xs
xsm
sm
md
lg

718 Cayman GT4 & Spyder ซิ่งในสนาม VS สนุกบนถนน

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


การสร้างรถแต่ละโมเดลนั้นว่ายากแล้ว แต่การสร้างรถ 2 โมเดลที่มีพื้นฐานทุกอย่างร่วมกัน แต่รูปร่างต่างกัน ให้มีความยอดเยี่ยมใกล้เคียงกันนั้น ยากยิ่งกว่า ทว่าทีมวิศวกรของ “ปอร์เช่” สามารถทำได้และแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนของความสามารถทางวิศวกรรมนั้นด้วย 718 สไปเดอร์ (Porsche 718 Spyder) และ 718 เคย์แมน จีที4 (718 Cayman GT4)








ทั้งสองรุ่นดังกล่าวถือเป็นเรือธงในตระกูลของสปอร์ตขนาดเล็กแห่งเมืองสตุทการ์ท ซึ่งหลังการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ทีมงาน เอ็มจีอาร์ มอเตอริ่ง ได้รับเชิญจากทาง เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ปอร์เช่อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ให้เข้าร่วมทดลองขับเป็นครั้งแรกที่ประเทศสกอตแลนด์ ผลลัพธ์เป็นอย่างไร










คูเป้-เปิดประทุน ความเหมือนที่แตกต่าง

แค่เพียงมองดูก็รู้แล้วว่า ทั้งสองรุ่นนั้นแตกต่างกัน ด้วยรูปทรง 718 สไปเดอร์ มาในสไตล์ของรถเปิดประทุน ส่วน 718 เคย์แมน จีที 4 เป็นรถแบบคูเป้ เราจึงขอกล่าวถึงจุดที่ร่วมกันก่อนเป็นลำดับแรก










โครงสร้างตัวถังยังคงเป็นพื้นฐานเดิม แต่สิ่งที่เพิ่มเติมมาคือ การปรับเปลี่ยนช่วงล่าง จากเดิมที่เคยแตกต่างกัน ปอร์เช่หันมาใช้งานช่วงล่างใหม่ร่วมกัน โดยอิงพื้นฐานจากรุ่นจีที 4 ใช้ชุดสปริงและสตรัทน้ำหนักเบาเทคโนโลยีสนามแข่งทั้งด้านหน้าและด้านหลัง










มาพร้อมกับระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว Porsche Stability Management (PSM) เป็นมาตรฐานและยังมี ระบบ Porsche Active Suspension Management damping system ลดระดับความสูงของช่วงล่างลงอีก 30 มิลลิเมตร ช่วยให้ตัวรถมีจุดศูนย์ถ่วงหรือ centre of gravity ต่ำลง










ทั้งสองรุ่นเปลี่ยนหัวใจใหม่จาก 4 สูบ เทอร์โบ หันมาคบกับเครื่องยนต์แบบ 6 สูบนอน ซึ่งยกมาจากพี่ใหญ่ 911 (รหัส992) แต่ปรับใหม่ไม่ใช้เทอร์โบ เพื่อให้ได้อรรถรสในการขับขี่ที่แตกต่างไป











ขุมพลังของเครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบ นอนบ็อกเซอร์ (รหัส9A2) ขนาด 4.0 ลิตร NA ไร้เทอร์โบ ให้กำลังสูงสุด 420 แรงม้า แรงบิด 420 นิวตันเมตร โดยเป็นครั้งแรกที่ใช้ระบบฉีดตรง (direct fuel injection) และมาพร้อมกับระบบ adaptive cylinder control หยุดการจ่ายน้ำมันเข้ากระบอกสูบได้ ช่วยลดอัตราการบริโภคน้ำมันลงได้










ด้านระบบส่งกำลังคบหากับเกียร์ธรรมดา 6 สปีด เพียงอย่างเดียว ขณะที่รุ่นเกียร์อัตโนมัติแบบพีดีเค (PDK) นั้น อยู่ระหว่างการพัฒนา ใครที่ชอบความสบายอดใจรออีกสักหน่อย ความเร็วสูงสุดทั้งสองรุ่นมากกว่า 300 กม./ชม.










สำหรับการปรับปรุงด้านอากาศพลศาสตร์ คือ อีกหนึ่งหัวใจสำคัญของทั้งคู่ โดย 718 เคย์แมน จีที 4 เพิ่มแรงกดอากาศรวมมากขึ้นกว่าเดิม 50% ทั้งจากการติดตั้งสปอยเลอร์แบบปีกนกทรงสูงยึดติดตายตัว, สปอยเลอร์หน้าใหญ่พร้อมครีบดักอากาศ และการออกแบบช่องติดตั้งหม้อพักไอเสียใหม่ ช่วยให้ดิฟฟิวเซอร์ทำงานได้ดีขึ้น










ขณะที่ 718 สไปเดอร์ ได้รับการติดตั้งดิฟเฟอร์เซอร์ใหม่ ทำจากวัสดุอลูมิเนียมน้ำหนักเบา พร้อมสปอยเลอร์หลังที่ทำงานแบบอัตโนมัติ จะเปิดออกเมื่อขับด้วยความเร็วเกิน 120 กม./ชม. เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพในการสร้างแรงกดอากาศที่ใกล้เคียงกับรุ่น จีที4







สนุกบนถนน เร้าใจในสนาม

การทดลองขับในครั้งนี้ แบ่งเป็นสองส่วนหลัก คือ การขับบนถนนปกติ โดยใช้ 718 สไปเดอร์ และขับในสนามแข่ง โดยใช้ 718 เคย์แมน จีที 4 เพราะนี่คือจุดประสงค์ในการสร้างรถทั้งสองคันที่สร้างขึ้นมาเพื่อประโยชน์ในการใช้งานที่แตกต่างกัน บนพื้นฐานทางวิศวกรรมเดียวกัน











เริ่มต้นกันด้วยการขับเจ้า 718 สไปเดอร์ ก่อน เรารับหน้าที่เป็นผู้ขับจากจุดเริ่มต้นที่สนามแข่งไปยังโรงแรมที่พัก และเราก็เป็นผู้โดยสารพร้อมสลับกันขับจากโรงแรมกลับมายังสนามแข่งอีกครั้งในวันถัดมา รวมระยะทางที่ขับไปทั้งหมดกว่า 500 กม. ท่ามกลางทิวทัศน์ที่สวยสดงดงามของป่าเขาที่ชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำฝน ไม่ต้องบอกว่า ผิวถนนนั้นจะลื่นขนาดไหนแม้ว่าฝนจะหยุดตกไปแล้ว









ขณะขึ้นนั่งความรู้สึกแรก แปลกใจอย่างที่สุด เบาะนั่งให้ความรู้สึกสบาย ปรับเพียงแค่ระยะนั่งเท่านั้น ด้วยเบาะแบบบัคเกตซีต เกรดเดียวกับที่ใช้ในรถแข่งโดยเฉพาะ น้ำหนักเบาด้วยวัสดุคาร์บอนเคฟล่าร์และผิวสัมผัสที่นุ่มนวลจากหนังอัลคันทาร่า อย่างที่เกริ่นไว้ว่า เราทั้งขับและนั่งระยะทางกว่า 500 กม. รวมเวลาที่อยู่กับตัวรถร่วม 9 ชั่วโมง (ในระยะเวลา 3 วัน) กลับไม่รู้สึกเมื่อยล้าแต่อย่างใด










บิดกุญแจ ติดเครื่องยนต์ เสียงคำรามตามสไตล์รถสปอร์ตดังกระหึ่มแบบชัดเจน เพราะเราเปิดประตูเอาไว้ พอปิดประตูถามว่า เงียบลงไหม สารภาพตามตรง ลดลงไปบ้างนิดหน่อย แต่แน่นอนว่า เมื่อคุณใช้รถเปิดประทุนหลังคาผ้าใบ เครื่องยนต์วางกลางทางด้านหลัง เสียงเครื่องจะค่อนข้างชัดเจนแบบนี้








เหยียบคลัทช์ รู้สึกเบาเท้าดี เข้าเกียร์ผลักแบบง่ายๆ สบายมือ เหยียบคันเร่ง น้ำหนักพอดีไม่เบาจนเกินไป ส่วนการออกตัว แรกเริ่มเรากังวลว่า จะดับไหม เนื่องจากเป็นการขับรถเกียร์ธรรมดาในต่างประเทศที่ไม่ค่อยได้ทดลองสักเท่าใดนัก แต่ด้วยระยะคลัทช์ที่กว้าง ทำให้ออกได้แบบไม่ต้องกลัวว่าจะดับ









ขับออกมาถนนชนบทแบบเลนสวนกัน คล่องตัวดี พวงมาลัยคม เข้าโค้งแม่น เกาะหนึบในทุกย่านความเร็ว เมื่อออกสู่ถนนใหญ่ แต่ทำความเร็วได้เพียง 110 กม./ชม. เท่านั้น ตามที่กฎหมายกำหนด เราขับโดยใช้ครุย คอนโทรล ใช้งานไม่ยาก ขับไปได้แบบสบายๆ รู้สึกว่า หนึบมาก แต่ก็จะต้องแลกมาด้วยการรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือน ซึ่งไม่ถึงกับทำให้ท้องไส้ปั่นป่วน








ส่วนการเป็นคนนั่ง เรียนตามตรงว่า เป็นอะไรที่รู้สึกหวาดเสียวอยู่บ้าง จากการขับของสื่อต่างประเทศในอาเซียน ที่พยายามหาขีดสุดของสมรรถนะ โดยเขาขับเกียร์สองสามารถทำรอบได้สูงสุดถึง 8200 รอบ/นาที และความเร็วมากกว่า 100 กม./ชม.โดยช่วงแรกหลายๆ โค้งเขาขับเข้าด้วยความแรง แม้ถนนจะเปียกชื้นจากฝนที่ตกลงมา แต่ไม่ทำให้ 718 สไปเดอร์ เสียการทรงตัวแต่อย่างใด










จนกระทั่ง...มาถึงจุดที่สภาพถนนมีการเปลี่ยนแปลง ช่วงการขับนี้ ผิวถนนดูเรียบเหมือนปกติ แต่มีเศษหินเล็กๆ และโคลนเคลือบอยู่บ้าง โค้งแรก มีอาการท้ายปัดเล็กน้อย พอจะแก้ไขได้ง่าย ถัดมาอีกโค้งหนึ่ง คราวนี้ รถออกอาการสไลด์แบบดริฟท์ เกือบจะขวางถนน โชคดีที่ไม่มีรถสวนมา และเขาแก้อาการได้ ไม่หลุดถนนแต่อย่างใด ดังนี้ เราจึงตัดสินใจบอกเขาให้ลดความเร็วลง หลังจากนั้น มากกว่าร้อยโค้งบนถนนเปียกชื้น 718 สไปเดอร์ ยังคงเกาะหนึบมั่นใจได้เต็ม100%










เหตุการณ์นี้ บ่งบอกได้ว่า ไม่ว่าคุณจะสร้างรถมาได้ยอดเยี่ยมขนาดไหน แต่สุดท้ายคุณไม่สามารถโกงกฎของฟิสิกส์ได้ ปอร์เช่ก็เช่นเดียวกัน เมื่อได้เจอทีมวิศวกรผู้สร้างรถผู้เขียนได้เล่าให้วิศวกรฟัง วิศวกรตอบว่า “ใช่ ถ้าคุณขับเร็วเกินไปไม่ว่าระบบอะไรก็ช่วยไม่ได้ อีกส่วนหนึ่งอาจจะมาจากสภาพยางด้วย และยังดีที่คันนี้ มี PSM (Porsche Stability Management) ช่วยแก้การเสียการทรงตัวให้ง่ายขึ้น”







มีเรื่องแปลกอีกจุดที่อยากเล่าให้อ่านกัน คือ 718 สไปเดอร์ หากปิดหลังคา บอกได้เลยว่า เสียงเครื่องยนต์และท่อนั้น ดังแบบชัดเจน แต่เมื่อเปิดหลังคาขับกลับแทบไม่ได้ยินเสียงเครื่องและท่อไอเสียเลย ...หรือเป็นเพราะเสียงลมและเสียงรอบข้างนั้นดังกว่า หากอยากรู้แนะนำให้ทดลองดูได้ แปลกแต่จริง










ส่วนการทดลองขับ 718 เคย์แมน จีที 4 เป็นการขับในสนามแข่ง เนื่องจากคันนี้ ตั้งใจให้เหมาะกับการขับในสนามมากกว่า ซึ่งหลังจากการลองขับครบทั้ง 20 รอบสนาม บอกได้คำเดียวว่า “สุดเร้าใจ” ผู้เขียนยังใจสั่นอยู่แม้จะลงจากรถมาพักใหญ่ๆ แล้วก็ตาม เนื่องจากจัดเต็มทุกโค้ง ซัดได้เต็มเหนี่ยวในทุกจังหวะแบบไม่เกรงใจเรดไลน์














718 เคย์แมน จีที 4 เกาะหนึบ ไม่มีเสียอาการหรือสไลด์แต่อย่างใด จังหวะเข้าเกียร์นุ่มนวลง่ายดาย ความเร็วสูงสุดช่วงทางตรงทำได้มากกว่า 200 กม./ชม. แต่ไม่ทันได้ดูตัวเลขที่ชัดเจน ส่วนระบบเบรกมั่นใจว่า สามารถจัดการกับ 420 แรงม้า ได้อย่างไม่ต้องหวั่นใจแม้แต่น้อย จากการทำงานของชุดเบรก aluminium monobloc fixed-calliper เรียกว่า ทั้งสองคันนี้ เป็นน้องๆ ซูเปอร์คาร์ก็ไม่ผิดแต่ประการใด












เหมาะกับใคร

อย่างที่จั่วหัวไว้ 718 เคย์แมน จีที 4 ตอบสนองคนที่อยากได้รถที่ขับแล้ว รู้สึกเหมือนรถที่อยู่ในสนามแข่ง แต่งบไม่ถึงที่จะไปเล่น 911 จีที หากใช้งานในชีวิตประจำวันได้ ส่วน 718 สไปเดอร์ เหมาะกับคนที่อยากได้รถเปิดประทุนสมรรถนะสูง ในระดับท็อปแต่มีงบที่จำกัด ซึ่งทั้งสองรุ่นราคาต่ำกว่า 100,000 ดอลล่าร์สหรัฐ หรือราว 3 ล้านบาท สำหรับประเทศไทยรอ เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส ตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ เปิดตัวและประกาศราคาในเร็วๆ นี้















กำลังโหลดความคิดเห็น...