xs
xsm
sm
md
lg

เมดอินไทยแลนด์ Harley-Davidson Street Bob Custom ขี่ยากแต่ไม่อยากลง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

Street Bob Custom ขี่ยากแต่ไม่อยากลง
เวอร์ชั่นเมดอินไทยแลนด์พร้อมให้ลองแล้ว
หลังจากเรียกเสียงฮือฮาไปทั่วทั้งวงการจักรยานยนต์เมืองไทย กระทั่งสนั่นถึงระดับโลก เมื่อพี่เบิ้มสองล้อจากแดนพญาอินทรี “ฮาร์เลย์-เดวิดสัน” (Harley-Davidson) ตัดสินใจขยับขยายฐานการผลิตเข้ามาในบ้านเรา

คลื่นยักษ์ยังไม่ทันสงบ ตามด้วยอาฟเตอร์ช็อกกับการประกาศราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการ หั่นราคาค่าตัวลดลงจากอิมพอร์ตเวอร์ชันหลักแสนบาท

เท่านั้นไม่พอ ล่าสุดเพื่อให้เกิดการรับรู้ในวงกว้างต่อไปอีกว่า บิ๊กไบค์สุดเท่สัญชาติอเมริกันฉบับเมดอินไทยแลนด์นั้นมีคุณภาพมาตรฐานไม่ต่างจากโฉมนำเข้า
ตระกูลสปอร์ตสเตอร์ (Sportster) และซอฟเทล (Softail) ยกทัพมาถึง 14 รุ่นย่อย
เร็วๆ นี้ ฮาร์เลย์-เดวิดสัน ไทยแลนด์ จึงจัดกิจกรรมการขับขี่ที่ใช้ชื่อว่า Freedom Ride ยกทัพโมเดลปี 2019 ประกอบไทย 14 รุ่น จากตระกูลสปอร์ตสเตอร์ (Sportster) และซอฟต์เทล (Softail) ให้สื่อมวลชนได้พิสูจน์สมรรถนะ

ขี่กันแบบใช้งานจริง ชวนกันไปทดสอบแบบเพื่อนชวนออกทริปท่องเที่ยว เส้นทางกรุงเทพฯ-เขาใหญ่ รวมระยะทางไป-กลับกว่า 500 กิโลเมตร

โดยทริปนี้มีไฮไลต์ 2 รุ่นใหม่ล่าสุด เอฟเอ็กซ์ดีอาร์ (FXDR) และไอรอน 1200 (Iron 1200) ที่เพิ่งเปิดตัวในงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป ช่วงปลายปีที่ผ่านมา ให้นักข่าวและนักทดสอบชาวไทยได้สัมผัสก่อนใครในภูมิภาคอาเซียนด้วย
กิจกรรมการขับขี่ที่ใช้ชื่อว่า Freedom Ride
ขบวนครุยเซอร์อเมริกันสไตล์ล้อหมุนจากดีลเลอร์ผู้จำหน่ายที่เอเอเอสบนถนนวิภาวดีรังสิต ประมาณ 09.30 น.

หลังจากจับสลากเพื่อคัดเลือกอาชาคู่ใจ ผมได้ออกสตาร์ทด้วยโมเดล รุ่น สตรีท บ็อบ” (Street Bob) ที่มาในมาดคัสตอมหล่อเหลา สัมผัสแรกตำแหน่งท่านั่งบอกเลยว่าประหลาดใจมาก
แรกๆ เหมือนจะขี่ยาก
ด้วยองศาแฮนด์บังคับที่อยู่สูง เบาะต่ำ พักเท้ากึ่งๆ จะยื่นไปข้างหน้า ส่งผลให้ท่วงท่าการควบคุมตัวรถต้องทำความคุ้นเคยกันพอสมควร

คิดในใจงานเข้าแน่นอน เพราะต้องเจอการจราจรที่หนาแน่นก่อนออกนอกตัวเมือง ซึ่งผมว่าเป็นอะไรที่ท้าทายอย่างแรง

อย่างไรก็ตาม พอเจ้ายักษ์ใหญ่ขุมพลัง 1745 ซีซี ราคาเริ่มต้น 849,000 บาท ออกตัวไปแล้ว ผิดคาดครับ ตัวรถทำได้ดีกว่าที่คิดไว้เยอะ

หากดูจากภายนอก บอกตรงๆ ไม่รู้เลยว่าจะมีความคล่องตัวสูงในระดับหนึ่งทีเดียว ในช่วงความเร็วต่ำการซิกแซกมุดฝ่าช่องรถติดยังพอไปไหว ไม่ถึงกับง่ายดาย แต่ก็ใช่ว่าจะลำบากยากเย็นอะไร

จากจุดสตาร์ทถึงเป้าหมายแรกเพื่อแวะพักผ่อนเปลี่ยนอิริยาบถพร้อมกับสลับรถทดสอบ ระยะทางราวๆ 100 กิโลเมตรเห็นจะได้ครับ

ในความเร็วไม่เกิน 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สตรีท บ็อบ ขับขี่สบายครับ มีลมปะทะไม่มาก แต่พอเร่งสปีดไปแตะระดับ 150 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือมากกว่านั้นไปแล้ว ผมว่าเริ่มรู้สึกถึงความเครียดเล็กๆ เพราะเจ้าสุดหล่อโฉมคัสตอมคันนี้มันไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อซิ่งขนาดนั้น

คันต่อมาผมสลับไปที่ตระกูลสปอร์ตสเตอร์ในรุ่น ซูเปอร์โลว์ (Superlow) ราคา 479,000 บาท ซึ่งเป็นรุ่นเริ่มต้นของฮาร์เลย์-เดวิดสัน ที่มีค่าตัวย่อมเยาและเข้าถึงสะดวกที่สุด

ขึ้นคร่อมปุ๊บรู้เลยว่าคันนี้ขี่ง่ายกว่าแน่ๆ ด้วยตำแหน่งการควบคุมคุ้นเคยกว่า เพราะประเด็นหลักของความสูงแฮนด์ต่ำลง รวมถึงมิติตัวรถมีความกระชับกว่า ให้การบังคับควบคุมง่ายกว่า

ทว่าสิ่งหนึ่งที่ยังเหมือนเดิมคือ เรื่องของความเร็วที่เหมาะสมในการขับขี่ รวมไปถึงเรื่องของระยะเบรก

สำหรับคนที่ไม่เคยสัมผัสสองล้อแบรนด์ดังสัญชาติอเมริกันมาก่อน พอได้ลองขี่แล้วจะรู้ว่าการชะลอความเร็วหรือการหยุดรถ เบรกเอาอยู่ครับ แต่ด้วยน้ำหนักตัวรถที่ค่อนข้างมาก จึงต้องเผื่อระยะไว้หน่อย

อ้อ เกือบลืม! มือใหม่ที่เพิ่งจับฮาร์เลย์-เดวิดสัน เป็นครั้งแรก จุดสังเกตอีกอย่างที่อยากให้ทำความคุ้นเคยไว้ก่อนก็คือ ขนาดของปลอกแฮนด์จะกว้างหรืออ้วนกว่ารถญี่ปุ่นและยุโรปนิดหนึ่งครับ

พอเข้าช่วงบ่ายยังคงสนุกกับขุมพลัง 883 ซีซี เช่นเดียวกับรุ่นซูเปอร์โลว์ แต่โยกย้ายบั้นท้ายไปลองนั่งบนโมเดลรุ่นไอรอน 883 (Iron 883) ราคา 499,000 บาท ดูบ้าง

แรงบิดดุดันให้ความสนุกเหมือนกันครับ หากแต่ในด้านความเร้าใจและคาแรกเตอร์เอกลักษณ์ตัวรถยังไม่ค่อยโดดเด่น
ขี่สนุกทั้งขาไปและกลับ
หรือว่าง่ายๆ ก็คือ เสน่ห์ให้ชวนค้นหา ผมว่าทั้งสองรุ่นนี้ยังเป็นรองเจ้ายักษ์ใหญ่ที่ผมได้ขับขี่เป็นคันแรก แม้หลายคนซึ่งได้ลองแล้วจะบอกว่าเบาะนั่งแข็งไปหน่อยก็ตาม (จริงๆ เบาะเดิมนั่งนุ่มสบาย แต่คันนี้เปลี่ยนเป็นเบาะแต่ง รูปทรงโฉบเฉี่ยวกว่าเยอะ)

ว่าแล้วหลังจากนั้นตลอดทริป ผมจึงรับอาสาประจำการบนสุดหล่อโฉมคัสตอมแบบยิงยาวกันไปเลย

เอ่อ...ไม่ใช่ว่าก้นด้านนะครับ เพียงแต่ 2 โมเดลไฮไลต์ที่ใครๆ ก็อยากลองนั้นได้ถูกจับจองคิวไปหมดแล้ว ส่วนโมเดลรุ่นอื่นๆ ก็เช่นกัน

สตรีท บ็อบ เวอร์ชันแต่งหล่อคันนี้ แม้ช่วงแรกถ้าไม่คุ้นกับเขาจะรู้สึกว่าขี่ยาก แต่พอจับจุดได้แล้วว่าต้องขี่แบบไหน ถ่ายเทน้ำหนักให้รถเลี้ยวยังไง ในจังหวะช่วงเล่นโค้งบนเขา สนุกอย่าบอกใครเหมือนกันนะครับ

พอยิ่งขี่ยิ่งสนุก สนุกแล้วก็ไม่อยากลง ช่วงบ่ายขี่ต่ออีกนิดก็ถึงที่พัก อาการปวดไม่เท่าไหร่ ส่วนขากลับนี่หวดรวดเดียว จากเขาใหญ่ถึงกรุงเทพฯ กดบันทึกทริป เห็นตัวเลขระยะทางรวมประมาณ 180 กิโลเมตร

มือชานิดๆ ชาก้นนิดหน่อย ขี่สนุกเหมือนขาไปครับ.


กำลังโหลดความคิดเห็น...