xs
xsm
sm
md
lg

ชิมลาง กระทิงดุ Huracan EVO แรงให้สุด แล้วหยุดที่ Lamborghini

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์




“ลัมโบกินี่” ชื่อนี้เหล่าแฟนๆ สายซุปเปอร์คาร์ทุกคนต้องรู้จักเป็นอย่างดี โดยเฉพาะประวัติศาสตร์การถือกำเนิดขึ้นของแบรนด์นั้นมีที่มาอย่างน่าสนใจ เริ่มจาก “แฟร์รุซซิโอ ลัมโบกินี่” ชาวอิตาลี ผู้ก่อตั้งนั้นเป็นสาวกตัวยงของ เฟอร์รารี่ แต่แล้วก็เกิดปัญหาความขัดแย้งขึ้น จนทำให้ แฟร์รุซซิโอ ประกาศจะสร้างรถสปอร์ตขึ้นมาเพื่อแข่งกับเฟอร์รารี่ พวกเราจึงได้เห็น ลัมโบกินี่ โลดแล่นบนเวทีโลกอย่างเช่นในปัจจุบัน










อย่างไรก็ตามด้วยปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ ทำให้ ลัมโบกินี่ มีการเปลี่ยนเจ้าของไปมาและล่าสุด อยู่กับ โฟล์ค
สวาเกน กรุ๊ป ภายใต้การดูแลของ อาวดี้ ซึ่งสร้างรถลัมโบกินี่ได้ดีขนาดไหนนั้น คงเป็นที่ประจักษ์ด้วยสายตาทุกท่านอยู่แล้ว











ขณะที่ในเมืองไทย ลัมโบกินี่ มีเรื่องราวดราม่าในระดับตำนานที่สะเทือนไปทั้งประเทศเมื่อตัวแทนจำหน่ายรายเดิมอย่าง “นิช คาร์” ถูกดีเอสไอ เข้าจับกุมดำเนินคดีในข้อหานำเข้ารถยนต์ผิดกฎหมายและหลีกเลี่ยงภาษี ซึ่งยังคงอยู่ในระหว่างการดำเนินคดีเป็นเวลากว่า 2 ปีแล้ว จนทำให้ ลัมโบกินี่ อิตาลี ตัดสินใจบอกเลิกสัญญากับนิชคาร์ และแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายรายใหม่ “เรนาสโซ มอเตอร์” เข้ามาทำหน้าที่ดูแลลูกค้าชาวไทยแทน ซึ่งไม่ใช่ใครอื่น เพราะเขาคือทายาทรุ่นที่ 3 ของตระกูล ลีนุตพงษ์ ที่แยกตัวออกมาทำเอง โดยมีแบรนด์ในมือให้ดูแลอยู่หลายตัว เช่น ดูคาติ เป็นต้น












ทั้งนี้ หลังการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในการเข้ามารับช่วงต่อ มีการเปิดตัวรุ่น อูรูส เป็นรุ่นแรก และล่าสุดเปิดตัว ฮูราคาน อีโว (Huracan Evo) ซึ่งคือเวอร์ชันไมเนอร์เชนจ์ของสปอร์ตตัวแรงของค่ายนี้นั่นเอง หลังจากทำตลาดมาอย่างยาวนานถึง 5 ปีแล้ว ได้เวลาขยับปรับเพื่อรับมือกับคู่แข่งสำคัญอย่าง เฟอร์รารี่และปอร์เช่ ส่วนจะมีอะไรใหม่น่าสนใจเพียงใด ทีมงานเอ็มจีอาร์ มอเตอริ่ง ไปทดลองขับมานำเสนอ ณ บัดนี้











จอใหม่ ใส่เลี้ยว 4 ล้อ เพิ่ม


โครงสร้างตัวถังทำจากอลูมินั่มและคาร์บอนไฟเบอร์ จุดใหญ่ใจความคงเป็นเรื่องราวของการปรับเปลี่ยนภายในและเพิ่มเติมระบบต่างๆ ให้ทันสมัยมากขึ้นกว่าเดิมตามสไตล์ของรถไมเนอร์เชนจ์ จุดแรกนับว่าน่าสนใจที่สุดคือเรื่องของหน้าจอแสดงผลบนคอนโซลกลางเปลี่ยนมาเป็นระบบสัมผัส ให้ความรู้สึกที่ “ว้าว” และสั่งการได้อย่างง่ายดาย ดูโฉบเฉี่ยวเข้ากับยุคสมัย รวมถึงพวงมาลัยและเบาะนั่งแบบใหม่ดูดุดันกว่าเดิม













นอกจากนั้นยังมีการเพิ่มระบบเลี้ยวสี่ล้อ โดยล้อหลังจะหักเลี้ยวสวนทางกับล้อหน้าเมื่อเลี้ยวด้วยความเร็วต่ำ ช่วยให้รัศมีวงเลี้ยวแคบลง หักพวงมาลัยน้อยลง ขณะที่รูปโฉมภายนอกนั้นแทบไม่แตกต่างจากตัวก่อนไมเนอร์เชนจ์ มีการเปลี่ยนเพียงรายละเอียดปลีกย่อยเท่านั้น เช่น กระจังหน้า, ช่องดักลมด้านข้าง, ลายล้อแม็ก และตำแหน่งปลายท่อไอเสีย เป็นต้น












ส่วนหัวใจยังคงเป็นเครื่องยนต์แบบ V10 สูบ ไร้เทอร์โบ วางกลาง ขับเคลื่อนสี่ล้อ ขนาดความจุ 5.2 ลิตร กำลังสูงสุด 640 แรงม้า แรงบิดสูงสุด600 นิวตันเมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ ดูอัลคลัทช์ 7 สปีด อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลา 2.9 วินาที 0-200 กม./ชม. ในเวลา 9.0 วินาที ความเร็วสูงสุด 325 กม./ชม. ระยะเบรกจาก 100-0 กม./ชม. ในระยะทาง 31.9 เมตร











3 รอบ 200+ กม./ชม.


การขับนั้นทีมงานเรนาสโซ จัดให้เรามาลองกันที่ในสนามแข่งรถ พีระ อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิต พัทยา ด้วยเพราะเป็นรถแบบพวงมาลัยซ้ายและเพื่อให้เรารับรู้ถึงสมรรถนะได้อย่างเต็มที่ แม้ว่าจะมีรอบการขับที่น้อยเนื่องจากต้องจัดสรรเวลาให้กับเพื่อนสมาชิกสื่อมวลชนอื่นๆ ได้ทดลองขับกันด้วย แต่เราได้อัดเต็มที่ถึงสองครั้ง











สำหรับ การทดลองขับรอบแรกเป็นการขับแบบสลาลมช้าๆ เพื่อทดลองระบบการเลี้ยวสี่ล้อว่าจะมีส่วนช่วยมากน้อยเพียงใด โดยมีการนำรุ่นก่อนหน้ามาทดลองขับเปรียบเทียบ เรียนตามตรงถ้าไม่ใช่ทีมงานแนะนำทริคในการหาความแตกต่าง มันจะยากในความรู้สึก

















การจะดูว่าแตกต่างเพียงใดในขณะที่เลี้ยวนั้น ใช้การวัดด้วยการหมุนพวงมาลัยโดยไม่ปล่อยมือ เราจึงจะเห็นถึงความต่างว่า รุ่นใหม่นั้นเลี้ยวได้แคบกว่าเล็กน้อย หมุนมือครบรอบพอดีในการเลี้ยว ส่วนรุ่นก่อนไมเนอร์เชนจ์นั้น ต้องหักมือมากกว่าและบางจังหวะต้องปล่อยมือจึงจะเลี้ยวได้











ต่อมาเป็นการขับจริงรอบสนามพีระ จำนวน 4 รอบสนาม คนละ 1 ครั้ง แต่ผู้เขียนขอพิเศษได้นั่งไปกับรถนำ 1 ครั้ง ก่อนจะมาขับเอง อีก 2 ครั้ง รวมแล้วได้ขับเยอะขึ้นมาอีกนิดหน่อย






















รอบแรกที่นั่งนั้นเรียนตามความสัตย์จริง ลงรถมามีอาการท้องใส้ปั่นป่วนเล็กน้อย ด้วยการขับแบบเต็มพิกัดเท่าที่รถและสนามจะวิ่งได้ เช่น สุดทางตรงเหยียบมา 200 กว่ากม./ชม.(แอบดูเห็นราว 210 กม./ชม.) แล้วกระทืบเบรกลึกหนักตามสไตล์นักแข่งแท้ๆ รถไม่มีเสียอาการให้ต้องแก้แต่อย่างใด จากนั้นกดคันเร่งเต็มสปีดเพื่อขึ้นเนิน ก่อนจะไปใส่ต่อในโค้ง ร้อยอาร์ด้วยความเร็วราว 120 กม./ชม. เรียกว่ามาครบ ทั้งดึง ทั้งเหวี่ยง

















มาถึงรอบของเราได้เป็นผู้ขับบ้าง เสียงคำรามของท่อไอเสียและเครื่องยนต์นั้นกระหึ่มไปตามโหมดการขับขี่ที่เลือกได้ 3 แบบซึ่งเราปรับเปลี่ยนไปตามรอบ โดยรอบแรกโหมด Strada ที่ถือว่าเป็นเหมือนโหมดการขับปกติ













การตอบสนองของคันเร่งมีแรงดึงหลังติดเบาะแบบสบายๆ และหากให้เทียบกันในหมู่ซุปเปอร์คาร์ระดับเดียวกันแรงเด่นกว่า ปอร์เช่ 911(992) แต่ไม่บ้าพลังเท่าเฟอร์รารี่ 488 มั่นใจว่าเอาอยู่ ส่วนการเข้าโค้งความเร็วสูงเกาะโค้งดีงาม การเปลี่ยนเลนรวดเร็วในโค้งเอส ควบคุมรถได้อย่างอยู่มือ











ความเร็วสูงสุดทางตรงรอบนี้เราขับเองกดไปได้ที่ 180 กม./ชม. ก่อนจะกระแทกเบรกไม่ลึกเท่ากับรอบที่ครูฝึกขับ รถออกอาการส่ายเล็กน้อยให้ต้องแก้พวงมาลัยช่วย หลังจากนั้นเป็นการขับในโหมด สปอร์ต เสียงเครื่องยนต์และท่อไอเสียเปลี่ยน หน้าปัดเปลี่ยนเป็นสีแดง












การขับขี่ในโหมดนี้รู้สึกได้ถึงการตอบสนองที่ไวกว่าเดิม ความแข็งของช่วงล่างที่เพิ่มขึ้น การทรงตัวยังคงดีเยี่ยม และเมื่อมาถึงทางตรงรอบนี้เรากดไปสุดที่ความเร็วราว 200 กม./ชม. แล้วกระทืบเบรก รถออกอาการส่ายเล็กน้อยต้องแก้พวงมาลัยช่วยเหมือนเช่นเดิม












หลังจากนั้น เปลี่ยนมาใช้โหมด คอร์ซ่า ที่เปรียบเหมือนโหมดแข่งในสนาม หน้าปัดเปลี่ยนไปโชว์รอบเครื่องยนต์เป็นหลัก เสียงท่อเปลี่ยนไปอีกระดับ การขับรอบนี้ไม่ต่างจากโหมดสปอร์ตเท่าใดนัก ความเร็วสูงสุดที่สุดทางตรงยังคงเท่าเดิมที่ราว 200 กม./ชม. เหยียบเบรกเต็มแรงก่อนถึงโค้งออกอาการเหมือนเดิม












เราได้ลองขับแบบเดียวกันนี้อีกหนึ่งครั้งแทนผู้สื่อข่าวที่มาไม่ทัน ทุกอย่างเหมือนเดิม ความสนุกสนานจากการได้อัด ลัมโบกินี่ ฮูราคาน อีโว ด้วยความเร็วสูงในสนามแข่งที่มั่นใจได้ในเรื่องของ ความปลอดภัย คงไม่มีอะไรสุขใจเท่านี้อีกแล้ว ถามว่าให้ขับอีกได้ไหม ตอบเลยว่า อีก10 รอบยังไหวแม้จะเหนื่อยเพียงใดก็ตาม















ผลลัพธ์ของการขับไม่เปลี่ยนแปลง เราจึงนำเอาเรื่องของการเบรกแล้วมีอาการไปถามครูฝึก คำตอบที่ได้รับคือ ที่ครูฝึกเบรกแล้วไม่ออกอาการเพราะเขาเตรียมตัวรอรับการเบรกทั้งการจับพวงมาลัยให้ล้อตรง หรือเรียกง่ายๆ ว่า แก้อาการรอไว้ก่อน (ครูฝึกขับแบบนี้มาก่อนเรา 200 กว่ารอบแล้วกับการเทรนด์รอบลูกค้าราว 50 คน) ดังนั้นการเบรกด้วยความแรงเช่นนี้จึงมีอาการอยู่บ้างไม่น่าแปลกใจแต่อย่างใด













เหมาะกับใคร

ด้วยค่าตัว 24.59 ล้านบาท มหาเศรษฐีที่กำลังมองหาซุปเปอร์คาร์เสริมบารมี อัดแน่นด้วยเทคโนโลยี V10 ที่มีความเฉพาะตัวบวกกับรูปลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร ลูกเล่นที่เพียบพร้อม ตัดสินใจได้ไม่ยากให้อารมณ์นำพาไป ส่วนจองแล้วจะรอรถนานแค่ไหน บอกตรงนี้ว่า ทำใจไว้ได้ ไม่ต่ำกว่า 6 เดือนครับผม เหนืออื่นใด ฮูราคาน อีโว อาจจะเป็น V10 รุ่นสุดท้าย ใครจะรู้









กำลังโหลดความคิดเห็น...