรี อยู่ตอนใต้ของประเทศเมียนมาร์ ที่มาของชื่อนั้นมีข้อสันนิษฐาน 2 แบบ คือ แบบไทยเพี้ยนมาจากคำว่า “ท่าทวาย” เพราะเป็นจุดหรือเมืองท่าที่ค้าขายหวายในสมัยก่อน ขณะที่คนมอญเชื่อว่าเพี้ยนมาจากท่าพระอรหันต์นั่งสมาธิ ที่เรียกว่า “ทวา”











วันที่สอง สมาชิกคาราวานอีซูซุได้ท่องเที่ยวใน “เมืองทวาย” ซึ่งแม้จะพบกับช่วงพายุ ฝนในวันนี้ แต่คณะของเราก็ไม่หวั่น ยังคงเดินทางท่องเที่ยวสู่จุดหมายตามกำหนดการที่ตั้งใจไว้ โดยวัดแห่งแรกที่ไปคือ “วัดชินตาเลียว” (Reclining Buddha of Dawei) หรือพระนอนเมืองทวาย เป็นพระนอนองค์ที่ใหญ่ที่สุดในมณฑลตะนาวศรี และใหญ่เป็นอันดับ 5 ของประเทศเมียนมาร์ มีความยาวถึง 74 เมตร สูง 21 เมตร อายุเกือบ 100 ปี เป็นพระพุทธรูปปางปรินิพพาน โดยสังเกตได้จากเท้าของพระพุทธรูปจะสร้างแบบเสมอกัน พระนอนองค์นี้ตามประวัติเล่าว่า มี 1 ในพระ 14 รูปแห่งเมียนมาร์ที่เก่งมาก สามารถท่องพระไตรปิฎกได้ มาสร้างไว้ และจำพรรษาอยู่ที่วัดแห่งนี้ ต่อมาเพื่อระลึกถึงเจ้าอาวาสท่านนี้ ชาวบ้านจึงได้นำพระไตรปิฎก 3 เล่มบรรจุไว้ใต้เศียรของพระพุทธรูป




ไกด์บอกว่า ทุกครั้งก่อนจะไหว้พระเราต้องซื้อดอกไม้ธูปเทียนก่อนในราคา 1000 จ๊าด หรือ 25 บาท ในช่อดอกไม้จะมีใบไม้เรียกว่าใบแห่งชัยชนะ (ใบต้นหว้า) ไหว้เสร็จ ให้เด็ดมาสักใบใส่กระเป๋ากลับบ้าน เพื่อชีวิตเราจะได้พบกับชัยชนะ








วัดต่อมาคือ “วัดชินเต๊าป่ง” (Shin Taunk Pone Pagoda) เป็น 1 ใน 9 วัดศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวทวายเลื่อมใส คำว่า เด๊าป่ง หมายถึง มากองแล้วฝังเอาไว้ การเดินทางไปวัดนี้ต้องนั่งรถสองแถวจากด้านล่างขึ้นไปประมาณ 10 นาที เนื่องจากตั้งอยู่บนเนินเขาสูง 2,000 กว่าฟุต มีทิวทัศน์ที่สวยงาม สามารถชมวิวเมืองทวายทั้งหมดได้จากระเบียงวัด แต่น่าเสียดายวันที่คณะคาราวานของเราไปนั้น ได้พบแต่ละอองฝน และหมอกหนา เนื่องจากฝนตกหนัก วัดแห่งนี้ตามตำนานเล่าว่าพระมเหสีในอดีตได้ยินว่าจะมีพญานกยูงสีทองมาเดินเล่นในป่า พระองค์อยากได้มาเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ราชวังของตน จึงสั่งให้นายพรานฝีมือดีไปตามล่า นายพรานวิ่งตามไปจนถึงเนินเขา แต่ปรากฏว่าไปเจอพระอรหันต์แทนนกยูง พระท่านเทศนาจนนายพรานเกิดเห็นธรรม จึงเอาธนูและข้าวของฝังไว้พร้อมสร้างเจดีย์ขึ้นมา หลังจากนั้นนายพรานจึงออกบวช



















จุดหมายต่อมาคือการหาซื้อของฝากจากเมืองทวาย ที่ตลาด Mingalar หรือตลาด 100 ปี ซึ่งตลาดนี้จะมีสินค้าหลากหลายให้เลือกซื้อ ไม่ว่าจะเป็นผงทานาคาสำหรับประทินผิวของสาวๆ ถั่วตัดของอร่อยขึ้นชื่อของประเทศเมียนมาร์ กุ้งแห้งอันเลื่องชื่อ และผ้าพื้นเมืองที่เป็นลวดลายเฉพาะ มีขายแค่ที่เมืองทวายเท่านั้น ทุกคนต่างเลือกซื้อสินค้ากลับมาเป็นของฝากกันอย่างถ้วนหน้า จ่ายเงินกันเป็นหมื่นจ๊าดเลยทีเดียว จากนั้นก็แวะเติมพลังมื้อกลางวัน ณ ร้านกุหลาบ ซึ่งตั้งอยู่ภายในสนามกอล์ฟเมืองทวาย อาหารอร่อย รสชาติดี พนักงานบริการเป็นเยี่ยม
















เมื่ออิ่มท้อง สมาชิกคาราวานอีซูซุได้เดินทางต่อไปยัง “วัดชินเต๊าเถ่ง” (Shin Tauk Htein) 1 ใน 9 วัดศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวเมียนมาร์เลื่อมใส ตั้งอยู่บนเนินเขาในหมู่บ้านเล็ก ๆ ใกล้ตัวเมืองทวาย ภายในอุโบสถมีพระพุทธรูปเก่าแก่ 3 องค์ที่ชาวบ้านศรัทธามาแต่โบราณ ตำนานเล่าว่ามีเกษตรกร 2 สามีภรรยา ไปขุดเนินนี้แล้วเจอพระพุทธรูปอายุประมาณ 1,000 ปี จึงสร้างวัดขึ้นมาตรงจุดที่พบพระพุทธรูป ชาวเมียนมาร์เชื่อว่าท่านเป็นพระพุทธรูปมีชีวิต เพราะมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จากเดิมจนถึงปัจจุบันมีขนาดใหญ่ขึ้น 5 นิ้ว และบางครั้งสีตาของพระพุทธรูปก็เปลี่ยนไปจากปกติ เชื่อกันว่าเมื่อมาที่นี่สามารถขอให้ได้ฌาน มองอนาคตได้ และบรรลุในธรรม

















วัดที่ 4 ของทริปนี้คือ “วัดเมียวยิต” (Myaw Yit Pagoda) ที่เกาะลอย Se Pin เป็นวัดหนึ่งของทวายที่มีพื้นที่ตั้งอยู่บนเกาะเล็ก ๆ ติดชายทะเลฝั่งอันดามัน มีสะพานปูนทอดยาวไปยังเกาะที่เป็นที่ตั้งของวัดเมียวยิต และเจดีย์เมียวยิต นักท่องเที่ยวจะเห็นชายหาดยาวเรียบทะเล มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตั้งอยู่บนโขดหินก่อนเข้าถึงวัดเมียวยิต ด้านในวัดเมียวยิตมีพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ และเจดีย์อีกมากมาย วัดนี้จึงเป็นวัดที่นักท่องเที่ยว และชาวเมียนมาร์มาสักการะเป็นจำนวนมาก เพราะนอกจากจะศักดิ์สิทธิ์แล้ว ยังได้เห็นวิวสวย ๆ ริมทะเลอันดามัน








แต่วันที่เราไป น่าเสียดาย คณะเราเจอพายุฝน ลมแรงมาก แม้ตัวจะแทบปลิว แต่ก็ไม่อาจต้านทานความศรัทธาของชาวคณะเราได้ ทุกคนต่างเดินข้ามสะพานมุ่งหน้าไปยังเกาะลอย เพื่อสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ณ ที่แห่งนี้ ให้แคล้วคลาดปลอดภัยตลอดการเดินทาง จากนั้นจึงเดินทางไปรับประทานอาหารค่ำ ณ ร้าน Bamboo Garden อิ่มอร่อยกับอาหารทะเล กุ้งล็อบสเตอร์ตัวโตจากทะเลทวาย สร้างความประทับใจให้กับผู้ร่วมคาราวานเป็นอย่างยิ่ง








ต้องบอกว่าอาหารทะเลที่นี้ขึ้นชื่อ เพราะคนทวายส่วนใหญ่ทำอาชีพประมง ออกเรือหาปลา หาปู หากุ้ง มาขาย คนไทยก็รับไปขายที่ฝั่งไทยเช่นกัน

















อีกสถานที่ที่พลาดไม่ได้เลย “วัดชเวตองซา” ร่วมสักการะพระเจดีย์ชเวตองซา (Shwe Taung Sar Zedi) วัดสำคัญของเมืองทวาย มีองค์พระเจดีย์ที่ใหญ่และสูงที่สุดในเมืองทวาย จำลองมาจากเจดีย์ชเวดากอง เมืองย่างกุ้ง ภายในพระวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปโลกะมารชินปางมารวิชัย อายุ 140 กว่าปี วัดแห่งนี้ก่อสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2304 มีอายุมากกว่า 250 ปี มีพิพิธภัณฑ์แสดงวัตถุโบราณต่างๆ มากมาย อาทิ ปืนใหญ่สมัยกรุงศรีอยุธยา พระพุทธรูปสำริดศิลปะแบบไทย และดาบสมัยโบราณ ชาวทวายนิยมมาไหว้พระขอพรยามค่ำคืน จบทริปแบบอิ่มบุญ อิ่มใจกันถ้วนหน้า

ปิดท้ายด้วย “วัดชินดะเวย” (Shin Dat Wae Pagoda) อีก 1 ใน 9 วัดศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวเมียนมาร์เลื่อมใส วัดแห่งนี้เป็นวัดที่มีขนาดใหญ่และสวยงามที่สุดของเมืองทวาย มีประวัติยาวนานกว่าพันปี นับเป็นการปิดท้ายทริปได้อย่างประทับใจ

























กิจกรรม “อีซูซุคาราวานสัญจร” ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมลูกค้าสัมพันธ์ที่ได้รับความนิยมจากผู้ใช้รถอีซูซุทั่วประเทศอย่างมาก ก่อเกิดประชาคมอีซูซุหลายครอบครัว รวมตัวกันเพื่อร่วมกิจกรรมสุดแสนสนุกเช่นนี้ในทุกๆ ปี ซึ่งนอกจากจะเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวทางรถยนต์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของชาติแล้วนั้น ยังช่วยเสริมสร้างให้ประชาคมอีซูซุมีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้นอีกด้วย ร่วมติดตามเรื่องราวความสนุกของ “อีซูซุคาราวานสัญจร” ประจำปี 2019 ใน เส้นทางสุดท้ายภาคใต้ ได้ที่ www.isuzu-tis.com


กำลังโหลดความคิดเห็น...