xs
xsm
sm
md
lg

2 รุ่น เบนซ์ ปลั๊กอินไฮบริด CKD ใหม่ C 300 e AMG Dynamic - Avantgarde เคาะ 2.699-3.215 ล้านบาท

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


นายโรลันด์ โฟลเกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในฐานะผู้นำรถยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เมอร์เซเดส-เบนซ์ มุ่งมั่นที่จะนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่จะตอบโจทย์ของความยั่งยืน โดยเมื่อเร็วๆ นี้ ทางบริษัท เดมเลอร์ เอจี ได้ตั้งเป้าว่า ภายในปี 2573 ยอดขายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ มากกว่าครึ่งหนึ่งจะมาจากกลุ่มรถยนต์ที่มีระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าและรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด

และในปีนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังคงเดินหน้าสานต่อแนวคิดเกี่ยวกับการเดินทางแห่งอนาคต และการใช้ชีวิตอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างครบวงจร พร้อมตอกย้ำภาพลักษณ์ผู้นำอันดับหนึ่งด้านรถยนต์ไฟฟ้า
ที่นำเสนอรุ่นรถยนต์ที่มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการมุ่งนำเสนอรถยนต์ที่เพียบพร้อมด้วยสมรรถนะ และความหรูหราตามแบบฉบับของเมอร์เซเดส-เบนซ์ควบคู่ไปกับการผลิตยนตกรรมที่สามารถลดอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อีกด้วย”

“ปัจจุบัน เมอร์เซเดส-เบนซ์นำเสนอเทคโนโลยีภายใต้แบรนด์ EQ ทั้งหมด 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) EQ เทคโนโลยีในรถยนต์ Battery Electric Vehicles หรือ BEV 2) EQ Power ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มย่อย คือ เทคโนโลยีสำหรับรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดภายใต้แบรนด์เมอร์เซเดส-เบนซ์ (EQ Power) และเทคโนโลยีสำหรับรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดในการแข่งขันมอเตอร์สปอร์ต กลุ่มเมอร์เซเดส-เอเอ็มจี และรถยนต์สมรรถนะสูง (EQ Power+) และ 3) EQ Boost เทคโนโลยี 48 โวลต์ที่ช่วยเพิ่มกำลังขับเคลื่อนให้กับรถยนต์ภายใต้แบรนด์เมอร์เซเดส-เบนซ์ และเมอร์เซเดส-เอเอ็มจี

ในช่วงไตรมาสแรกของปีบริษัทฯ ได้เปิดตัว Mercedes-Benz S 560 e รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดรุ่นเรือธงระดับพรีเมี่ยมที่เปรียบเสมือนสัญลักษณ์แห่งผู้นำภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์ โชว์ 2019 และล่าสุดเพื่อเป็นการขยายพอร์ตโฟลิโอแบรนด์ EQ บริษัทฯ ได้เปิดตัวรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (EQ Power) เจนเนอเรชั่นที่ 3 อย่าง “Mercedes-Benz C 300 e รุ่นประกอบในประเทศ” รถซาลูนหรูที่ผสมผสานเทคโนโลยีของรถยนต์ในตระกูล C-Class และเครื่องยนต์ปลั๊กอินไฮบริดไว้ได้ลงตัว ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่ชื่นชอบสมรรถนะอันทรงพลัง และยนตรกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย” นายโรลันด์ กล่าวเพิ่มเติม







นาย ฟรังค์ ชไตน์อัคเคอร์ รองประธานบริหารฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย)จำกัด กล่าวว่า “Mercedes-Benz C 300 e รุ่นประกอบในประเทศ คือ รถยนต์ ปลั๊กอินไฮบริด (EQ Power) เจนเนอเรชั่นที่ 3 โดดเด่นในเรื่องสมรรถนะจากเครื่องยนต์ปลั๊กอินไฮบริดผสานกับพลังจากมอเตอร์ไฟฟ้า ควบคู่กับประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้นของแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนชนิดใหม่ที่สามารถประจุไฟฟ้าได้มากกว่าเดิม ส่งผลให้ระยะทางสูงสุดสำหรับการขับขี่โดยใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างเดียวเพิ่มขึ้นจากเจนเนอเรชั่นก่อนหน้าถึง 30% และช่วยให้อัตราการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงในโหมดไฮบริดเพิ่มขึ้นอีกด้วย

นอกจากนี้ยังมาพร้อมดีไซน์การออกแบบอันหรูหรา ปราดเปรียวในสไตล์ของรถยนต์ตระกูล C-Class และผสานด้วยเทคโนโลยีอันล้ำสมัยเทียบเท่ารถยนต์ตระกูล S-Class อีกด้วย อีกทั้งยังมาพร้อมกับบริการ ‘Mercedes me connect’ ที่มีความสามารถในการเชื่อมต่อระหว่างลูกค้า รถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ และผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ ซึ่งเทคโนโลยีนี้มาพร้อมฟังก์ชันอันโดดเด่นมากมายที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกปรับเพิ่มบริการและฟังก์ชันต่างๆ ตามต้องการได้ผ่านแอพพลิเคชันบนสมาร์ทโฟน

Vehicle status ที่จะบอกสถานะความพร้อมของอะไหล่รถยนต์ และคอยประสานงานแจ้งเตือนทั้งทางลูกค้าและโชว์รูม

Remote Service ฟังก์ชันที่ช่วยให้การใช้รถของคุณสะดวกสบายมากขึ้น โดยคุณสามารถเชื่อมต่อผ่านโทรศัพท์มือถือ เพื่อเปิดเครื่องปรับอากาศทำความเย็นล่วงหน้า หรือการสั่งเปิด หรือล็อกประตูรถจากระยะไกล เป็นต้น

Accident Recovery and break down management ปุ่มรูปโทรศัพท์ เพื่อช่วยเหลือ
ผู้ขับขี่รถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ได้อย่างง่ายดายเพียงแค่ปลายนิ้ว ทั้งในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ เหตุฉุกเฉิน รถเสีย หรือสอบถามข้อมูลทั่วไปผ่านคอลเซ็นเตอร์

โดยทางเมอร์เซเดส-เบนซ์ได้นำเสนอรถยนต์รุ่น Mercedes-Benz C 300 e ทั้งหมด 2 รุ่นย่อยด้วยกัน ได้แก่ The C 300 e AMG Dynamic และ The C 300 e Avantgarde









ข้อมูลผลิตภัณฑ์ Mercedes-Benz C 300 e รุ่นประกอบในประเทศ

Mercedes-Benz C 300 e รุ่นประกอบในประเทศ ขุมพลังเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบแถวเรียง ความจุกระบอกสูบ 1,991 ซีซี ที่ให้ พละกำลังสูงถึง 211 แรงม้า ที่ 5,500 รอบ/นาที และมีแรงบิด 350 นิวตันเมตรที่ความเร็วรอบ 1,200 – 1,400 ต่อนาที ซึ่งเมื่อผสานพลังกับมอเตอร์ประสิทธิภาพสูง 122 แรงม้า จะทำให้ได้ System Outputสูงสุดถึง 320 แรงม้าที่ 4,500 – 5,500 รอบ/นาที และมีแรงบิดถึง 700 นิวตันเมตร นอกจากนี้ รถยนต์รุ่นนี้ยังมีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์แบบผสมที่ต่ำกว่า 45 กรัม ต่อกิโลเมตรเท่านั้น


ดีไซน์ภายนอก

การออกแบบที่ดูปราดเปรียว เร้าใจ ผสานด้วยคุณสมบัติของอุปกรณ์ต่างๆ โดยรุ่น C 300 e Avantgarde จะใช้กระจังหน้าสีเงินเสริมโครเมี่ยม พร้อมตราสัญลักษณ์ เมอร์เซเดส-เบนซ์ และล้ออัลลอยแบบ 5 ก้านคู่ ขนาด18 นิ้ว ส่วนในรุ่น C 300 e AMG Dynamic จะติดตั้งกระจังหน้าแบบ diamond grille สีเงินพร้อมตราสัญลักษณ์เมอร์เซเดส-เบนซ์ และล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตจาก AMG แบบ 5 ก้านคู่ ขนาด 18 นิ้ว โดยมีกันชนหน้า-หลังและสเกิร์ตข้างเป็นดีไซน์สปอร์ตแบบ AMG Bodystyling โคมไฟหน้าและหลังได้รับการออกแบบโดยใช้เส้นโค้งเป็นองค์ประกอบหลัก พร้อมใช้วัสดุคุณภาพสูงเพื่อสร้างความประทับใจในแง่รูปลักษณ์ และความรู้สึก




รวมถึงการใช้ไฟหน้าแบบ LED High Performance ในรุ่น C 300 e Avantgarde และเทคโนโลยีไฟหน้าแบบ MULTIBEAM LED ในรุ่น C 300 e AMG Dynamic พร้อมระบบไฟสูงแบบ ULTRA RANGE Highbeam ที่สามารถทำงานได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ อีกทั้งยังสามารถปรับความเข้มแสง โดยใช้ระบบไฟหน้าให้เข้ากับสภาพการจราจร โดยรอบได้
ทั้งนี้ ระบบไฟสูงแบบ ULTRA RANGE Highbeam จะทำงานอัตโนมัติ ช่วยให้ไฟหน้าของรถมีความสว่างในระดับที่สูงขึ้นตามความเร็วของรถ ส่องสว่างได้ไกลถึง 650 เมตร นอกจากนี้ในรุ่น C 300 e AMG Dynamic ยังมีหลังคาพาโนรามิคซันรูฟที่เลื่อนเปิด-ปิด ได้ด้วยระบบไฟฟ้าอีกด้วย







ดีไซน์ภายใน และห้องโดยสาร

ออกแบบให้มีความหรูหราสไตล์สปอร์ต และมีโครงสร้างที่ดูต่อเนื่องเป็นชิ้นเดียว โดยรุ่น C 300 e Avantgarde จะมาพร้อมกับพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น พร้อมปุ่มควบคุมแบบ Touch Control ในขณะที่ C 300 e AMG Dynamic พวงมาลัยที่มาพร้อมกับระบบมัลติฟังก์ชัน ตกแต่งแบบสปอร์ตท้ายตัด พร้อมปุ่มควบคุมแบบ Touch Control โดยรุ่น C 300 e Avantgarde ใช้เบาะหุ้มด้วยหนัง ARTICO และ C 300 e AMG Dynamic ใช้เบาะหุ้มหนังแบบสปอร์ต และมาพร้อมกับ Memory Seat Package โดยทั้ง 2 รุ่น มาพร้อมกับระบบกุญแจแบบ KEYLESS-START ในขณะที่รุ่น C 300 e AMG Dynamic จะมีระบบกุญแจแบบ KEYLESS-GO เสริมเข้ามาด้วย




Mercedes-Benz C 300 e ยังมาพร้อมกับหน้าจอมัลติมีเดียบริเวณกลางคอนโซลแบบ MB Audio 20 ขนาด 10.25 นิ้ว เพื่อใช้ในการควบคุมระบบต่างๆ ด้วยระบบ Touch pad ไม่ว่าจะเป็นระบบ Apple CarPlay™ ระบบถอยจอดแบบอัตโนมัติ หรือระบบแผนที่นำทาง 3 มิติรูปแบบใหม่ในรุ่น C 300 e AMG Dynamic เป็นต้น ทั้งเพิ่มสุนทรียภาพในการเดินทางด้วยระบบไฟสร้างบรรยากาศในห้องโดยสารที่ปรับสีได้ถึง 64 สี นอกจากนี้ ในรุ่น C 300 e AMG Dynamic ยังได้นำเทคโนโลยี และรูปแบบการใช้งานมาจากรถยนต์ The S-Class โดยมีระบบ All-Digital instrument display หน้าจอเรือนไมล์แบบดิจิทัลขนาด 12.3 นิ้ว ที่สามารถปรับรูปแบบการแสดงผลได้ 3 รูปแบบ คือ Classic Sporty และ Progressive



ระบบเทคโนโลยี และระบบความปลอดภัย

ที่มาพร้อมกับระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่รุ่นล่าสุด สำหรับตระกูล The C-Class ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับระบบที่ใช้ในรถยนต์ The S-Class อาทิ ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ที่ช่วยเสริมเรื่องความปลอดภัย และยกระดับประสบการณ์การขับขี่ ให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น อาทิ โปรแกรมควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ (Electronic Stability Program - ESP®) ระบบช่วยเบรกแบบแอคทีฟ ABA (Active Brake Assist system) ระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (ATTENTION ASSIST) เซ็นเซอร์ช่วยในการนำรถเข้าจอด (PARKTRONIC) ระบบช่วยการนำรถเข้าจอดแบบอัตโนมัติ (Active Parking Assist) ระบบ DYNAMIC SELECT คือ แบบ Sport Sport+ และComfort และระบบสำหรับเชื่อมต่อโทรศัพท์เคลื่อนที่ Bluetooth










นอกจากนั้น ยังมีระบบช่วยรักษาระยะห่างจากรถที่อยู่ด้านหน้า (Distance Pilot DISTRONIC) กล้องแสดงภาพรอบทิศทาง (Surround view camera) และระบบเสียงรอบทิศทางBurmester® surround sound system ซึ่งเป็นฟังก์ชั่นที่เพิ่มเข้ามาเฉพาะในรุ่น C 300 e AMG Dynamic ทั้งยังมีระบบแผนที่นำทางที่ติดตั้งเฉพาะในรุ่น C 300 e AMG Dynamic และกล้องแสดงภาพด้านหลังขณะถอยรถ(Reversing camera) ที่มีเฉพาะในรุ่น C 300 e Avantgarde อีกด้วย



Mercedes-Benz C 300 e รุ่นประกอบในประเทศ ใช้แบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออนรุ่นใหม่ที่มี ขนาดความจุ 13.5 kWh มากกว่าเดิมถึง 111% ผสานกับประสิทธิภาพของเซลล์แบตเตอรี่ ชนิดใหม่ ซึ่งมีส่วนผสมของลิเธียม-นิกเกิล-แมงกานีส-โคบอลต์ (Li NMC) ส่งผลให้สามารถชาร์จแบตเตอรี่จากความจุ 10% จนเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ได้ภายในระยะเวลาเพียง 1 ชั่วโมง 50 นาที หากชาร์จด้วยเครื่องประจุไฟฟ้าวอลล์บอกซ์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ และใช้กำลังไฟฟ้าสูงสุด มาพร้อมกับเกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะแบบใหม่ (9G-TRONIC) ที่ช่วยให้ประหยัดเชื้อเพลิงได้มากยิ่งขึ้น ทำให้การขับเคลื่อนมีความนุ่มนวลและลดเสียงรบกวนได้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้สามารถลดระดับเกียร์ลงได้หลายระดับในกรณีที่ต้องการเร่งแซงอย่างรวดเร็ว



สำหรับรุ่น C 300 e Avantgarde รุ่นประกอบในประเทศ จำหน่ายในราคา 2,699,000 บาท และรุ่น C 300 e AMG Dynamic รุ่นประกอบในประเทศ ราคาจำหน่ายอยู่ที่ 3,215,000 บาท


กำลังโหลดความคิดเห็น...