xs
xsm
sm
md
lg

แอคคอร์ด ไฮบริด ใหญ่ขึ้น นั่งนุ่ม วิ่งนิ่ง ขับสนุก

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


เจเนอเรชันที่ 10 ของฮอนด้า แอคคอร์ด นั้นเราได้นำเสนอบททดลองขับมาแล้ว 2 ครั้งกับเวอร์ชั่นที่จำหน่ายในสหรัฐอเมริกา และอีกหนึ่งครั้งกับรุ่น 1.5 ลิตร เทอร์โบ เวอร์ชันขายประเทศไทย ซึ่งหากมองไปที่ยอดจองในช่วงที่ผ่านมานับตั้งแต่เปิดตัวราว 2 เดือน แอคคอร์ด มียอดจองสะสมแล้วทั้งสิ้นประมาณ 4,500 คัน ถือว่าไม่น้อยสำหรับตลาดนี้


เหนือสิ่งอื่นใด สัดส่วนการจอง ระหว่างรุ่น 1.5 เทอร์โบ และ 2.0 ไฮบริด คือ 50-50 นับว่าเป็นสิ่งที่น่าประหลาดใจอย่างยิ่ง เนื่องจากยังไม่มีใครได้ทดลองขับโดยเฉพาะในรุ่นไฮบริด แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจของลูกค้าฮอนด้า ที่มีความเชื่อมั่นต่อแบรนด์ฮอนด้า













อย่างไรก็ตาม เพื่อความครบถ้วนของข้อมูล ทีมงานเอ็มจีอาร์ มอเตอริ่ง ตอบรับคำเชิญเพื่อไปทดลองขับ แอคคอร์ด 2.0 ลิตร ไฮบริด เวอร์ชันไทย ที่คราวนี้ยกขบวนไปพิสูจน์สมรรถนะกันที่จังหวัดกระบี่ ผลลัพธ์เป็นอย่างไรบ้าง เชิญติดตามกันได้

ไฮบริดใหม่ ครบความปลอดภัย


เพื่อความกระชับของบทความ เราขอตัดตอนเฉพาะส่วนของไฮบริด และความแตกต่างที่เพิ่มเติมเข้ามาเป็นหลัก ซึ่งขอเริ่มต้นด้วยรูปโฉมภายนอก ไฮบริด นั้นจะมี ไฟตัดหมอกคู่หน้าและกระจกมองข้างปรับลงเมื่อถอยหลัง ขณะที่ล้ออัลลอยจะใช้ขนาด 18 นิ้ว ต่างจากรุ่น 1.5 เทอร์โบที่ใช้ขนาด 17 นิ้ว ส่วนในรุ่นท็อปสุด Hybrid Tech เพิ่ม สปอยเลอร์หลัง, ซันรูฟไฟฟ้า,ไฟส่องมือจับเปิดประตูด้านนอก และระบบแสดงข้อมูลบนกระจกหน้า (HUD)












ภายในห้องโดยสาร เบาะหนังในรุ่น Hybrid Tech ตัวท็อปเลือกได้ 2 สีคือ น้ำตาลกับดำ ส่วนรุ่นอื่น เลือกได้ระหว่าง ไอเวอรี่เบจกับดำ (ขึ้นอยู่กับสีภายนอก) ,กระจกมองหลังปรับแสงอัตโนมัติ, ม่านบังแดดกระจกข้างด้านหลัง (ไม่มีม่านบังแดดหลัง) , อุปกรณ์ชาร์จแบบไร้สาย และระบบเครื่องเสียง ลำโพง 10 ตัว (รุ่น 1.5 เทอร์โบ ลำโพง 8 ตัว) ซับวูฟเฟอร์ พร้อมระบบนำทาง และระบบเชื่อมต่อ Honda Connect ทั้งหมดนี้คือออฟชันที่เพิ่มขึ้นจากรุ่น 1.5เ ทอร์โบ




หัวใจระบบขับเคลื่อน เครื่องยนต์ 4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร ไฮบริด i-VTEC แบบแอตคินสันไซเคิล กำลังสูงสุด 145 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 175 นิวตันเมตร มอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุด 184 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 315 นิวตันเมตร และเมื่อไฮบริดรวมกำลังสูงสุด 215 แรงม้า แบตเตอรี่เป็นแบบลิเธียม-ไอออน ขนาด1.3 kWh รับประกันทั้งระบบ 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง (เฉพาะแบตเตอรี่ รับประกัน10 ปี เมื่อจองและออกรถภายใน 31 ธันวาคม 2562นี้)











ระบบส่งกำลัง เกียร์อัตโนมัติแบบ E-CVT พวงมาลัยไฟฟ้ารัศมีวงเลี้ยว 6.1 เมตร น้ำหนักตัวรถ 1,552 กก. และ 1,568 กก.(Hybrid Tech) เบาลงกว่ารุ่นก่อนหน้า 67 กก. แต่หนักกว่ารุ่น 1.5 เทอร์โบที่มีน้ำหนัก 1,464 กก. ขณะที่ความจุถังน้ำมันไฮบริด 48.5 ลิตร รองรับแค่ E20ส่วนความจุถังน้ำมันรุ่น 1.5 เทอร์โบ 56 ลิตร รองรับ E85





ความปลอดภัยตัวไฮบริดนั้นจัดเต็มครบระบบ Honda Sensing ไม่ว่าจะเป็น ระบบเตือนการชนพร้อมระบบช่วยเบรก (CMBS), ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ (LKAS), ระบบเตือนและช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ (RDM with LDW), ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ(AHB) และระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผันตามคันหน้า (ACC with LSF)











ช่วงล่างประทับใจ เน้นสนุก


การทดลองขับในคราวนี้ทีมงานจัดให้สื่อ 2 ท่านต่อรถหนึ่งคัน สลับกันขับ ระยะทางรวมราว 153 กม. เราเริ่มต้นด้วยตำแหน่งผู้โดยสารก่อน บอกเลยว่า เบาะนั่งด้านหลังกว้างขวางมากจริงๆ นั่งสบาย แต่ทว่าเบาะนั่งทางด้านหน้า กลับรู้สึกว่าสั้นและเล็กไปสักหน่อยสำหรับผู้เขียนที่มีส่วนสูงราว173 ซม. บางทีเหมือนขาซ้ายวางได้ไม่เต็มเบาะ


ตัดภาพกลับมาในช่วงของการขับขี่ เบาะนั่งสบายดีแตกต่างจากเบาะทางด้านซ้ายมือ โดยมีปุ่มปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง และปุ่มปรับดันหลังได้อีก 4 ทิศทาง เรียกว่า ปรับได้ดั่งใจต้องการ พวงมาลัยกระชับ และชอบเป็นพิเศษกับการเว้าเล็กน้อย จับถนัดเต็มมือพอดี โดยมีแป้นแพดเดิลชิฟ อยู่ทางด้านหลัง ซึ่งต้องอธิบายเพิ่มดังนี้












แป้นแพดเดิลชิฟ +- นั้น ไม่ได้มีไว้เพื่อการเปลี่ยนเกียร์ แต่อย่างใด เนื่องจากเป็นระบบเกียร์แบบ E-CVT แต่จะมีไว้เพื่อการปรับระดับการชาร์จพลังงานกลับเข้าไปเก็บในแบตเตอรี่ (Regeneration) หลายท่านอาจจะเข้าใจผิดจากความคุ้นเคยในการใช้งานแพดเดิลชิฟ ซึ่งเมื่อลองใช้งานแล้ว เราไม่รู้สึกถึงความแตกต่างในการขับขี่




กดคันเร่งออกตัวแบบปกติ ตอบสนองฉับไว แป้นคันเร่งน้ำหนักเบาดี ส่วนการเบรกเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่เราชอบมาก ระยะการกดแป้นกำลังดี ไม่มีอาการหัวทิ่ม หรือจับไวเกินไป ให้ความรู้สึกที่พอเหมาะพอดี พวงมาลัยค่อนข้างเบามือ แต่จะหนักขึ้นเมื่อวิ่งด้วยความเร็วสูงขึ้น











จังหวะเร่งแซง ถือเป็นสิ่งที่ผู้ขับทุกคนต้องทำความคุ้นเคยใหม่ เนื่องจากจะมีจังหวะหน่วงเวลา หรือคล้ายๆกับการรอรอบของเครื่องยนต์ ราวอึดใจหนึ่ง รถจะยังไม่พุ่งขึ้นไปทันที ดังนั้น ใครที่คิดจะแซงด้วยแอคคอร์ด ไฮบริด พึงต้องเผื่อระยะเพิ่มไว้สักหน่อย แต่เมื่อรอบได้รถค่อนข้างพุ่งดีมีแรงดึงแบบว่าสนุกสนานได้




อีกหนึ่งความประทับใจที่สุดในแอคคอร์ด ไฮบริด คือ ความนุ่มนวลของช่วงล่างที่เซ็ตมาพอดี ไม่นุ่มหรือแข็งกระด้างจนเกินไป และยังสามารถดูดซับแรงสั่นสะเทือนจากพื้นถนนได้เป็นอย่างดี เข้าโค้งด้วยความเร็วสูงอย่างมั่นใจได้ ซึ่งความเร็วสูงสุดที่เราลองขับในคราวนี้คือ 180 กม./ชม. ตัวรถถือว่านิ่งดี มั่นคงและไม่รู้สึกว่าเร็วแต่อย่างใด












การป้องกันเสียงรบกวนจากภายนอกทำได้ประทับใจอีกเช่นเดียวกัน เสียงลมจะเริ่มได้ยินชัดเมื่อความเร็วเกิน 160 กม./ชม. โดยมาจากทางด้านกระจกมองข้าง ขณะที่การติดเครื่องแบบรถจอดสนิทเราแทบจะไม่ได้ยินเสียงการทำงานของเครื่องยนต์ เสียงลมแอร์ดังกว่าแน่นอน




อัตราการบริโภคน้ำมันภาพรวมของการขับแบบปกติค่อนข้างไปทางเร่งความเร็วทำเวลาเฉลี่ยขับเกิน100 กม./ชม. ตัวเลขบนหน้าจอระบุที่ 15.1 กม./ลิตร ส่วนการเคลมของฮอนด้า ตามมาตรฐานอีโคสติกเกอร์ ระบุตัวเลข 24.4กม./ลิตร ซึ่งหากเจาะให้ลึกลงไปอีกสักหน่อยจะเป็นตัวเลขเคลมการวิ่งนอกเมืองที่ระดับ 20 กม./ลิตร ขณะที่การวิ่งในเมือง 38.5 กม./ลิตร นั่นหมายความว่า หากวิ่งในเมืองจะประหยัดกว่าวิ่งนอกเมือง สวนทางกับรถใช้น้ำมันปกติ











ทั้งนี้ หากเปรียบเทียบกับคู่แข่งโดยตรงอย่าง โตโยต้า คัมรี่ (ตามมาตรฐานอีโคสติกเกอร์) จะเห็นว่า คัมรี่ 2.5ไฮบริดนั้นระบุตัวเลขเฉลี่ย 25 กม./ลิตร ซึ่งภาพรวมประหยัดกว่า แอคคอร์ด ไฮบริด แต่ถ้าเจาะจงลงไปที่การใช้งานในเมืองเพียงอย่างเดียว แอคคอร์ด ไฮบริด น่าจะประหยัดกว่า



เหมาะกับใคร

รถประจำตำแหน่งผู้บริหาร หรือผู้ที่อยากได้รถซีดานขนาดใหญ่ ในงบประมาณไม่เกิน 2 ล้านบาท ออฟชันด้านความปลอดภัยครบๆ และไม่อยากได้รถยุโรป เน้นการใช้งานในเมืองเป็นหลัก ซึ่งจะได้ประโยชน์จากการเป็นรถยนต์ไฮบริดมากกว่าการเลือกใช้รถที่ใช้เครื่องยนต์ล้วนเพียงอย่างเดียว
































กำลังโหลดความคิดเห็น...