xs
xsm
sm
md
lg

เจาะแผนเด็ด “แอสตัน มาร์ติน” 7 ปี 7 รถใหม่-DBX จ่อคิวปีนี้

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


แอสตันมาร์ติน แบรนด์รถยนต์ระดับตำนานของอังกฤษที่ผ่านร้อนผ่านหนาวด้วยอายุกว่า 100 ปี มีทั้งขึ้นและลงตามวัฎจักรของโลก รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงเจ้าของหลายครั้งหลายคราวล่าสุด อยู่ภายใต้กลุ่มทุนอิสระและจดทะเบียนกลายเป็นบริษัทมหาชนกระจายหุ้นเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ FTSE ของอังกฤษเรียบร้อยแล้วเมื่อปลายปีก่อน


ทิศทางที่สำคัญถูกประกาศออกมาหลังจากการเข้ามาทำหน้าที่ซีอีโอ ของ “แอนดี้ พลามเมอร์” โดยการประกาศนโยบายศตวรรษที่ 2 ของแอสตันมาร์ติน จะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ ภายใต้คำว่า เติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยกลยุทธ์สำคัญ คือ เปิดตัวรถใหม่ปีละ 1 รุ่น ในช่วงเวลา 7 ปี (7 Years 7 Models) นับตั้งแต่ปี 2016 เป็นต้นมา


Aston Martin DB11 V8
7รุ่น 7 ปี เติบโตเท่าตัว

ทิศทางของการทำตลาดด้วยการเปิดตัวรถใหม่7 รุ่นใน 7 ปี นั้นไม่นับรวมถึงรุ่นตกแต่งพิเศษและรถระดับไฮเปอร์คาร์ส่วนมีโมเดลอะไรบ้างติดตามกันได้


เริ่มต้นด้วยรุ่นแรกในปี 2016เปิดตัว “แอสตัน มาร์ติน ดีบี 11” โดยมากับเครื่องยนต์แบบวี12 สูบ ที่ถือว่าเป็นตำนานควบคู่มากับแบรนด์ของแอสตันมาร์ติน





หลังจากนั้น มีการเปิดตัวรุ่นเครื่องยนต์วี8 สูบ ซึ่งเป็นความร่วมมือกันระหว่างแอสตัน มาร์ติน และทีมเอเอ็มจี ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ โดยค่ายแห่งดวงดาวนี้ ถือหุ้นอยู่ใน แอสตัน มาร์ติน ด้วย ด้วยสัดส่วนราว 5% (และเป็นหุ้นที่ไม่มีสิทธิ์ในการโหวตแบบเดียวกับหุ้นของเรโนต์ที่นิสสันถืออยู่)


Aston Martin Vantage


ถัดมาในปี 2017 แอสตัน มาร์ติน ปล่อย “แวนเทจ” ใหม่สู่ตลาด หลังจากที่โมเดลนี้ทำตลาดมาอย่างยาวนานกว่า 10 ปี ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้คือ การขยับของยอดขายและส่งมอบโดยรวมทั่วโลก จากระดับ 3,500-3,600 คัน/ปี ในช่วง ปี 2015-2016 กลายมาเป็น 5,098 คัน ในปี 2017 และขยับขึ้นมาเป็น 6,441 คัน ในปี 2018 หลัง แวนเทจ ได้ส่งมอบและขายเต็มปี รวมถึงการกลับมาทำกำไรได้อย่างน่าสนใจอีกด้วย





Aston Martin DBS
สำหรับปี2018 เป็นคิวของการเปิดตัวรุ่น “ดีบีเอส” (DBS)ในช่วงกลางปี โดยเข้ามาทำตลาดแทนที่รุ่น “แวนควิช” (Vanquish) ที่ถูกหยิบออกจากไลน์การขายไป ดีบีเอส นับเป็นรถสปอร์ตในระดับซูเปอร์จีทีวางเครื่องยนต์เบนซินวี12 สูบ ขนาด 5.2 ลิตร กำลังสูงสุด 715 แรงม้า (bhp) แรงบิดสูงสุด 900 นิวตันเมตรนับว่าเป็นรุ่นท็อปสุดในไลน์การขายเวลานี้ (ไม่นับรวมรุ่นพิเศษและไฮเปอร์คาร์)









Aston Martin DBX
ในส่วนปี 2019 นี้ จะมีทีเด็ดตัวใหม่เข้าสู่ตลาด “ดีบีเอ็กซ์” (DBX) รถยนต์ในรูปแบบเอสยูวีรุ่นแรกสุดของแอสตัน มาร์ติน ซึ่งจะมากับเป้าหมายที่ท้าทายที่สุด ด้วยตัวเลขเป้ายอดขายที่ไม่เปิดเผยแต่จะทำให้ยอดขายรวมของแอสตัน มาร์ติน ขยับไปอยู่ที่ระดับ 14,000 คันต่อปี











นั่นหมายความว่า มีการบ้านใหญ่อีกข้อ ที่แอสตัน มาร์ติน ต้องทำควบคู่กันไปด้วย เนื่องจากกำลังการผลิตของโรงงานแอสตันมาร์ตินปัจจุบันอยู่ที่ 7,500คัน/ปี และไม่สามารถขยายเพิ่มได้อีก เนื่องจากติดขัดในแง่ของพื้นที่รอบข้าง



ทีมผู้บริหารของแอสตัน มาร์ติน จึงตัดสินใจสร้างโรงงานแห่งใหม่ ที่ St Athan ในเวลส์ เพื่อรองรับการผลิตที่เพิ่มมากขึ้น โดยโรงงานใหม่จะเริ่มต้นการผลิตพร้อมกับการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของ "ดีบีเอ็กซ์" (DBX) ในช่วงปลายปีนี้ ส่วนโรงงานปัจจุบัน อยู่ระหว่างการตัดสินใจว่า จะมีโรงงาน 2แห่งพร้อมกันหรือย้ายทั้งหมดไป


Aston Martin Vanquish S Ultimate





นอกจากนั้นในปีถัดไป คาดว่าจะเป็นการกลับมาของ “แวนควิช” (Vanquish) ที่จะมาเขียนตำนานบทใหม่ ภายใต้รถในรูปแบบเครื่องยนต์วางกลางทางด้านหลัง หลังจากที่มีการเผยโฉมรถต้นแบบ เอเอ็ม-อาร์บี 003 (AM-RB 003) ในงานเจนีวา มอเตอร์โชว์ 2019 ที่กำลังจัดแสดงอยู่ในช่วงเวลานี้


รถต้นแบบ Aston Martin AM-RB 003






ขณะเดียวกัน นอกจากในส่วนของรถใหม่ที่จะเปิดตัวนั้น แอสตัน มาร์ติน ยังได้มีการเปิดตัวรถยนต์รุ่นคลาสสิคที่นำกลับมาทำใหม่อีกครั้ง ปีนี้เป็นคิวของรุ่น "ดีบี
4" (DB4) ภายใต้การดูแลของ Aston Martin Work ที่ปัจจุบันทำหน้าที่ดูแลฟื้นฟูสภาพให้กับรถยนต์ แอสตัน มาร์ติน ทุกคันบนโลกนี้ นั่นหมายความว่า หากคุณครอบครองแอสตัน มาร์ตินอยู่ แต่ไม่ทราบว่าจะนำไปซ่อมที่ไหน แอสตัน มาร์ติน เวิร์ค สามารถทำรถของคุณให้กลับมาเหมือนเป็นรถใหม่ได้อีกครั้งอย่างแน่นอน (แต่ตัวรถจะต้องส่งไปที่อังกฤษ)
Aston Martin DB4 GT Continuation
หน่วยงานนี้ คือ สิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจและต้องการดูแลลูกค้าของ แอสตัน มาร์ติน ให้อยู่ในระดับสุดพิเศษที่สุด เช่นเดียวกับแบรนด์ซูเปอร์คาร์อื่นๆที่มีหน่วยงานในลักษณะนี้เหมือนกัน


Aston Martin DB5
ส่วนหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ของการเกิดขึ้นมาของหน่วยงานแบบนี้ของบรรดาค่ายรถซูเปอร์คาร์เนื่องจากความต้องการของลูกค้าที่เล่นรถคลาสสิคและมูลค่าของรถที่เพิ่มสูงขึ้นในทุกๆ ปี ทำให้เกิดการลงทุนรูปแบบใหม่ในรถคลาสสิค โดยเฉพาะรถระดับสุดยอดตำนานอย่างแอสตัน มาร์ติน “ดีบี5” (DB5) ที่มูลค่าปัจจุบันราว 1-2 ล้านปอนด์ต่อคัน และยังคงขยับมูลค่าขึ้นไปตามกาลเวลาที่ผ่านไป


Aston Martin Lagonda
APACตลาดใหม่น่าจับตา

ทั้งนี้หากจำแนกในส่วนของยอดขายตามตลาดแล้ว แอสตัน มาร์ติน แบ่งเป็น 4 ภูมิภาคคือ สหราชอาณาจักร, EMEA (ยุโรป, ตะวันออกกลาง,แอฟริกา), อเมริกา และ เอเชียแปซิฟิคโดยในปีที่แล้ว เอเชีย แปซิฟิค มีอัตราการเติบโตสูงที่สุดถึง 44% ซึ่งประเทศไทยอยู่กลุ่มภูมิภาคนี้ด้วย


ดังนั้นเมื่อมองเห็นถึงศักยภาพในตลาดที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดเช่นนี้ทางผู้บริหารของแอสตัน มาร์ติน จึงให้ความสนใจในตลาดเอเชีย แปซิฟิกมากขึ้นดังจะเห็นได้จากการเพิ่มตัวแทนจำหน่ายในประเทศต่างๆ สนับสนุนการขยายโชว์รูมและยกระดับการให้บริการหลังการขายภายใต้มาตรฐานใหม่


ดร.สัณหวุฒิ ธรรมชวนวิริยะ
สำหรับประเทศไทยแบรนด์ แอสตัน มาร์ติน อยู่ภายใต้การดูแลของ กลุ่มเอ็มจีซี เอเชีย ที่มี “ดร.สัณหวุฒิธรรมชวนวิริยะ” หรือ ดร.จุ๋ย เป็นผู้วางนโยบายต่างๆในตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารซึ่งมีแบรนด์ระดับหรูหราอยู่ในมือครบทุกระดับราคา ดังนั้น จึงมั่นใจได้ในเรื่องของการดูแลลูกค้าทั้งก่อนและหลังการขายและดำเนินการต่างๆ เป็นไปตามทิศทางของบริษัทแม่ด้วยเช่นเดียวกัน





ในส่วนของแผน
7 ปี 7 รุ่นนั้น แอสตัน มาร์ติน แบงค์กอก เปิดตัวรถใหม่รุ่นแรกอย่าง แอสตัน มาร์ติน ดีบี11 ตามมาด้วย แอสตัน มาร์ติน แวนเทจ และล่าสุด “ดีบีเอส” ที่เปิดตัวอย่างเป็นทางการในไทย เมื่อวันที่ 18 มีนาคม ที่ผ่านมา ด้วยราคาเริ่มต้น 28.9 ล้านบาท



ถึงบรรทัดนี้ใครก็ตามที่กำลังมองหารถซูเปอร์คาร์ระดับตำนานของประเทศอังกฤษ ตัวเลือกอย่างแอสตัน มาร์ติน กำลังดึงดูดความสนใจได้ไม่น้อยด้วยการกลับมาโลดแล่นในตลาดโลกได้อย่างโดดเด่นและมั่นคงขณะเดียวกันยังไม่นับรวมถึงแบรนด์ “ลากอนด้า”ที่จะเปิดตัวในฐานะแบรนด์ที่ทำรถยนต์ไฟฟ้า ภายใต้ชายคาเดียวกันกับ แอสตันมาร์ตินในอีก 3ปีข้างหน้าอีกด้วย

การเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นตามแผน 7Years 7 Models ต่อจากนี้จะเป็นอย่างไรต่อไปต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด.

กำลังโหลดความคิดเห็น...